IT.SIAMHOST4U.COM ที่ที่ คุณจะไม่ตกข่าว!
23 Jun
?
![]() |
นายเทอดศักดิ์ สกุลยง กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอปเปิ้ล เซาท์ เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันโมเดลช่องทางการจัดจำหน่ายของแอปเปิ้ลมี 3 รูปแบบ คือ iStudio, iBeat และ U-Store โดยในส่วนของ U-Store เป็นโมเดลใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น โดยขณะนี้ได้เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่ง คือ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต และที่มหาวิทยาลัยรังสิต และเร็วๆ นี้จะเปิดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการตกแต่งสถานที่
“แอปเปิ้ลพร้อมที่เข้าไปในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง ขึ้นอยู่กับความพร้อมและมุมมองของมหาวิทยาลัยว่าไปในทิศทางเดียวกับเราหรือไม่ โดยขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจากับอีกหลายแห่ง เราไม่ได้หยุดแค่นี้แน่นอน”
นายเทอดศักดิ์กล่าวว่า ตลาดการศึกษาถือว่าเป็นตลาดสำคัญของแอปเปิ้ลมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมานักศึกษาต้องออกมาซื้อที่รีเทลช็อปข้างนอก แต่ต่อไปนี้แอปเปิ้ลจะเข้าไปตอบโจทย์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายถึงที่ เพราะโปรดักต์ของแอปเปิ้ลค่อนข้างชัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่เหมาะกับการเรียนการสอน ทางมหาวิทยาลัยเห็นประโยชน์ที่นักศึกษาจะได้รับจากการที่ให้บริษัทเข้าไปเปิดช็อป
สำหรับ iStudio ปัจจุบันมีอยู่ทั้งสิ้น19 แห่ง จะเป็นช็อปที่เต็มรูปแบบที่สุด ซึ่งต้องเป็นตัวแทนระดับพรีเมี่ยม รีเซลเลอร์ (premiun reseller) เท่านั้นที่จะได้รับสิทธิ์ เพราะนอกจากจะมีสินค้าครบแล้ว ในแง่ของพนักงานขายก็ต้องมีความรู้มากเป็นพิเศษ ซึ่งในกรณีของตัวแทน iStudio จะมีเงื่อนไขค่อนข้างมาก แต่สำหรับ iBeat จะเป็นช็อปที่มีขนาดเล็กกว่า และสินค้าที่วางจำหน่ายน้อยกว่า โดยจะเลือกพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ในธุรกิจไอทีเข้ามาช่วยในการทำตลาด ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 30 แห่งทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด
“คอนเซ็ปต์ U-Store และ iStudio ไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่ U-Store ก็เป็นช็อปที่เปิดในมหาวิทยาลัยเพื่อเจาะกลุ่มนักศึกษา โดยในการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายก็จะมีการขยายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้ง 3 โมเดลตามความเหมาะสมแต่ละทำเล ซึ่งตลาดของแอปเปิลในเมืองไทยก็มีการเติบโตและได้รับการตอบรับมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีสินค้าคอนซูเมอร์อย่างไอพอดและไอโฟน ก็ทำให้ผู้บริโภคคุ้นเคยกับ แบรนด์แอปเปิ้ลมากขึ้น” นายเทอดศักดิ์กล่าวและว่า
ในกรณีของไอโฟนนั้นจะเข้ามาทำตลาดในเอเชียภายในปีนี้ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยยังไม่มีความชัดเจนว่าเมื่อไหร่ โดยปัจจุบันสินค้าที่ทำรายได้หลักให้บริษัทก็คือ คอมพิวเตอร์แมคอินทอช ซึ่งมีทั้งกลุ่ม คอร์ปอเรตและคอนซูเมอร์
ด้านนางสาวพรเพ็ญ แก้วสุรพล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อี ไอ ที เอส โซลูชั่น จำกัด ผู้แทนจำหน่ายสินค้าของ แอปเปิ้ลมากว่า 10 ปี กล่าวว่า บริษัทได้เปิดร้านค้าปลีกภายใต้แบรนด์ U-Store ภายในมหาวิทยาลัยรังสิตเป็นครั้งแรก จากเดิมที่ทำตลาดเฉพาะคอร์ปอเรตขนาดใหญ่และสถาบันการศึกษาเท่านั้น โดยใช้งบฯลงทุนประมาณ 2 ล้านบาท โดยมีแอปเปิ้ลเป็น ผู้ช่วยเรื่องการตลาดและอนุมัติความเห็นชอบการทำกิจกรรมต่างๆ
โดยภายในร้านจะจำหน่ายสินค้าจาก แอปเปิ้ลทุกชนิด และแอ็กเซสซอรี่ไอทีอื่นๆ พร้อมกับเป็นสถานที่ให้นักศึกษาสามารถทดลองใช้สินค้า หรือฝึกโปรแกรมต่างๆ ได้ ซึ่งอนาคตต้องการให้ U-Store เป็นศูนย์กลางด้านไอที ในการจัดเวิร์กช็อป หรือเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ โดยมี เจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้ข้อมูลด้านการใช้งานไอทีได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกันราคาสินค้าที่ขายภายในร้านบางรุ่นจะเป็นราคาเพื่อการศึกษา โดยหากผู้ซื้อสินค้าโชว์บัตร น.ศ.สถาบันใดก็ตาม สามารถลดราคาได้ 10%
