IT.SIAMHOST4U.COM ที่ที่ คุณจะไม่ตกข่าว!
18 May
อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น เผยผลการสำรวจความเห็นผู้บริหารด้านไอที ขององค์กรธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีถึง 83% ระบุว่า อาจไม่สามารถกู้คืนระบบและข้อมูลที่สูญหาย โดยชี้ปัญหามาจากโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลล้าสมัย…
บริษัท อีเอ็มซี คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหารที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านไอที 2,500 คนจากองค์กรภาครัฐและเอกชนในออสเตรเลีย จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลี อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย โดยแต่ละองค์กรมีพนักงาน 250 ถึง 3,000 คนขึ้นไป และอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่หลากหลาย เช่น การผลิต ค้าปลีก บริการด้านการเงิน โทรคมนาคม ฯลฯ เกี่ยวกับการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติประจำปี 2555: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Disaster Recovery Survey 2012: South East Asia) โดยพบว่า 83% ของบริษัทในภูมิภาคนี้ไม่ค่อยมั่นใจมากนักว่าจะสามารถกู้คืนระบบและข้อมูลได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์หลังจากที่เกิดภัยพิบัติ และ 74% ขององค์กรทั้งหมดเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา
ข้อมูลจากการสำรวจในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงระบบแบ็กอัพข้อมูลจากเดิมที่ใช้เทคโนโลยีล้าสมัย ไม่สามารถรองรับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมถึงความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องความพร้อมใช้งานของข้อมูล การเปลี่ยนไปใช้โซลูชั่นการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลรุ่นล่าสุดจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานในกรณีที่เกิดภัยธรรมชาติ การโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดี หรือปัญหาระบบไอทีหยุดชะงักที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากขึ้น ที่จริงแล้ว ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าสาเหตุของการที่ระบบหยุดทำงาน มักจะเกิดจากการหยุดชะงักของระบบไอที เช่น อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์มีข้อบกพร่อง หรือข้อมูลได้รับความเสียหาย แทนที่จะเป็นผลมาจากภัยธรรมชาติหรือเหตุการณ์สำคัญอื่นๆ
บริษัท วิจัยอิสระ แวนสัน บอร์น (Vanson Bourne) ได้รับมอบหมายจากอีเอ็มซีให้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติประจำปี 2555: เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Disaster Recovery Survey 2012: South East Asia) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะสำรวจตรวจสอบสถานการณ์ของการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลในภูมิภาคนี้ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับระดับความพร้อมของบริษัทต่างๆ ในการรับมือกับปัญหาข้อมูลสูญหายและระบบหยุดทำงาน
การหยุดชะงักที่เกิดขึ้น : ปัญหาระบบหยุดทำงานและข้อมูลสูญหายเป็นผลมาจากปัญหาในระบบไอทีมากกว่าภัยธรรมชาติ
ผลการวิจัยชี้ว่า สาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาไม่ใช่เรื่องพิสดารแต่อย่างใด แต่มักจะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เกิดการหยุดชะงักอย่างกว้างขวาง เช่น ข้อมูลบางส่วนได้รับความเสียหาย ทั้งนี้ สาเหตุหลัก 3 ข้อที่ทำให้ข้อมูลสูญหายและระบบหยุดทำงานมากที่สุด ได้แก่
1. อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ชำรุด: 60%
2. ข้อมูลได้รับความเสียหาย: 47%
3. ไฟฟ้าดับ: 44%
ขณะเดียวกัน มีเพียง 18% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้น ที่ระบุว่าภัยธรรมชาติเป็นสาเหตุของปัญหาระบบหยุดทำงานหรือข้อมูลสูญหาย และ 15% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าความบกพร่องของพนักงานส่งผลให้ระบบหยุดทำงาน หรือข้อมูลสูญหาย ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม 59% ขององค์กรได้ทบทวน และเปลี่ยนแปลงกระบวนการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลหลังจากที่เกิดปัญหา
นอกจากนี้ 46% ขององค์กรธุรกิจได้เพิ่มงบประมาณสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลหลังจากที่เกิดภัยพิบัติ ในทางตรงกันข้าม 29% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามรู้สึกว่าตนเองมีงบประมาณไม่เพียงพอสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล และโดยเฉลี่ยแล้ว ผลการวิจัยชี้ว่า องค์กรธุรกิจทั่วภูมิภาคนี้ใช้จ่าย 11.2% ของงบประมาณด้านไอทีไปกับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล
ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ: ปัญหาระบบหยุดทำงานส่งผลให้บริษัทสูญเสียรายได้
ผลการศึกษาระบุว่า ปัญหาระบบหยุดทำงานก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจ โดยผลกระทบที่สำคัญที่สุด 3 ข้อได้แก่
1.ความล่าช้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์/บริการ: 43%
2.การสูญเสียรายได้: 41%
และ 3.พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน: 39%
ปัญหาระบบหยุดทำงาน ส่งผลให้องค์กรต้องสูญเสียวันทำงาน โดยเฉลี่ยถึง 2 วัน ซึ่งหากคำนวณจากอัตราการทำงานโดยเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง ก็เท่ากับว่าบริษัทที่มีพนักงานราว 2,000 คน จะต้องสูญเสียชั่วโมงทำงานสูงถึง 32,000 ชั่วโมงเลยทีเดียว นอกจากนี้ แต่ละองค์กรยังสูญเสียข้อมูลโดยเฉลี่ย 425GB ในช่วงเวลา 12 เดือน ซึ่งถ้าหากข้อมูล 1MB มีขนาดเท่ากับอีเมล์ 25 ฉบับ ข้อมูลที่สูญหายไป 425GB ก็จะเท่ากับการสูญเสียอีเมล์ 10.9 ล้านฉบับ
แม้ว่าการสูญเสียรายได้จะถูกระบุว่าเป็นผลกระทบหลักของปัญหาระบบหยุดทำงาน แต่ผลการวิจัยยังเปิดเผยเช่นกันว่า บริษัทหลายแห่งไม่ได้ดำเนินมาตรการที่เพียงพอสำหรับการปกป้องข้อมูลสำคัญของลูกค้า โดย 65% ขององค์กรไม่มีแผนการกู้คืนระบบเมื่อเกิดภัยพิบัติสำหรับระบบ CRM และ 22% ขององค์กรที่มีแผนการกู้คืนระบบต้องการให้แอพพลิเคชั่น CRM เริ่มต้นทำงานเป็นแอพพลิเคชั่นแรกสุดหลังจากที่ระบบหยุดทำงาน
นอกจากนั้น องค์กรธุรกิจในเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นไม่สามารถใช้ประโยชน์จากส่วนลดหย่อนพิเศษสำหรับเบี้ยประกันภัย สาเหตุ เพราะไม่ได้จัดทำแผนกู้คืนระบบอย่างครบวงจร โดย 53% ของบริษัทในภูมิภาคดังกล่าวจำเป็นต้องจัดทำแผนกู้คืนระบบตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย หรือกฎระเบียบ และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ 40% ขององค์กรที่ตอบแบบสอบถามได้รับข้อเสนอส่วนลดหย่อนเบี้ยประกันโดยพิจารณาจากความแข็งแกร่งของกลยุทธ์การแบ็กอัพ/กู้คืนระบบไอที อย่างไรก็ดี 18% ขององค์กร ไม่ทราบว่าบริษัทประกันเสนอส่วนลดหย่อนพิเศษดังกล่าวหรือไม่ หรือไม่ได้สนใจส่วนลดที่ว่านี้เลย ซึ่งประเด็นนี้ชี้ให้เห็นว่าองค์กรธุรกิจหลายๆ แห่งต้องสูญเสียโอกาสในการปรับลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
โซลูชั่นล้าสมัย: 38% ยังคงพึ่งพาเทปบันทึกข้อมูล และ 38% ยังคงใช้ซีดีรอมสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล แต่สถานการณ์นี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป
38% ขององค์กรยังคงพึ่งพาเทปบันทึกข้อมูลในการแบ็กอัพและกู้คืนระบบ และเมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับเทป องค์กรต่างๆ ในภูมิภาคนี้เสียค่าใช้จ่ายมากกว่า 58,920 ดอลลาร์ ทั้งในส่วนของการขนส่ง การจัดเก็บ การทดสอบและเปลี่ยนทดแทนเทปเพื่อการกู้คืนระบบนอกสถานที่ตั้ง ขณะเดียวกัน 38% ของบริษัทต้องพึ่งพาซีดีรอมที่ล้าสมัยสำหรับการจัดเก็บข้อมูลแบ็กอัพ และที่น่าประหลาดใจก็คือ 15% ขององค์กรมอบหมายให้พนักงานนำข้อมูลแบ็กอัพกลับไปเก็บไว้ที่บ้านเพื่อความปลอดภัย
อย่างไรก็ดี 59% ขององค์กรธุรกิจในภูมิภาคนี้ใช้โซลูชั่นการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลบนดิสก์ที่ทันสมัยอยู่แล้ว แนวโน้มนี้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย 83% ขององค์กรที่ใช้เทปมีแผนที่จะเลิกใช้เทปบันทึกข้อมูลในอนาคต ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่: 1. การแบ็กอัพข้อมูลรวดเร็วขึ้น: 36% 2. ความเร็วในการกู้คืนข้อมูลและระบบ: 34% และ 3. ความทนทาน (วิธีการแบบใช้ดิสก์มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า): 29%
การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาการหยุดชะงักที่เกิดขึ้นเป็นประจำหรือเหตุการณ์ที่สำคัญกว่านั้นเริ่มต้นด้วยแนวทางการแบ็กอัพข้อมูลที่ทันสมัย ซึ่งใช้ดิสก์และเทคโนโลยีการขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน (Data Deduplication) และเทคโนโลยีการรีพลิเคตข้อมูล (Replication) บนเครือข่าย ผลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่าหลังจากที่เกิดปัญหาการหยุดชะงัก องค์กรต่างๆ ก็แก้ไขด้วยการใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มมากขึ้นสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล แต่ก็ก่อให้เกิดความเสียหายในแง่ของเวลาและค่าใช้จ่ายระหว่างที่ระบบหยุดทำงาน รวมถึงความเสียหายระยะยาวต่อความเชื่อมั่นของลูกค้า ด้วยการปรับปรุงความสามารถในการตรวจสอบปัญหาทั่วไปที่บริษัทต้องเผชิญในปัจจุบัน รวมถึงผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง องค์กรต่างๆ จะสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนเองสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการทางด้านธุรกิจได้อย่างเหมาะสม
นายอาคัช คานธี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของอินโฟเพล็กซ์ (Infoplex) กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่น่าสนใจมากมายเกี่ยวกับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล โดยองค์กรธุรกิจต่างๆ จำเป็นที่จะต้องดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ระบบสามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพก่อนที่จะเกิดปัญหา จากที่เราเคยประสบพบเจอ เห็นได้ชัดว่าแนวทางการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูลโดยใช้ดิสก์รุ่นใหม่นับเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกู้คืนแอพพลิเคชั่นให้เริ่มทำงานอีกครั้งได้ทันที เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจให้เหลือน้อยที่สุด ด้วยการวางแผนอย่างรอบคอบและการลงทุนอย่างถูกต้องเหมาะสม เราเชื่อมั่นว่าเรามีความพร้อมสำหรับการรับมือกับปัญหาระบบหยุดทำงาน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม
ด้านนายไมเคิล แอลป์ รองประธานส่วนธุรกิจระบบแบ็กอัพและกู้คืนประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นของอีเอ็มซี กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราพบว่าองค์กรจำนวนมากไม่สามารถกู้คืนข้อมูลที่แบ็คอัพไว้ได้ หรือพึ่งพาเฉพาะการรีพลิเคตข้อมูลสำหรับการกู้คืนระบบเท่านั้น ปัจจุบัน กฎระเบียบในประเทศส่วนใหญ่มีความเข้มงวดมากขึ้น อีกทั้งยังมีภัยคุกคามเพิ่มสูงขึ้น และข้อมูลก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากช่องทางออนไลน์ ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่บริษัทต่างๆ จะต้องมีกลยุทธ์การกู้คืนระบบที่เหมาะสม บริษัทที่ขาดกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพย่อมเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูลลูกค้าและอาจต้องเสียค่าปรับจำนวนมากให้แก่หน่วยงานกำกับดูแล ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ช่วยขจัดข้อผิดพลาดของบุคลากร ทั้งยังขจัดความเสี่ยงต่อการสูญเสียข้อมูล (เช่น เทปบันทึกข้อมูลแบ็กอัพ) รองรับการเข้ารหัสข้อมูล และสร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการตรวจสอบติดตามและรายงานบนสภาพแวดล้อมของการปกป้องข้อมูลทั้งหมด โซลูชั่นเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้าของเราประหยัดค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการลดความเสี่ยง รายงานนี้สำรวจตรวจสอบความเสี่ยงในด้านต่างๆ และแสดงให้เราเห็นว่ามีงานอีกมากมายที่เราจะต้องทำ