“ที่เข้ามาเปิดร้านในมหาวิทยาลัย เพราะเดิมมีลูกค้าที่เป็นสถาบันการศึกษาอยู่แล้ว จึงทำให้ทั้งอาจารย์ นักศึกษา อยากซื้อสินค้าใช้เองบ้าง จึงหันมาเปิดร้านในมหาวิทยาลัย และนักศึกษา ม.รังสิตก็เป็น กลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดยปัจจุบันคาดว่านักศึกษา ม.รังสิตประมาณ 20% ที่ใช้สินค้าของแอปเปิ้ลอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องการขยายเพิ่มเป็น 50%”
ปัจจุบันการเปิดร้านจำหน่ายสินค้า แอปเปิ้ลภายในมหาวิทยาลัยดังๆ ทั่วโลก จะใช้ชื่อ “Campus Store” และจะบริหารงานจากแอปเปิ้ลโดยตรง โดยให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ช่วยเผยแพร่กิจกรรม เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของผู้ใช้เทคโนโลยีของแอปเปิ้ล
นางสาวพรเพ็ญกล่าวว่า รูปแบบของร้าน U-Store และ i-Studio ไม่ต่างกัน เพราะเป็นตัวแทนจำหน่ายร้านรีเทลเหมือนกัน เพียงแต่ U-Store ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัย
“U-Store จะมีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนคือ นักศึกษา ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าและยังได้ราคาพิเศษ ซึ่งการตั้งร้านในมหาวิทยาลัยมีข้อดีตรงที่ทุกๆ ปีจะมีลูกค้าใหม่ เพราะเด็กปี 1 เข้าเรียน ไม่ใช่ลูกค้ากลุ่มเดิม ถึงแม้ว่ากลุ่มลูกค้าไม่กว้าง แต่สามารถโฟกัสเป้าหมายได้ชัดเจน ขณะเดียวกันการแข่งขันไม่สูงมากเหมือนร้านค้าทั่วไป แต่อาจจะมีช่วงเปิด-ปิดเทอมแทน” นางสาวพรเพ็ญกล่าวและว่า
ภาพรวมการจำหน่ายสินค้าแอปเปิ้ลพบว่า ตลาดโตขึ้นเพราะเทรนด์สินค้าใหม่ๆ มาแรง และการรับรู้ของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน จากเดิมที่คิดว่าแอปเปิ้ลใช้ยาก แต่ตอนนี้คนเข้าใจมากขึ้น โดยสินค้าของแอปเปิ้ลที่ขายดีอันดับ 1 คือ Macbook ระดับราคา 4 หมื่นบาท อันดับ 2 Macbook Pro ราคา 6.5 หมื่นบาท และ i-Mac ราคาประมาณ 3.8 หมื่นบาท สำหรับปีนี้ อีไอทีเอส ตั้งเป้ายอดขายทั้งหมด 80 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากแอปเปิ้ล 80% จากยอดขายทั้งหมด จากปีที่ผ่านมามียอดขาย 60 ล้านบาท
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
Tags: apple, u-store23 Jun
ยังรักษาตำแหน่งมือวางอันดับ 1 ไว้ได้เหนียวแน่นเช่นเคย สำหรับยักษ์มือถือโลก “โนเกีย”
ผลงานล่าสุดที่แจ้งตัวเลขอย่างเป็นทางการไว้ เป็นในช่วงไตรมาส 1 ปีนี้ (2551) มียอดขายทั้งสิ้น 115.5 ล้านเครื่อง เพิ่มขึ้น 27% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว แม้จะลดลง 13% จากไตรมาสก่อนหน้านั้น แต่ก็เติบโตสูงกว่าตลาดรวมทั่วโลก ที่มีทั้งสิ้น 295 ล้านเครื่อง (เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว) ลดลง 12% จากไตรมาสก่อน
และมีส่วนแบ่งตลาดทั่วโลก 39% ลดจาก 40% ในไตรมาส 4 ปี 2550
ในแง่แบรนดิ้งจากการจัดอันดับแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด 10 อันดับโลก ปี 2550 ของ BusinessWeek magazine/Interbrand Global Brand Scorecard “โนเกีย” ติด กลุ่มท็อปเทนแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงสุด คือสูงถึง 33,696 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 12% จาก 30,131 ล้านเหรียญสหรัฐ
ไต่จากอันดับ 6 ขึ้นมาเป็นอันดับ 5 รองจากโคคา-โคลา, ไมโครซอฟท์, ไอบีเอ็ม และจีอี
ถือเป็นยูโรเปี้ยนแบรนด์และผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือเพียง 1 เดียวของโลกที่ติด กลุ่มท็อปเทน
ว่ากันว่าการตัดสินใจเปิดตัวสินค้าใหม่ๆ ที่มีราคาถูกๆ เพื่อทำตลาดในประเทศเกิดใหม่อย่างแข็งขัน (อินเดีย, จีน) ทำให้ยอดขายและมาร์เก็ตแชร์ของผู้ผลิตมือถือจากประเทศเล็กๆ ไกลสุดขอบโลกอย่าง “ฟินแลนด์” ยังคงรักษาอันดับการเติบโต ต่อเนื่องเอาไว้ได้
เก็บหมดทั้งโลว์เอนด์-ไฮเอนด์ ตั้งแต่ตลาดเกิดใหม่ (emerging market) นิยมสินค้าราคาถูก และตลาดที่เติบโตมั่นคงแล้ว (mature market)