ส่วนนายเชน มัวร์ ผู้อำนวยการฝ่ายระบบแบ็กอัพและกู้คืนประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นของอีเอ็มซี กล่าวว่า เอเชีย-แปซิฟิกและญี่ปุ่นไม่มีภูมิคุ้มกันสำหรับการรับมือกับสภาพเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและไม่แน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์กรธุรกิจจะต้องดำเนินมาตรการป้องกันปัญหาระบบหยุดทำงานและข้อมูลสูญหาย มิฉะนั้น ก็จะต้องได้รับผลกระทบทั้งในเรื่องของการสูญเสียประสิทธิภาพการทำงานและรายได้ ด้วยการกำหนดแนวทางที่ละเอียดรอบคอบสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล โดยใช้โซลูชั่นรุ่นใหม่ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบัน องค์กรธุรกิจจะสามารถรับมือกับผลกระทบจากปัญหาระบบหยุดทำงานในแต่ละวัน รวมถึงเหตุการณ์ที่ร้ายแรง พร้อมทั้งลดค่าใช้จ่ายโดยรวมในการดูแลรักษาระบบแบ็คอัพข้อมูล
ในส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 83% ของบริษัทในภูมิภาคนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 74% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 60% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหาย หรือระบบหยุดทำงาน 39% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 39% ขององค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 59% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 83% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็กอัพไปสู่ระบบอื่น
ในส่วนของประเทศญี่ปุ่น ผลการวิจัยนี้เปิดเผยว่า 89% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 50% ขององค์กรในญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหาย หรือระบบหยุดทำงาน 38% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 58% ขององค์กรในญี่ปุ่นยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 66% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 68% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็กอัพไปสู่ระบบอื่น
ในส่วนของประเทศเกาหลี ผลการวิจัยนี้ เปิดเผยว่า 93% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 55% ขององค์กรในเกาหลี เคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหาย หรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 55% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 42% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 38% ขององค์กรในเกาหลียังคงใช้เทปสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 61% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 92% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็กอัพไปสู่ระบบอื่น
ในส่วนของประเทศออสเตรเลีย ผลการวิจัยนี้ เปิดเผยว่า 70% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 72% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 62% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหาย หรือระบบหยุดทำงาน 49% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 58% ขององค์กรในออสเตรเลียยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็คอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 61% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 84% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็คอัพไปสู่ระบบอื่น
ในส่วนของประเทศจีน ผลการวิจัยนี้ เปิดเผยว่า 74% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 85% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 80% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงาน 48% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 32% ขององค์กรในจีนยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 64% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 99% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็กอัพไปสู่ระบบอื่น
ในส่วนของประเทศอินเดีย ผลการวิจัยนี้ เปิดเผยว่า 72% ของบริษัทในประเทศนี้ไม่มั่นใจอย่างเต็มที่ว่าจะสามารถกู้คืนระบบ/ข้อมูลได้หลังจากที่ระบบหยุดทำงาน ที่จริงแล้ว 80% ขององค์กรในเกาหลีเคยประสบปัญหาข้อมูลสูญหายหรือระบบหยุดทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา โดยผู้ตอบแบบสอบถาม 65% ระบุว่าปัญหาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงานคือสาเหตุหลัก และในกรณีที่เกิดปัญหาข้อมูลสูญหาย หรือระบบหยุดทำงาน 48% ระบุว่าผลกระทบหลักที่ตามมาก็คือ พนักงานสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้ 76% ขององค์กรในอินเดียยังคงใช้เทปสำหรับการแบ็กอัพและกู้คืนข้อมูล ขณะที่ 72% กำลังใช้ระบบบนดิสก์ และ 84% ของผู้ใช้เทปต้องการเปลี่ยนจากเทปแบ็กอัพไปสู่ระบบอื่น
วิธีการสำรวจ
18 May
ป.ป.ช.เรียก กสท-ทรู เคลียร์สัญญา3จี 28 พ.ค.นี้ ขอเวลาสรุปผลสอบ 1 เดือน ก่อนส่งบอร์ดใหญ่ฟันธง ด้าน กสท ยันลูกค้าไม่กระทบผู้บริโภค ระบุระงับการขยายโครงข่าย 3จี แบรนด์มายแล้ว ขณะที่ทรูย้ำไม่กระทบการใช้งานลูกค้าแน่นอน…
Tags: 3จี, กสท-ทรู, ยันปมสัญญา, ไม่กระทบลูกค้าแน่นอน18 May
ทีโอที รับลูก รมว.ไอซีที เผยแผนธุรกิจใหม่ เร่งสร้างโครงข่ายเต็มตัว เร่งลงทุน 2 หมื่นสถานีฐาน หวังเปิดเอกชนร่วมทำตลาดทุกบริการ พร้อมยอมรับแผน 3จี เดิม ไปไม่รอด ขณะที่ขอเคลียร์ปัญหาภายในก่อนร่วมมือ กสท ทำเน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์…
นายพันธ์เทพ จำรัสโรมรัน ประธานกรรมการ หรือบอร์ด บริษัท ทีโอที จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้บอร์ดทีโอทีรับทราบนโยบายมุ่งสู่การเป็นผู้ให้บริการโครงข่าย หรือเน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์ เต็มตัว ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีทีแล้ว โดยเบื้องต้นทีโอทีจะลงทุนโครงข่ายให้แล้วเสร็จก่อนเปิดให้เอกชนมาเช่าใช้บริการ จำนวน 2 หมื่นสถานีฐาน พร้อมยอมรับว่า แผนธุรกิจ 3จี เดิม ไม่สามารถดำเนินการได้อีกต่อไป ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการทำแผนใหม่ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสากิจ หรือ กนร.
“บอร์ดทีโอทีทราบมาตั้งแต่แรกแล้วว่า แผนธุรกิจ 3จี เดิม ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ รมว.ไอซีที อย่างไรก็ตาม อยู่ระหว่างการเร่งทำแผนใหม่เพื่อเสนอให้ กนร.แต่ไม่ใช่วันที่ 18 พ.ค.นี้” ประธานบอร์ด ทีโอที กล่าว
สำหรับโครงการ 3จี เฟสแรก จำนวน 5,320 สถานี มูลค่า 1.6 หมื่นล้านบาท จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ แต่จะลดการเช่าสถานีฐาน หรือโควไซต์จากเดิม 3-4 พันสถานีลง เหลือแต่ส่วนที่จำเป็น เพื่อประหยัดค่าเช่าที่ทีโอทีต้องมีจ่ายกว่า 1,000 ล้านบาทลง เพื่อนำเม็ดเงินดังกล่าวไปลงทุนส่วนที่เป็นทรัพย์สินของทีโอทีเอง
ขณะที่อีก 1.5 หมื่นสถานีในเฟส 2 นั้น ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อเจรจากับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เพื่อนำสถานีฐาน 1.3 หมื่นแห่ง ที่ถือเป็นทรัพย์สินของทีโอทีตามสัญญาสัมปทานมาให้บริการในรูปแบบการใช้สถานีฐานร่วม สำหรับการประมูลใบอนุญาตให้บริการ 3จี ของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.
นอกจากแผนการลงทุนโครงข่าย 2 หมื่นสถานีฐานแล้ว การเปิดกว้างให้เอกชนทำตลาดยังคงมีอยู่เช่นเดิม แต่จะเปลี่ยนจากรูปแบบเอ็มวีเอ็นโอ เป็นวีเอ็นโอ หรือการให้เอกชนช่วยทำตลาดในทุกธุรกิจที่ทีโอทีมีอยู่ ทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ โทรศัพท์พื้นฐานที่ปัจจุบันมีเลขหมายเหลืออยู่ถึง 1 ล้านราย ส่วนความร่วมมือกับ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT ในการเป็นเน็ตเวิร์ก โพรวายเดอร์นั้น ยินดีจะเดินหน้าต่อไป แต่ต้องจัดการกับปัญหาภายในองค์กรให้เรียบร้อยเสียก่อน
Tags: 2, ทีโอทีรับลูกไอซีที, ทุ่ม, หมื่นสถานีฐาน, เร่งสร้างโครงข่าย18 May
กูรูไอที วิพากษ์แท็บเล็ต ป.1 นายกปู เผยเทียบราคากับคุณภาพพอไหว ห่วงต่อยอดการใช้งานและคอนเทนต์ไม่คืบหน้า แนะอย่าผลักภาระให้ครูหรือผู้ปกครองดูแลเด็กฝ่ายเดียว…
“จากที่ได้ลองเล่นก็ลื่นไหลดี ไม่สะดุด ไม่ช้ามาก คงต้องบอกว่าเครื่องดีแต่คอนเทนต์ยังไม่ผ่าน”
นางสาวฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ หรือ @ceemeagain สาวสวยเก่งไอที ที่ได้รับฉายาเจ้าหญิงวงการไอที กล่าวและแสดงความเห็นด้วยว่า สเปกเครื่องแท็บเล็ต ป.1 ถือว่าพอใช้ได้เมื่อเปรียบเทียบจากราคา 2,400 บาท ถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมแล้วกับการใช้งานของเด็ก ป.1 แต่สิ่งที่คิดว่ายังไม่โอเคคือคอนเทนต์ เพราะมองว่ายังไม่ถูกจำกัด แม้ว่าเด็กอาจไม่ได้เป็นผู้ดาวน์โหลดหรือค้นหาเพื่อดาวน์โหลดเอง แต่ด้วยความอิสระบนโลกที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็ทำให้เรายังคงต้องเป็นห่วงพวกเขา
“การแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กชั้น ป.1 อาจถือว่าเร็วเกินไป แต่ถ้ามองในมุมที่จะเป็นการกระตุ้นและปลูกฝังความคิดหรือจินตนาการก็ถือเป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว เด็กไทยจะได้ทัดเทียมต่างชาติ ขณะที่เด็กต่างจังหวัดก็จะได้มีโอกาสพัฒนาการเรียนให้เทียบเท่าเด็กในเมืองด้วย การจำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์หรือข้อมูลที่ไม่เหมาะสมนั้นอาจเป็นเรื่องที่ต้องควบคุม แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าเด็กที่ดีก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าควรจะใช้แท็บเล็ตเพื่ออะไร เลือกเข้าเว็บไหนถึงจะได้ความรู้”
แท็บเล็ตจะมีประโยชน์มากหากได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต แต่ในช่วงแรกการเปิดหรือปิดการใช้งานไวไฟอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะยังไม่มีความจำเป็น ควรเน้นให้เด็กได้เรียนรู้การใช้งาน ทำความรู้จักกับเครื่องก่อน แล้วจึงต่อยอดไปสู่การค้นคว้าหาข้อมูลหรือการศึกษาเพิ่มเติมในภายหลังก็ยังไม่ช้าเกินไป ก่อนหน้านี้เป็นห่วงเรื่องการใช้งานและผู้ที่จะดูแลแนะนำการใช้งานกับเด็กๆ มาก แต่เมื่อได้มีโอกาสรับทราบนโยบายหรือแนวทางจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แล้วก็อุ่นใจขึ้น แต่ยังไงครูและผู้ปกครองคงต้องรับบทหนักในเรื่องดังกล่าว
มีตัวอย่างในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตแท็บเล็ต ซึ่งมีการบรรจุอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งจากผลสำรวจระบุว่า มีผลตอบรับที่น่าพอใจเพราะช่วยให้เด็กนักเรียนฉลาดและเรียนรู้ได้มากขึ้น เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะใช้ได้ผลกับเด็กไทยด้วย หากมีการประยุกต์ใช้และมีแนวทางการใช้งานที่ดี
“สเต็ปต่อไปคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ครู พ่อแม่ ผู้ผลิตคอนเทนต์ หรือแม้แต่แพทย์เด็ก หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อยากให้ทุกฝ่ายบูรณาการและระดมสมองกัน อย่าผลักภาระว่าได้เครื่องไปแล้วก็หมดหน้าที่ หมดภาระ เพราะยังมีอะไรอีกเยอะหลังจากที่เครื่องถึงมือเด็กๆ แล้ว” เจ้าหญิงวงการไอที กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่ นายประหยัด โกษาแสง บล็อกเกอร์-กูรูสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแอพพลิเคชั่นในโลกทวิตเตอร์ หรือ @MobileDista นำเสนออีกมุมมองว่า หากเทียบราคากับสเปกและแท็บเล็ตเครื่องจีนด้วยกัน ถือว่าคุ้มค่าแล้ว เพราะคุณภาพเกินกว่าราคา หรือเปรียบเทียบกับแท็บเล็ตจีนที่ตนเองเคยได้ลองใช้ ซึ่งเป็นซีพียูแบบซิงเกิลคอร์ ขายในราคา 4,000 กว่าบาท ถือว่าราคาแท็บเล็ต ป.1 นั้นไม่แพงเลย
“ได้เห็นแท็บเล็ตและคอนเทนต์บางส่วนผ่านสื่อ ถ้าพูดถึงตัวเครื่องคงไม่ติดปัญหาอะไร ด้วยความสามารถของเครื่องคิดว่าคุณภาพเกินพอ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือคอนเทนต์ที่มาพร้อมแท็บเล็ต เพราะไม่รู้ว่าจะดึงดูดความสนใจของเด็ก ป.1 ให้ศึกษาหรือค้นคว้าหาความรู้ได้ทุกคาบเรียนหรือไม่ เพราะเด็กมีธรรมชาติที่จะเบื่อง่าย หรืออย่างสมัยเด็กที่เราเคยเรียนคอมพิวเตอร์กันมา เราก็แอบเล่นนอกลู่นอกทางไปบ้าง”
เรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่าสเปกเครื่องก็คือคอนเทนต์ ส่วนตัวมองว่าคอนเทนต์บนแท็บเล็ตน่าจะเป็นการยกเนื้อหามาจากในหนังสือ เพราะเท่าที่เห็นเนื้อหาบางวิชาก็เหมือนการใช้อี-เลิร์นนิ่ง เนื่องจากการดัดแปลงหนังสือเรียนเป็นรูปแบบดิจิตอลอาจเหมาะกับบางวิชาเท่านั้น
ส่วนความสำคัญของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับแท็บเล็ต ป.1 นั้น ไม่น่าจะกลายเป็นปัญหา หากสื่อการเรียนการสอนทั้งหมดถูกยกขึ้นมาอยู่บนแท็บเล็ตหมด การปิดกั้นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถือเป็นข้อดีด้วยซ้ำที่สามารถจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้ อย่างไรก็ตามหากมีการเปิดให้ใช้แบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็มีวิธีที่โรงเรียนจะสามารถบล็อกหรือเปิดให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้บางเว็บไซต์ เพราะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้
“พอเด็กได้แท็บเล็ตแล้วก็ไม่อยากให้โยนความรับผิดชอบไปที่ครูหรือพ่อแม่ ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยคงมีพ่อแม่ไม่มากนักที่จะแนะนำหรือสอนลูกใช้แท็บเล็ตได้ เพราะแท็บเล็ตไม่มีสารบัญบอกว่าอะไรอยู่หน้าไหนเหมือนในหนังสือ หากครูประจำชั้นสามารถสอนเด็กใช้งานได้เข้าใจทุกอย่าง เด็กก็ไม่ต้องไปถามพ่อแม่ว่าจะใช้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะไม่ได้ใช้งานยากมาก ถ้าถามผมจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เห็นด้วยกับโครงการ แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็พร้อมจะแนะนำด้วยความยินดี”
บล็อกเกอร์คนเดิม ยังแสดงความกังวลด้วยว่า แท็บเล็ตคงเข้ากับเด็กไทยได้ไม่ยาก แต่ต้องบอกว่าเฉพาะเด็กในชุมชนเมืองคงไม่รวมเด็กต่างจังหวัด หากมองภาพรวมระดับประเทศคงเป็นปัญหาแน่นอน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนในต่างจังหวัดนั้นไม่ได้ทันสมัยและเทียบเท่าในกรุงเทพฯ แม้จะมีโอกาสเข้าถึงแต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่ แค่ให้ครูเลิกเขียนกระดานแล้วมาจับแท็บเล็ตสอนเด็ก ผมว่านั่นก็เป็นปัญหาหนึ่งแล้ว ขณะที่ตัวเด็กเองเดือนแรกที่ได้รับแท็บเล็ตก็อาจจะแทบไม่ได้เรียน เพราะมัวแต่เห่อของใหม่.
Tags: กูรู, ฟันธงแท็บเล็ตนายกปูคุ้มเงิน, แต่คอนเทนต์ไม่ผ่าน
18 May
พีไอเอ็ม ร่วมสมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์สฯ เนคเทค และซิป้า จัดมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 11 เสริมแนวทางประยุกต์ใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สในองค์กร หวังเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันพัฒนาเทคโนโลยี วันที่ 18-19 พ.ค….
รายงานข่าวแจ้งว่า งานมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย (Thailand Open Source Software Festival) จัดโดยความร่วมมือของ 4 องค์กร ได้แก่ สมาคมสมาพันธ์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย (TOSF) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือเนคเทค สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือพีไอเอ็ม โดยมหกรรมฯ ในปีนี้เน้นการนำเทคโนโลยีโอเพนซอร์สเข้ามาจับกับธุรกิจ สนับสนุนให้เกิดความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณทางไอทีที่มีอยู่จำกัด และดำเนินรอยตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยภายในงานแบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ การสัมมนาแบ่งตามรูปแบบธุรกิจ คือ SME, Enterprise, Mobile & Social, Cloud & Infrastructure โดยสามารถเลือกเข้าร่วมตามความสนใจส่วนเวิร์กช็อปเกี่ยวกับการใช้งานโอเพนซอร์สที่กำลังเป็นที่นิยม โดยวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และส่วนการจัดแสดงนิทรรศการจากผู้ประกอบการโอเพนซอร์ส
นายสมโรตม์ โกมลวนิช ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ หรือพีไอเอ็ม กล่าวว่า นับเป็นปีที่สองแล้วที่ได้ร่วมสนับสนุนการจัดงานมหกรรมนี้ในปีที่แล้ว การจัดงานได้ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยมีผู้เข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก และจากการประเมินที่ทำโดยเนคเทคผ่านกลุ่มธุรกิจที่เข้าร่วมแสดงนิทรรศการพบว่าการจัดงานในปีที่แล้วเกิดผลกระทบทางธุรกิจมีมูลค่าสูงถึง 24 ล้านบาท
ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการพีไอเอ็ม กล่าวต่อว่า ในฐานะของสถาบันการศึกษาด้านการจัดการ พีไอเอ็ม เห็นความสำคัญของการใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สที่จะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านซอฟต์แวร์ของภาคธุรกิจ ตลอดจนลดปัญหาของการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ อันจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างยิ่งในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังอยากเห็นนักพัฒนาซอฟต์แวร์คนไทยส่วนใหญ่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สให้มากขึ้น และพีไอเอ็นยังมีนโยบายที่จะผลักดัน และพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวข้องเพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ภาคธุรกิจ สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากจะสนับสนุนสถานที่การจัดงาน และสิ่งอำนวยความสะดวกแล้ว สถาบันการจัดการพีไอเอ็มได้มีคณาจารย์จากคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี จำนวน 3 ราย เข้าร่วมเป็นวิทยากรในการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้อีกด้วย
ทั้งนี้ งานดังกล่าวจัดระหว่างวันที่ 18-19 พ.ค.2555 เวลา 09.30-16.30 น. ณ อาคารหอประชุมปัญญาภิวัฒน์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ถ.แจ้งวัฒนะ
Tags: 4, จัดมหกรรมซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สแห่งประเทศไทย, ผนึก, องค์กร18 May
ไอพอด-นาโน
ช่างสักเดฟ เฮอร์เบน ที่ีกรุงนิวยอร์ก อวดนำเอา ไอพอด นาโน มาติดไว้กับข้อมือ โดยใช้การยึดติดด้วยแม่เหล็ก.