“คริส คาร์” รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ปีนี้เรายังมีการเติบโตทั้งในแง่จำนวนของยอดขายและผลกำไร ดูได้จากผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ และมั่นใจว่าโดยรวมทั้งปีจะรักษาระดับการเติบโตต่อเนื่องเอาไว้ได้ เพราะทุกวันนี้มือถือได้กลายเป็นสินค้าจำเป็นสำหรับผู้บริโภคไปแล้ว
“ราคาสินค้าต่างๆ ปรับราคาขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาปรับตอนนี้ จึงเหมือนกับว่าผู้บริโภคปรับตัวเองได้ในระดับหนึ่งแล้ว แม้ราคาน้ำมันจะเพิ่มขึ้น และมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อก็ตาม คนอาจหยุดดูหนัง หรือหยุดใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ยังซื้อมือถือเพราะเป็นของจำเป็น”
แม้ในขณะนี้จะไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆ แต่ก็จะติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ อย่างใกล้ชิด
อย่างในเวียดนาม เราพบว่าคนที่ซื้อมือถือเครื่องแรกจะซื้อสินค้าที่มีระดับราคา 100-200 เหรียญสหรัฐเป็นหลัก ซึ่งถือว่าค่อนข้างแปลก เพราะไม่ใช่เครื่องที่มีราคาถูกเลย ทั้งยังพบด้วยว่ากำลังซื้อคนชั้นกลางโตขึ้นอีกต่างหาก ซึ่งโนเกียมีสินค้าครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และทุกความต้องการของลูกค้า
สินค้าทุกรุ่นที่ผลิตออกสู่ตลาดจะพัฒนาขึ้นมาจากการศึกษา ทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้งาน และความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มแฟชั่นโฟน, มัลติมีเดียโฟน หรือกลุ่มบิสซิเนสโฟน
เฉพาะปีที่แล้วทั้งปี มีมือถือรุ่นใหม่ออกสู่ตลาดมากกว่า 30 รุ่น
ปีนี้ก็ไม่น่าน้อยหน้าไปกว่ากัน เช่น ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ก็มีมิวสิกโฟน 2 รุ่นใหม่ ได้แก่ 5320 และ 5220
ก่อนหน้านั้นใน Mobile World Congress ที่บาร์เซโลนา ก็มี 4 รุ่น ได้แก่ N78, N96, 6210 Navigator และ 6220 classic ล่าสุดกับ 2 รุ่นใหม่ในกลุ่มบิสซิเนสโฟน ที่สิงคโปร์ ใน Nokia Connection 2008 กับ E71 และ E66
2 รุ่นนี้มีจุดเด่นทั้งด้านรูปลักษณ์ที่สวยงาม และรองรับการทำงานได้ครบครัน ทั้งการจัดการข้อมูลส่วนตัว อีเมล์โซลูชั่นที่หลากหลาย และการใช้งานมัลติมีเดีย ทั้งแผนที่ (A-GPS), เพลง, มีเดียแชริ่ง, มีกล้องถ่ายรูปออโต้โฟกัสความละเอียด 3.2 ล้านพิกเซล และเชื่อมต่อเน็ตความเร็วสูง (HSPA-3G) เป็นต้น
เรียกว่ารองรับการทำงานระดับองค์กรโดยเฉพาะ
เพราะ 2 รุ่นล่าสุดของ “โนเกีย” เปิดตัวหลัง “ไอโฟน” ใหม่ เพียงไม่กี่วัน
แถมเป็น “ไอโฟนใหม่” ที่มีราคาถูกแสนถูก จนน่าตกใจ 199 เหรียญสหรัฐ (8GB) และ 299 เหรียญสหรัฐ (16GB) แม้จะเป็นราคาโอเปอเรเตอร์ซับซิไดซ์ก็เถอะ
…มองปรากฏการณ์ไอโฟนอย่างไร ?
ด้วยราคาที่ถูกมาก (ของไอโฟน) จะกระทบกับการทำตลาดของโนเกียหรือไม่ ?
ถ้าจะลงราคามาสู้ ก็คงกระทบกับสินค้ารุ่นอื่นๆ ??
เป็นคำถามที่ “โนเกีย” ต้องตอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เรารู้สึกดีที่ไอโฟนเข้ามาตอกย้ำกลุยทธ์และวิสัยทัศน์ของโนเกีย เรื่อง convergence เรามี N95 ที่ขายดีมาก หลังทำตลาดมาประมาณ 1 ปี ขายไปได้แล้วถึง 10 ล้านเครื่องทั่วโลก เทียบกับไอโฟนแล้วจึงถือว่าโนเกียได้เดินไปก่อนแล้วในระดับหนึ่ง ถ้ามองในภาพรวม แอปเปิลเองมีสินค้า 1-2 ตัวสำหรับลูกค้าทั้งหมด ต่างจากเราที่มีโปรดักต์จำนวนมากที่มีความหลากหลายสำหรับแต่ละเซ็กเมนต์ ดังนั้นตลาดของเราจึงใหญ่กว่ามาก” รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย แปซิฟิก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนเดิมตอบทุกคำถาม และพูดต่อว่า
“กับรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัว (199 เหรียญสหรัฐของไอโฟน) คือราคาซับซิไดซ์ (ขายต่ำกว่าราคาทุน) เฉพาะในอเมริกา การ ซับซิไดซ์ในแต่ละตลาดก็จะแตกต่างกัน ที่อเมริการายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนค่อนข้างเยอะ จึงยังเป็นคำถามว่าในประเทศอื่น โอเปอเรเตอร์จะขายได้ในราคาเท่าไร สำหรับโนเกีย การทำตลาดในบางประเทศกับสินค้าบางรุ่นก็มีการซับซิไดซ์โดยโอเปอเร เตอร์เช่นกัน เช่น ในออสเตรเลีย สิงคโปร์”
ถึงกระนั้นการเปิดเกมรุกเข้าสู่ตลาด มือถือของ “แอปเปิ้ล” ยังน่าติดตามด้วยความตื่นเต้นอยู่ดี
ราคาถูกแสนถูกก็เรื่องหนึ่ง ต้องยอมรับว่าปรากฏการณ์ไอโฟนในบ้านเราไม่น้อย หน้าประเทศอื่น