ส่งยานอวกาศโซยูซ
ช่างเตรียม พร้อมส่งยานอวกาศโซยูซ พร้อมด้วยทีมมนุษย์อวกาศรัสเซียและสหรัฐฯ 3 นาย ออกเดินทางในอวกาศ เมื่อต้นสัปดาห์นี้ ที่สนามจรวดไบโคนูร์ ของ รัสเซีย.
ยานปล่อยมือ
พนักงานบริษัทรถยนต์ฮอนด้า แสดงการขับขี่ยานแบบใหม่ ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ ในกรุงโตเกียว โดยไม่ต้องใช้มือจับต้องเลย ชั่วเพียงเอียงตัวไปข้างใดข้างหนึ่ง มันจะเลี้ยวตามไปด้วย หรือให้หมุนรอบตัวก็ได้ มองดูเหมือนกับเก้าอี้แล่นได้มากกว่า.
ครูฝึกโยคะอายุสูงท่ีสุด
นางเตา ปอร์ชุน ลินช์ ซึ่งหนังสือสถิติโลก กินเนสส์ ยกย่องว่า เป็นครูสอนโยคะ อายุสูงที่สุดถึง 93 ปี แสดงท่ายกตัว ที่สำนักงาน ในนครนิวยอร์ก.
18 May
แคสเปอร์สกี้ แลป เปิดตัวสุดยอดเทคโนโลยีล่าสุด Kaspersky Security for Virtualization เพื่อความปลอดภัยของธุรกิจเวอร์ชวลไลเซชั่น และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีขององค์กร ที่มีการเติบโตต่อเนื่องจนเป็นจุดเสี่ยงที่อาจถูกเหล่าอาชญากรไซเบอร์มุ่งเป้าโจมตีได้…
บริษัท แคสเปอร์สกี้ แลป เปิดตัวสุดยอดเทคโนโลยีล่าสุด Kaspersky Security for Virtualization โซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยของธุรกิจรูปแบบเวอร์ชวลไลเซชั่น ที่สร้างโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของแคสเปอร์สกี้ แลป มุ่งเน้นการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กร จากมัลแวร์และอาชญากรรมไซเบอร์ กล่าวได้ว่า เวอร์ชวลไลเซชั่นได้สร้างสิทธิประโยชน์มากมายมหาศาลแก่องค์กรธุรกิจและภาคไอทีทั่วโลก แต่ยังขาดการป้องกันภัยจากอาชญากรไซเบอร์ ขณะนี้ เวอร์ชวลไลเซชั่นเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่จำเป็นต่อองค์กรที่กำลังเติบโต หลายบริษัทต่างก็นำเวอร์ชวลไลเซชั่นมาใช้เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตของเวอร์ชวลไลเซชั่นก็ไม่ได้สนับสนุนการป้องกันความปลอดภัยที่เพียงพอ โซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยสำหรับเวอร์ชวลไลเซชั่นเอง ก็ยังพัฒนาได้ไม่ทัน เทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็วนี้ อีกทั้ง มัลแวร์ของเวอร์ชวลไลเซชั่นก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราหนึ่งมัลแวร์ในหนึ่งนาที
ขณะที่เหล่าอาชญากรไซเบอร์กำลังมุ่งเป้าโจมตีไปยังเวอร์ชวลไลเซชั่นของธุรกิจระหว่างองค์กร แคสเปอร์สกี้ แลป ได้เล็งเห็นปัญหานี้ และนำเสนอ Kaspersky Security for Virtualization หรือ KSV โซลูชั่นที่ดีที่สุดสำหรับองค์กรในประเทศไทย Kaspersky Security for Virtualization ทำงานร่วมกันกับ vShield Endpoint ของวีเอ็มแวร์ นำเสนอโซลูชั่นเพื่อความปลอดภัยสำหรับการทำงานในรูปแบบเวอร์ชวลไลเซชั่น ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ข้อมูลเวอร์ชวล เวอร์ชวลเซิร์ฟเวอร์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำงานบนระบบเวอร์ชวลไลเซชั่นของวีเอ็มแวร์ โดยไม่ต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ใดๆ เพิ่มเติม เครื่องมือตรวจจับมัลแวร์ของแคสเปอร์สกี้ ควบคุมการทำงานด้วย Kaspersky Security Center เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปกป้องสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเวอร์ชวลไลเซชั่น และให้บริการผู้เชี่ยวชาญเพื่อสนับสนุนการจัดการระบบไอที และสั่งการทุกอย่างได้ในหน้าจอเดียว
นายจิมมี่ ฟง ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางการจัดจำหน่าย แคสเปอร์สกี้ แลป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า การร่วมมือกันของแคสเปอร์สกี้ แลป และวีเอ็มแวร์ จะทำให้ลูกค้าสามารถใช้เทคโนโลยีความปลอดภัยชั้นนำของแคสเปอร์สกี้ได้ผ่านทางโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อถือได้ของวีเอ็มแวร์ นอกจากนี้ ยังได้วางแผนพัฒนาฟังก์ชั่นการทำงานร่วมกับ API ของวีเอ็มแวร์ รวมถึงความสามารถในการแยกเครื่องเวอร์ชวลที่ติดเชื้อออกจากระบบ ก่อนที่จะแพร่กระจายเข้าสู่เครือข่าย พาร์ทเนอร์ของเราต่างตื่นเต้นที่จะนำโซลูชั่นสำหรับเวอร์ชวลไลเซชั่นนี้ รวมเข้ากับผลิตภัณฑ์อื่นๆของแคสเปอร์สกี้ แลป และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังมีแผนพัฒนาฟังก์ชั่นต่างๆ เพื่อให้ใช้ได้กับแพลตฟอร์มเวอร์ชวลไลเซชั่นทั้งหมด
ผอ.ฝ่ายช่องทางการจัดจำหน่าย แคสเปอร์สกี้ แลปฯ กล่าวเสริมอีกว่า สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีอัตราการเติบโตของเวอร์ชวลไลเซชั่นสูง จากการวิจัยของสถาบันไอดีซีเมื่อปี 2554 ได้คาดการณ์ว่า ในภูมิภาคนี้ เทคโลโนยีคลาวด์จะสูงขึ้นถึง 4 เท่า ในเวลาเพียง 5 ปีเท่านั้น ทั้งนี้ ประเทศไทยยังเป็นตลาดสำคัญของแคสเปอร์สกี้ และใหญ่เป็นอันดับสามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นตลาดที่สดใสสำหรับ Kaspersky Security for Virtualization
Tags: ออกโซลูชั่นซิเคียวริตี้ใหม่รับมือตลาดเวอร์ชวล, แคสเปอร์สกี้
18 May
“เอซุส” ส่งผลิตภัณฑ์มาเธอร์บอร์ดซีรีส์ 7 ลงตลาด 4 รุ่นรวด โดยชูนวัตกรรม Wi Fi Go! เปลี่ยนเดสก์ท็อปเป็นมีเดียเซ็นเตอร์ ความทนทานที่มากกว่า ประหยัดพลังงาน พร้อมขยายขอบข่ายการรับประกันสินค้าแบบไร้ขีดจำกัด…