ก็ขนาดเครื่องที่ใช้กันทุกวันนี้เป็นสินค้าในกลุ่มเกรย์มาร์เก็ตล้วนๆ คือ หิ้วกันเข้ามาขาย แถมราคาค่อนข้างสูง 17,000-22,000 บาท ก็ยังมีคนใช้เป็นหลักแสนเครื่องแล้ว
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
Tags: iphone, nokia23 Jun
ในงาน คอมมาร์ต เอ็กซ์เจน ที่เพิ่งผ่านไป โน้ตบุ๊กราคาถูกๆ ออกมาโชว์ตัวเรียกความสนใจกันหลายเจ้า พวกนี้ล้วนอาศัยระบบปฏิบัติการลีนุกซ์เพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ถูกลงไปอีก ต่างสายพันธุ์กันไป สายพันธุ์ที่น่าสนใจเห็นจะเป็น Linpus Linux Lite ซึ่ง 2 ยี่ห้อใช้เหมือนกัน และสร้างความโดดเด่นให้กับงานทั้งคู่ หนึ่งนั้นคือ Aspire One จากค่ายเอเซอร์ ซึ่งอาจจะเพราะรูปลักษณ์ของเครื่อง ยี่ห้อ และการตลาด ในราคา 14,900 บาท ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
ส่วนอีกยี่ห้อคือ MSI Wind U100 นี่ก็ใช้ Linpus เหมือนกัน ราคาแพงกว่าของ เอเซอร์ 99 บาท เป็นราคาจองทั้งคู่เพราะของยังไม่มา ดูจากสเป็กฮาร์ดแวร์แล้ว MSI Wind เหนือกว่าอยู่หลายส่วน ก็คงเสียเปรียบกันที่ยี่ห้อซึ่งคนไทยทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก
คำถามที่ถามกันค่อนข้างมากยิ่งกว่า ก็คือ Linpus Linux Lite นี่เป็นใครมาจากไหน ขออนุญาตนำข้อมูลมาขยายความให้เป็นที่รู้จักกันอีกสักหน่อย แม้จะยังไม่เคยทดสอบจากของจริงก็ตาม
Linpus Linux เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Fedora Linux ด้วยวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ โดยบริษัท Linpus Technology แห่งไต้หวันที่ เชี่ยวชาญลีนุกซ์โดยเฉพาะ พัฒนามันไปใช้กับแทบจะทุกเซ็กเตอร์ของคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์, เดสก์ทอป, แล็ปทอป ตลอดจนในตลาดเอ็มเบด และแฮนด์เฮลด์ทั้งหลาย ตลอดจน Linpus Linux Media Center ที่พัฒนาไว้ครบครันสำหรับมัลติมีเดียบนลีนุกซ์
เริ่มพัฒนาลีนุกซ์ภาษาจีนออกมาลุยตั้งแต่ปี 2542 โน่น สร้างชื่อเสียงในการพัฒนาลีนุกซ์มาต่อเนื่อง จน
กระทั่งปีที่แล้วเริ่มส่งลีนุกซ์สำหรับพีซีราคาถูกออกมาสู่ตลาดโลก โดยตลาดใหญ่ที่สุดของ Linpus อยู่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน และตามมาด้วยไลต์เวอร์ชั่นสำหรับ โน้ตบุ๊กราคาถูกที่ไม่ต้องใช้ฮาร์ดแวร์สูงมาก
เท่าที่เห็นนอกจากจุดเด่นให้ใช้งานได้ง่ายด้วยพื้นที่จำกัดของหน้าจอ ซึ่งโน้ตบุ๊ก ราคาถูกหรือเน็ตบุ๊กทั้งหลายต่างก็เน้นด้วยกันทั้งนั้น Linpus Linux Lite ยังเด่นอีกจุดก็คือการทำให้ส่วนติดต่อผู้ใช้งานมีสองโหมดด้วยกัน นั่นคือโหมดใช้งานง่ายที่คล้ายๆ กับสายพันธุ์อื่น นั่นคือการนำไอคอนของโปรแกรมใช้งานที่จำเป็นทั้งหมดมาเรียงกันอยู่บนหน้าจอให้เลือกคลิกเรียกใช้ได้ทันที
กับโหมดแอดวานซ์สำหรับผู้ใช้งานในระดับที่มีความรู้ หรือชำนาญการใช้งานอยู่พอสมควร ในโหมดหลังนี้บนหน้าจอก็จะคล้ายกับที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทั่วๆ ไป เรียกใช้โปรแกรมจากการคลิกเมนูที่เก็บไว้ ทำให้หน้าจอโล่งขึ้น
ในแง่ของประสบการณ์ยาวนานและความเชี่ยวชาญลีนุกซ์ของ Linpus Technology จึงน่าจะรับประกันได้ชั้นหนึ่งแล้วว่า คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการไม่ใช่ “เครื่องอะไรก็ไม่รู้” ทว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่พัฒนามานานให้พร้อมผู้ใช้งานและใช้งานง่ายที่สุดสำหรับผู้ใช้ที่ต้องการของราคาถูกคุณภาพดี
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
Tags: linux, linux lite, lipus23 Jun
“แอลจี” รุกปูพรมตลาดมือถือครบทุกเซ็กเมนต์ เพิ่มความหลากหลายสินค้าระดับกลาง-บน พร้อมโหมสร้างแบรนด์เพื่อยกระดับเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ เผยครึ่งปีหลังเข็นสินค้าใหม่ไม่ต่ำกว่า 40 รุ่น ลุยขยายช่องทางการจัดจำหน่ายเสริมทั้งในกรุงเทพฯและ ตจว. ตั้งเป้าขยับส่วนแบ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของตลาดด้วยยอดขาย 1 ล้านเครื่อง
นายเฮียน วู ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงทิศทางของมือถือแอลจีครึ่งปีหลังว่า จะขยายสินค้าให้ครอบคลุมทุก เซ็กเมนต์มากขึ้น โดยครึ่งปีแรกได้เปิดตัวมือถือแล้ว 11 รุ่น จากโรดแมปสินค้าใหม่ทั้งปี 40-50 รุ่น แบ่งเป็นรุ่นโลว์เอนด์ 30-40% ส่วนรุ่นระดับกลางและรุ่นไฮเอนด์เฉลี่ยอย่างละ 30% โดยเฉพาะรุ่นระดับราคาตั้งแต่ 8.9 พันบาท จะเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้มากขึ้น เน้นจุดเด่นด้านดีไซน์และเทคโนโลยี รวมถึงรุ่นที่เป็นสมาร์ตโฟน เพราะเชื่อว่ากำลังซื้อของกลุ่มพรีเมี่ยมไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ และเพื่อเป็นการบาลานซ์สินค้าและรายได้ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากราคาที่ลดลง
โดยเน้นบริการหลังการขายมากขึ้น พร้อมกับขยาย LG Mobile Shop เพิ่มอีก 6-10 แห่ง ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัดจากปัจจุบันที่มีเพียงแห่งเดียว และเพิ่มคอร์เนอร์แอลจีต้ามร้านรีเทลมือถือต่างๆ เพื่อเป็นจุด drop point
รวมถึงจะเน้นการสร้างแบรนด์แอลจีเพื่อยกระดับเป็นพรีเมี่ยมแบรนด์ ชูจุดเด่นด้าน stylish และ smart design ในทุกหมวดสินค้า โดยใช้การ synergy สินค้าจากทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ เพื่อสร้างความถี่ในการจดจำแบรนด์ของผู้บริโภค พร้อมกับสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งภายใน 2-3 ปีนี้
นายเฮียน วู ลี กล่าวอีกว่า ครึ่งปีแรกแอลจีมียอดขายมือถือ 4 แสนเครื่อง ข้อมูลจากจีเอฟเคระบุว่า เดือน เม.ย.แอลจีมีส่วนแบ่งตลาด 4% เป็นอันดับ 4 ของตลาดต่อจากโนเกีย, ซัมซุง และไอโมบาย ขณะที่เดือน เม.ย-พ.ค มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้น 5-6% เพราะได้เพิ่มสินค้าพรีเมี่ยม รวมถึงนำสินค้าระดับกลางมาทำตลาดมากขึ้น โดยปีนี้ แอลจีตั้งเป้าส่วนแบ่งการตลาด 10% หรือ 1 ล้านเครื่อง ขยับขึ้นอยู่ในอันดับ 3 ของตลาดจากปีที่ผ่านมามียอดขาย 6 แสนเครื่อง ซึ่งรายได้จากกลุ่มธุรกิจมือถือของแอลจีปีที่ผ่านมาประมาณ 2,000 ล้านบาท จาก รายได้รวมบริษัทกว่าหมื่นล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากมือถือไม่ต่ำกว่า 25% จากรายได้ทั้งหมด
“ขณะที่ตลาดรวมครึ่งปีแรก หากมองตลาดรวมในแง่จำนวนเครื่องจะหดตัวลง เพราะผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจ แต่หากมองด้านยอดขายในกลุ่มระดับกลางถึงบนยังสามารถขายได้ ทำให้มูลค่าตลาดยังไม่ตก ซึ่งทางแอลจีได้ปรับตัวเพิ่มเซ็กเมนต์ใหม่เข้าไปเพื่อรักษายอดขายเช่นกัน”
ด้านนายทวีโชค ลลิตศศิวิมล ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์โทรศัพท์มือถือแอลจี กล่าวว่า ปัจจัยด้านเงินเฟ้อซึ่งมีผลให้กำลังซื้ออาจจะชะลอตัวลง และคนเริ่มคิดมากขึ้นในการเปลี่ยนเครื่องใหม่ บวกกับราคา มือถือเฉลี่ยพบว่าตกลงทุก 6 เดือน ประมาณ 20% จากปีที่ผ่านมาราคามือถือเฉลี่ย 5 พันบาท ปัจจุบันลดเหลือ 3 พันบาท ทั้งนี้การทำตลาดจะต้องหาจุดที่สามารถเข้าตลาดได้ หรือเพิ่มโปรดักต์ใหม่ที่ยังไม่มี เช่น กลุ่มระดับกลางถึงบนมาทดแทน แต่ก็ไม่ทิ้งสินค้ากลุ่มโลว์เอนด์
ส่วนกรณีไอโฟน 3จี ที่คาดว่าจะเข้ามาในประเทศไทยในระดับราคาประมาณหมื่นบาท ซึ่งอาจทำให้แอลจีได้รับผลกระทบบ้าง เพราะแบรนด์ไอโฟนนั้นดีแต่ตอนนี้ยังถือว่าเป็นกระแสช่วงเริ่มต้นและกลุ่มที่ใช้มีสัดส่วนเพียง 2-3% ไม่ใช่คนกลุ่มใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีเซ็กเมนต์ของตัวเอง ดังนั้นไอโฟนคงไม่ได้เข้ามาเปลี่ยนโฉมตลาดมากนัก แต่แอลจีต้องปรับตัวตามตลาดตลอดเวลา และปัจจุบันก็มีสินค้าที่เป็นทัชสกรีนและเล่นมัลติมีเดียเช่นกัน
ล่าสุดแอลจีเปิดตัว LG Secret ราคา 15,900 บาท สินค้ามัลติมีเดียโฟน เจาะกลุ่มพรีเมี่ยมซึ่งเป็นสินค้าไฮไลต์แห่งปี โดยจะเปิดตัวในประเทศไทยวันที่ 24 มิ.ย.นี้ โดยใชงบฯการตลาดทั้งหมด 100 ล้านบาท
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
Tags: ag, new product23 Jun
“พันธุ์ทิพย์ พลาซา” เดินหน้าเปิดสาขาใหม่ที่ “บางกะปิ” เผยอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงตึกเก่า คาดจะพร้อมเปิดให้บริการได้ในช่วงเดือนมีนาคม 2552 เผยเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ต้องเน้นเพิ่มความถี่ในการทำกิจกรรมกระตุ้นตลาด โดยปีนี้จะมีกิจกรรมใหญ่ 3 ครั้ง