นายมนต์ธีร์ วุฒิรงค์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย กลุ่มธุรกิจโอเพ่น แพลทฟอร์ม บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สำหรับการเปิดตัวสุดยอดมาเธอร์บอร์ดสายพันธุ์แกร่ง “ซีรีส์ 7” พร้อมกันถึง 4 รุ่นลงสู่ตลาดเมืองไทย ประกอบด้วย “ROG Maximus V GENE” สำหรับเกมเมอร์ฮาร์ดคอร์โดยเฉพาะ“SABERTOOTH Z77” สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความทนทานเป็นพิเศษ “P8Z77-V DELUXE” สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปที่ต้องการการเชื่อมต่อที่ง่ายดายระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ และ “P8H77-V LE” สำหรับผู้ใช้งานที่มองหาความคุ้มค่าและการประหยัดพลังงานที่เหนือกว่า
ด้าน นายธนพันธ์ ศักดิพลพงศ์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ กลุ่มธุรกิจโอเพ่น แพลทฟอร์ม กล่าวว่า สำหรับผลิตภัณฑ์มาเธอร์บอร์ดดังกล่าวมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเอซุส อาทิ Wi Fi Go! ที่สามารถเปลี่ยนเดสก์ท็อปพีซีให้เป็นศูนย์กลางของการถ่ายโอนข้อมูลสู่อุปกรณ์อื่นๆ เพียงปลายนิ้วสัมผัส รวมถึงระบบระบายอากาศอัจฉริยะแบบใหม่ Fan Xpert 2 และภาคจ่ายไฟนวัตกรรมล้ำหน้า SMART DIGI+ ที่ช่วยให้เกิดการจูนนิ่งที่แม่นยำ นอกจากนี้ สินค้ามาเธอร์บอร์ดทุกรุ่นยังมาพร้อมเงื่อนไขการรับประกันสินค้าแบบ Non-CID หรือความเสียหายที่ไม่ใช่ความผิดพลาดของลูกค้าในทุกกรณี เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจแบบไร้ขีดจำกัดให้กับผู้บริโภค.
Tags: 7, เน้นกลุ่มเกมเมอร์ฮาร์ดคอร์, เอซุสเปิดตัวมาเธอร์บอร์ดซีรีส์17 May
ชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเท่าเทียมกัน เผยแพร่ผลการวิจัย ชี้ผู้ใช้งานกว่าร้อยละ 70 พอใจซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงานโอเพนซอร์ส Apache OpenOffice 3.4 ด้วยยอดการดาวน์โหลดใช้งานแล้วกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก…
ชมรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อความเท่าเทียมกัน (ICT for All Club) เผยงานวิจัย โดยนายทศพนธ์ นรทัศน์ นักวิจัย ระบุว่า จากรายงานการสำรวจเมื่อปี ค.ศ. 2010 พบว่า ซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงานที่ครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในโลก คือ Microsoft Office ร้อยละ 72 รองลงมาคือ OpenOffice.org ร้อยละ 21.5 (ปัจจุบันคือ Apache OpenOfficeTM) และอื่นๆ ร้อยละ 6.5 (Webmasterpro, 2010) ซึ่งส่วนแบ่งตลาดของ Microsoft Office ลดลงประมาณร้อยละ 23 จากที่เคยครองส่วนแบ่งการตลาด ร้อยละ 95 เมื่อปี ค.ศ. 2006 (Hamm, 2006) แสดงให้เห็นว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีแนวโน้มที่จะใช้ชุดโปรแกรมสำนักงาน OpenOffice และอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น แต่ยังอยู่ในอัตราที่ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับ Microsoft Office โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้งานในเชิงธุรกิจ
หลายๆ ประเทศ ได้พยายามลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ โดยส่งเสริมการใช้และพัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงาน OpenOffice.org (ปัจจุบันคือ Apache OpenOfficeTM) หรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อยอดจากซอฟต์แวร์ดังกล่าว เช่น LibreOffice ในประเทศอย่างจริงจัง เช่น สาธารณรัฐประชาชนจีน เกาหลี ไต้หวัน มาเลเซีย เวียดนาม เป็นต้น ทำให้ลดการพึ่งพาซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ และเป็นการยกระดับขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการ และนักพัฒนาซอฟต์แวร์ให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก
สำหรับปริมาณการใช้ซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงาน OpenOffice.org org (ปัจจุบันคือ Apache OpenOffice) หรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อยอดจากซอฟต์แวร์ดังกล่าว เช่น LibreOffice แม้จะไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดในประเทศไทย เนื่องจากซอฟต์แวร์ดังกล่าวเปิดโอกาสให้บุคคล หรือองค์กรสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่จากประมาณการโดยอนุมานจากผลการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในสถานประกอบการ พ.ศ. 2553 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (2554: v, 8-9 ) พบว่า มีสถานประกอบการประมาณ 2,157,907 แห่ง โดยเป็นสถานประกอบการที่มีการใช้คอมพิวเตอร์ในการบริหารจัดการภายในของ สำนักงานส่วนหลัง (Back Office) จำนวน 414,210 แห่ง หรือคิดเป็นร้อยละ 81.8 ของสถานประกอบการที่ใช้คอมพิวเตอร์ ในจำนวนนี้มีการใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ร้อยละ 2.5 หรือประมาณ 10,355 แห่ง โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้ในสถานประกอบการที่มีบุคลากรมากกว่า 200 คนขึ้นไป โดยปรากฏในสถานประกอบการที่เป็นโรงพยาบาลมากที่สุด
การเปลี่ยนจากซอฟต์แวร์จากชุดโปรแกรมสำนักงาน Microsoft Office ไปเป็นซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงาน OpenOffice.org ขนาดใหญ่ครั้งแรกของประเทศไทยเกิดขึ้นที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. 2549 ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรธุรกิจอื่นๆ เช่น การเคหะแห่งชาติ บริษัท เอส แอนด์ พี ชินดิเคท จำกัด (มหาชน) บริษัท ดี เอช เอ สยามวาลา จำกัด บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ฯลฯ (Samphan Raruenrom, 2010)