นายวิษณุ หวังวิสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและศูนย์อาหาร บริษัท ทีซีซี แลนด์ คอมเมอร์เชียล จำกัด เปิดเผยว่า แม้ปีนี้เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ปริมาณคนเดินห้างพันธุ์ทิพย์ฯเพิ่มขึ้นกว่า 10% แต่ละเดือนมีเงินสะพัดกว่า 12,000 ล้านบาท ทั้งจากการค้าปลีกค้าส่ง เนื่องจากปัจจุบันสินค้าไอทีกลายเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะในภาคการศึกษาที่ผู้ปกครองและนักเรียนยินดีลงทุนเต็มที่ และเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้นพันธุ์ทิพย์ฯจึงต้องกระจายตัวไปในพื้นที่ต่างๆ นอกจากจะมีสาขาที่ประตูน้ำ, งามวงศ์วาน, เชียงใหม่ และภายในสิ้นปีนี้จะเปิด “ดิจิตอลเกตเวย์ แอ็ตเซ็นเตอร์พอยด์ สยามสแควร์” และเปิดพันธุ์ทิพย์ฯ บางกะปิ ประมาณมีนาคมปีหน้า
โดยขณะนี้บริษัทได้ซื้อตึกเก่าบริเวณตรงข้ามสำนักงานเขตบางกะปิหลายร้อยล้านบาทมาปรับปรุงเป็นพันธุ์ทิพย์ฯ สาขาบางกะปิ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 20,000 ตารางเมตร ทำเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์และการเรียนรู้ โดยจะมีโรงเรียนกวดวิชาทั้งด้านภาษา ไอที และอาชีพอื่นๆ เข้ามาอยู่ในพื้นที่นอกเหนือจากพลาซ่าที่ขายอุปกรณ์ ไอที คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า และคาดว่าจะคืนทุนได้ภายใน 10 ปีเช่นกัน นอกจากนี้จะมีส่วนของโรงแรมเก่าก็จะปรับเป็นอพาร์ตเมนต์
ส่วนโครงการดิจิตอลเกตเวย์ แอ็ต เซ็นเตอร์พอยด์ สยามสแควร์ เป็นโครงการระดับพันล้านบาท โดยบริษัทได้สัญญาเช่าจากจุฬาฯ 15 ปี โดยจะทำให้เป็นศูนย์รวมสินค้าแฟชั่นไอที และศูนย์การเรียนรู้ที่ทันสมัย อย่างพื้นที่ชั้น 1 ของโครงการจะเป็นฮอลแสดงสินค้าและนิทรรศการที่จะมี การปรับเปลี่ยนทุกสัปดาห์ ทั้งด้านไอที วิทยาศาสตร์ การดูแลสุขภาพ นวัตกรรมใหม่ๆ พร้อมมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์ เน็ต ให้ได้ใช้ฟรีอีกด้วย
โดยขณะนี้ได้ประสานกับกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งจะเป็นพันธมิตรรายใหญ่ที่ได้พื้นที่มากที่สุด รวมถึงเอไอเอสและ แอปเปิ้ลด้วย เพราะเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ชี้นำเทคโนโลยีในอนาคต
นายวิษณุกล่าวเพิ่มเติมว่า ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทในฐานะผู้บริหารพลาซ่าได้ร่วมกับดีลเลอร์ที่เป็นผู้เช่าพื้นที่และบริษัทเจ้าของแบรนด์ต่างๆ จัด แคมเปญลดราคาสินค้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น โดยจะจัดเป็นประจำช่วงปลายเดือนมิถุนายนและพฤศจิกายน แต่ปีนี้ได้จัดเพิ่มในช่วงเดือนมีนาคมด้วย เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจมีผลมาก ทำให้ต้องเร่งส่งเสริมการขาย และต่อไปจะให้พันธุ์ทิพย์ฯทุกสาขาจัดแคมเปญร่วมกัน
“พันธุ์ทิพย์ฯ 3 สาขาทำรายได้จากค่าเช่าได้ไม่ถึง 100 ล้านต่อเดือน แต่เราถือว่าคู่ค้าอยู่ได้ เราก็อยู่ได้ โดยคู่ค้าแต่ละคนก็อยู่กับเรามานาน บางรายอยู่มาตั้งแต่ตั้งห้าง และพร้อมจะขยายสาขาไปพร้อมๆ กับเราจึงต้องเกื้อกูลกัน ค่าเช่าแต่ละปีก็ปรับขึ้นในอัตรา 0-7% เท่านั้น ตามสภาพเศรษฐกิจ และเมื่อเทียบกับห้างอื่นๆ ก็คือราคาต่ำกว่าหรือใกล้เคียงกัน”
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ
Tags: branch4, pantip23 Jun
10 มิ.ย.ที่ผ่านมา “ฮิวเลตต์-แพคการ์ด” จัดงานเปิดตัวนวัตกรรมและสินค้าใหม่ ของกลุ่มธุรกิจเพอร์ซันแนล ซิสเต็มส์ หรือที่เรียกกันว่า PSG ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนีด้วยคอนเซ็ปต์ “HP Connecting to your world” จัดว่าเป็นงานใหญ่ระดับโลกที่เอชพีใช้เป็นเวทีสำหรับสินค้าประจำปี 2551 เลยทีเดียว


เช่นเดียวกับสินค้าที่เปิดตัวในงานนี้ก็สะท้อนเรื่องของความ “เข้าใจ” และ “ความง่าย” ในการใช้งานเป็นอย่างดี เช่น HP TouchSmart โฮมพีซีรุ่นใหม่ที่สามารถใช้งานด้วยการสัมผัสหรือเลื่อนนิ้วบนหน้าจอแทนการใช้เมาส์
โดยแนวคิดการออกแบบคอมพิวเตอร์มาจากเรื่องของ user interface ซึ่งคอมพิวเตอร์ปกติจะใช้เมาส์และคีย์บอร์ดในการสั่งการ แต่ HP TouchSmart ให้ความสำคัญการ natural interface นั่นคือการใช้มือสัมผัสและควบคุม เหมือนกับการใช้อุปกรณ์อื่นๆ การออกแบบจึงเน้นไปที่การควบคุมการทำงานด้วยปลายนิ้วสัมผัส หน้าจอในตำแหน่งต่างๆ