ตัวอย่างความสำเร็จของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งได้เปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์ OpenOffice.org โดยติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 7,000 เครื่อง ช่วยให้ทาง กฟผ. ประหยัดงบประมาณค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้มากกว่า 70 ล้านบาท แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการสอนการใช้งานให้พนักงานอย่างต่อเนื่อง (พิสิษฐ์ อิงคสุวรรณ, ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศ กฟผ., 2554: 44-48)
จากรายงานการวิจัยของผู้เขียน เรื่อง “ปัจจัยความสำเร็จของการเปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงาน OpenOffice.org” โดยสุ่มตัวอย่างผู้ใช้ซอฟต์แวร์ดังกล่าว จากองค์กรธุรกิจที่เปลี่ยนมาใช้ซอฟต์แวร์ OpenOffice.org เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี จำนวน 5 องค์กร (นับถึงเดือน ธ.ค.2553) จำนวน 497 คน พบว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจต่อซอฟต์แวร์ OpenOffice.org (ปัจจุบัน คือ Apache OpenOfficeTM) และเห็นว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับงานขององค์กรได้ แม้จะไม่ดีเท่ากับ Microsoft Office แต่การนำซอฟต์แวร์ดังกล่าวมาใช้งาน ก็สามารถช่วยลดค่าใช้จ่าย ลดการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ได้เป็นจำนวนมาก และผู้ใช้ส่วนใหญ่ยินดีจะแนะนำให้คนที่รู้จัก หรือองค์กรอื่นเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice.org หรือซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อยอดจากซอฟต์แวร์ดังกล่าว เช่น LibreOffice
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างทุกตำแหน่งงานส่วนใหญ่ ร้อยละ 72.43 สนับสนุนให้องค์กรใช้ซอฟต์แวร์ OpenOffice.org ต่อไป ส่วนผู้ใช้อีกร้อยละ 26.76 ต้องการให้องค์กรเปลี่ยนกลับไปใช้ Microsoft Office ผู้ใช้ร้อยละ 2.62 ต้องการให้องค์กรไปใช้ซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงาน LibreOffice ซึ่งปัจจุบันเป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาต่อยอดจาก OpenOffice.org และเริ่มที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากประโยชน์ที่องค์กรธุรกิจจะได้รับจากการนำซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงานโอเพน ซอร์ส มาใช้งาน ได้แก่ ลดค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ขององค์กร เมื่อเปลี่ยนมาใช้ OpenOffice.org ทดแทนซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ ลดค่าใช้จ่ายด้านซอฟต์แวร์ขององค์กรเมื่ออัพเกรดเวอร์ชั่น ลดการละเมิดลิขสิทธิ์ และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่องค์กร
ประกอบกับฝ่ายโอเพนซอร์ส สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า http://ThaiOpenSource.org หรือ www.sipa.or.th ได้ประกาศว่าจะระดมสรรพกำลังกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อลดอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ให้ได้มากที่สุด โดยการให้คำปรึกษาในการเปลี่ยนมาใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สและการใช้ ซอฟต์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้หน่วยงานและองค์กรธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนมาให้งานซอฟต์แวร์โอ เพนซอร์สได้รวดเร็ว เข้าใจการบริหารจัดการซอฟต์แวร์ในองค์กร จัดการเรื่องต้นทุนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ได้ อีกทั้งยังลดอัตราการเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ รวมถึงการให้บริการฝึกอบรมการใช้งาน การประยุกต์ใช้งานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ให้กับองค์กรต่างๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงานโอเพนซอร์ส (OpenOffice.org) ส่วนใหญ่ ประมาณร้อยละ 70 ในองค์กรธุรกิจ เห็นว่าซอฟต์แวร์ดังกล่าวมีประสิทธิภาพที่ดีพอ จะแนะนำให้องค์กรอื่น หรือบุคคลที่รู้จักเปลี่ยนมาใช้ด้วย
จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จะเห็นได้ว่าซอฟต์แวร์ชุดโปรแกรมสำนักงานโอเพนซอร์สอย่าง OpenOffice.org (ปัจจุบันคือ Apache OpenOffice 3.4 ที่มีผู้ดาวน์โหลดไปใช้งานแล้ว มากกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก) หรือ LibreOffice (ปัจจุบันคือ LibreOffice 3.5.3) มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในองค์กรธุรกิจ ที่มีบุคลากรมากกว่า 200 คนขึ้นไป เนื่องจากซอฟต์แวร์มีขีดความสามารถเพียงพอ ที่จะรองรับงานโดยทั่วไปขององค์กร และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งค่าใช้จ่ายที่ลดได้สามารถนำไปซื้อฮาร์ดแวร์ หรือพัฒนาองค์กร พัฒนาบุคลากรให้ประสิทธิภาพและคุณภาพยิ่งขึ้น.
Tags: 70เปอร์เซนต์, ผลการวิจัยชี้ผู้ใช้กว่า, พอใจชุดโปรแกรมโอเพนออฟฟิศ
17 May
บอร์ด กสท เอาจริง สั่งยุติขยายโครงข่ายทรูมูฟเอช-มาย ภายใต้สัญญา 3จี พร้อมยึดกฎหมายเป็นหลัก หลังไอซีที และคณะอนุฯ ป.ป.ช. สรุปไม่ถูกต้อง…
Tags: 3จี, กสท, ทรูมูฟเอช-มาย, บอร์ด, ภายใต้, ลงดาบ, สั่งยุติ