หรืออีกโปรดักต์ที่สะท้อนความต้องการของลูกค้าได้ดีคือจอมอนิเตอร์ HP DreamColor LP2480zx ซึ่งสามารถแสดงผลได้ 1 พันล้านเฉดสีมากกว่าจอแอลซีดีทั่วไป 64 เท่า รองรับการใช้งานด้านกราฟิกและแอนิเมชั่น โดยสินค้าตัวนี้มีที่มาจากการทำงานของเอชพีร่วมกับ “ดรีมเวิร์ก” ผู้ผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นยักษ์ใหญ่ของฮอลลีวูด ซึ่งมีปัญหาหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการผลิตงานให้สีไม่ละเอียดเท่ากับภาพที่ปรากฏบนหน้าจอจริงๆ
ดรีมเวิร์กจึงสะท้อนความต้องการ ดังกล่าวต่อเอชพีและออกมาเป็น HP DreamColor ซึ่งใช้ในการผลิตแอนิเมชั่นเรื่อง “กังฟูแพนด้า” (ใครได้ดูเรื่องนี้โปรดสังเกตเฉดสีของตัวละครและแบ็กกราวนด์ว่าละเอียดและสดแค่ไหน)
ในส่วนของ “โน้ตบุ๊ก” ที่เป็นพระเอกของตลาดเวลานี้ ก็เปิดตัวอีก 7 ซีรีส์ ได้แก่ HP EliteBook 6930p, HP Pavilian dv4, HP Pavilian dv5 และ HP Pavilian dv7 ตลอดจน Compaq Presario CQ20, CQ45, CQ40 และ CQ50 ซึ่งโปรดักต์ไลน์เหล่านี้สะท้อนวิธีคิดออกมาทางด้านการดีไซน์มากขึ้น ใช้วัสดุที่
ทนทานมากขึ้น ที่สำคัญใช้แล้วต้อง “Look Cool” ดูเท่
อย่างตัวไฮไลต์โน้ตบุ๊ก HP EliteBook 6930p ที่จัดอยู่ในคลาส EliteBook ที่เอชพีเพิ่งแยกเซ็กเมนต์กลุ่มสินค้าใหม่นอกเหนือจากกลุ่ม comercial notebook และ consumer notebook โดยออกแบบมาสำหรับนักธุรกิจระดับไฮเอนด์มีฟีเจอร์ของการเชื่อมต่อต่างๆ ครบถ้วน ผสมกับการออกแบบและใช้วัสดุอะลูมิเนียมและแม็กนีเซียมอัลลอยในการผลิตเพื่อความทนทานในการใช้งานด้วย
“เอเดรียน โค้ช” รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันแนล ซิสเต็มส์ เอชพี เอเชีย-แปซิฟิกและประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่าแนวโน้มการเติบโตของตลาดโน้ตบุ๊กในเอเชียจะมีแรงผลักดันจากกลุ่ม “Young People” เช่นเดียวกับเทรนด์หลักของโลก โดยคนกลุ่มนี้มีขนาดที่ใหญ่มาก แค่วัยรุ่นในจีนและอินเดีย 2 ประเทศนี้ก็มีขนาดเท่ากับลูกค้าในอเมริกาแล้ว ซึ่งความต้องการใช้งานของคนกลุ่มนี้ก็คือการใช้งานทางด้านความบันเทิง การเชื่อมต่อและสื่อสาร รวมทั้งใช้เวลากับคอมพิวเตอร์นานมากและต้องการแสดงความเป็นตัวตนบนโลกออนไลน์ด้วย
อีกเหตุผลที่คนกลุ่มนี้ช่วยผลักดันการเติบโตของโน้ตบุ๊กนั่นก็คือสังคมในเอเชียต้องการลงทุนด้านการศึกษาให้กับกลุ่ม young people ดังนั้นผู้ปกครองจึงซื้อโน้ตบุ๊กเพื่อให้บุตรหลานของตัวเองใช้ในการศึกษาด้วย
“กลยุทธ์ของเราคือการออกแบบสินค้าเพื่อเอเชีย (design for Asia) โดยสินค้าบางรุ่นจะถูกออกแบบมาสำหรับคนเอเชียโดยเฉพาะเช่น Compaq Presario CQ20 ก็เป็นซีรีส์หนึ่งที่ออกแบบมาสำหรับคนเอเชียโดยดีไซน์จะบางกว่าเพราะคนเอเชียชอบดีไซน์ในลักษณะนี้ หรือ mininote ก็เป็นสินค้าที่ออกแบบมาสำหรับเอเชียก่อนที่จะนำออกไปทำตลาดทั่วโลกเป็นต้น”
ที่มา : มติชน
Tags: elitebook, hp, os23 Jun
นายไลโอนัล พาง รองประธานฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ เปิดเผยว่า จากที่ตลาดองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นกลุ่มที่มีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็วในทุกภูมิภาคทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย อีกทั้งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยงด้านการใช้งานออนไลน์ ่จากแนวโน้มดังกล่าวบริษัทจึงเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ล่าสุด Worry-Free Security Solution ที่เหมาะสำหรับธุรกิจเอสเอ็มบี และธุรกิจ อีคอมเมิร์ซที่สามารถใช้งานได้ดีขึ้นและชาญฉลาดขึ้น เพื่อรับมือกับภัยคุกคามบนเว็บที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้น รวมทั้งเปิดตัวโปรแกรมสนับสนุนคู่ค้าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านงานขายและด้านเทคนิค
ที่มา : มติชน
Tags: trend-micro, worry-free23 Jun
ตอนนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็เต็มไปด้วยปัจจัยลบที่เข้ามากระทบอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ แต่ทุกคนก็ต้องสู้เพราะยิ่งทุกๆ คนเงียบ ธุรกิจทั้งระบบยิ่งจะแย่
?
“กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร” ประธานกรรมการบริหาร และ “ฮิเดโนริ มัสสุอิ” ประธาน บริษัท โตชิบาไทยแลนด์ จำกัด ควงคู่พร้อมคณะผู้บริหารครบทีม ร่วมเปิดตัวแอลซีดีทีวีรุ่นใหม่ พร้อมกับให้มุมมองภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังจากนี้ไปโดยเฉพาะความท้าทายที่ต้องเพิ่ม ยอดขาย เพิ่มมาร์เก็ตแชร์ ท่ามกลางสภาพ ยุคข้าวยากหมากแพง ค่าครองชีพเพิ่ม เงินเฟ้อพุ่งสูง
“กอบกาญจน์” ประเมินว่าตลาดในครึ่งปีหลังอาจโตเต็มที่ 3-5% แม้ว่าจะเป็นช่วงหน้าขายที่สำคัญของตลาด
เธอย้ำว่า เศรษฐกิจส่งสัญญาณไม่ค่อยดีมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว ในฐานะผู้ผลิตและขายสินค้าก็ต้องมีการปรับตัว ที่ผ่านมาโตชิบาปรับตัวมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน การเพิ่มกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ และคราวนี้ต้องเพิ่มแรงมากขึ้น
โดยเฉพาะกับแคมเปญส่งเสริมการขายที่ต้องหามุข หรือลูกเล่นใหม่ๆ เข้ามาเสริมสร้างสีสันและให้ลูกค้าสนใจ นอกเหนือจากลดแลกแจกแถม หรือเงินผ่อนซึ่งยังไม่แรงพอ ลูกค้าเห็นแล้วยังรู้สึกว่าไม่โดนใจและขอชะลอเอาไว้ก่อน ซึ่งโตชิบาก็ คิด…คิด..และคิดตลอดเวลา
แม้ว่าสภาพตลาดตอนนี้จะยังไม่ถึงกับเมื่อคราวิกฤตต้มยำกุ้ง แต่ทุกคนก็ยังอยู่ในอาการหวั่น ลังเล ไม่กล้าทำ ไม่กล้าซื้ออะไร สิ่งไหนที่ยังรอได้ก็รอออกไปก่อน หรือเมื่อโตชิบาออกไปพบปะ
พูดคุยกับร้านค้าดีลเลอร์ทุกคนก็อยู่ในอาการเดียวกัน เมื่อถามถึงสภาพตลาด เศรษฐกิจ และการเมือง
แต่ก็ไม่มีใครที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้มากไปกว่า “ไม่รู้เหมือนกัน” และ “ดูไปก่อนแล้วกัน”
อย่างไรก็ตาม ตลาดโดยรวมก็ใช่ว่าจะแย่ไปเสียทั้งหมด เครื่องใช้ไฟฟ้าในบางกลุ่มบางหมวดยังสามารถเติบโตได้ดี
พร้อมกันนี้ “ฮิเดโนริ มัสสุอิ” ยังได้กล่าวเสริมด้วยการยกตัวอย่างกรณีของ แอลซีดีทีวีว่า ตลาดแอลซีดีที่โตได้ด้วยตัวเองนั้นมาจากแนวโน้มดีมานด์ที่เพิ่มสูงขึ้น 100% จากปีที่แล้ว เป็น 5 แสนเครื่องในปีนี้ แต่ก็ทำให้การแข่งขันยิ่งรุนแรงขึ้น ที่สำคัญคือ ราคา ได้เข้ามาเป็นกลไกและตัวขับเคลื่อนหลัก เจ้าของแบรนด์แต่ละค่ายต่าง ส่งแคมแปญที่ดีที่สุดออกมาเจาะกลุ่มลูกค้า
ราคาและแคมเปญของโตชิบาจะต้องแข่งขันกับตลาดได้ โดยในช่วงฟุตบอลยูโร และกีฬาโอลิมปิก 2008 โตชิบาวางยุทธศาสตร์ด้วยการชูจุดขายเทคโนโลยี เมต้า เบรน เพาเวอร์ และแอลซีดีทีวี ฟูลเอชดี เข้ามาเป็นตัวหลักในการทำตลาด เพื่อการตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาของลูกค้ามาโดยตลอด ว่าทำไมทีวีที่ดูในร้านกับเมื่อซื้อมาเปิดที่บ้านจึงคมชัดไม่เหมือนกัน สำหรับขนาดตั้งแต่ 32-42 นิ้ว ในราคา 22,900-42,900 บาท
นอกจากแอลซีดีทีวีที่เป็นไฮไลต์ของ ปีนี้แล้ว กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นใหญ่อย่าง ตู้เย็น มัลติดอร์ และเครื่องซักผ้า ก็มีความต้องการต่อเนื่อง ควบคู่กับการทำตลาดที่ต้องเจาะลึกและเข้าถึงลูกค้าทางตรงและใกล้ชิดมากขึ้น
ทำให้โตชิบาได้ปรับรูปแบบกิจกรรมในลักษณะบีโลว์เดอะไลน์เป็นหลัก และที่ยังเป็นคอนเซ็ปต์ที่สื่อถึงความเป็นโตชิบาโดยเฉพาะ เรื่องของสิ่งแวดล้อมจะต้องเดินไปด้วยกัน
ไม่เพียงกรีนโปรดักต์เท่านั้น แต่โตชิบาขยายไปสู่กรีนคอมปะนี และกรีนเซอร์วิส
เป้าหมายเพื่อให้ทั้งสังคมมีสิ่งแวดล้อม ที่ดี และนำสิ่งที่ดีกลับคืนสู่ชีวิต
นี่คือคำตอบของโตชิบา
ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน
?
?
?
Tags: campaign, toshiba23 Jun
23 Jun