IT.SIAMHOST4U.COM ที่ที่ คุณจะไม่ตกข่าว!
17 Oct
ว่างไหม…ไปคอมเวิลด์กันป่าว
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายวิโรจน์ อัศวรังสี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิแอสไปร์เรอร์ส ผู้จัดการคอมเวิล์ค กล่าวว่า ภาพรวมการเปิดงานวันแรกซึ่งจัดที่พารากอน วานนี้ (16 ต.ค.) ค่อนข้างน่าพอใจ เมื่อเทียบกับผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งตลอด 4 วันของการจัดงานน่าจะมีผู้เข้าชมถึง 1 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ส่วนของยอดซื้อสินค้า น่าจะลดลงเหลือ 1,500 ล้านบาท จากเดิม 1,800 ล้านบาทเนื่องจากราคาสินค้าต่อหน่วยลดต่ำลง
“การที่มีผู้เข้าชมคับคั่ง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากไม่มีงานไอทีใหญ่ ๆ ช่วง 3 เดือน และเป็นช่วงปิดเทอมทำให้มีคนสนใจเข้ามา และโปรโมชั่นก็ดึงดูดที่โดดเด่นซื้อ 1 แถม 1ซึ่งจูงใจได้มากและยังทำให้ผู้ค้าได้กระแสเงินสดเข้าบริษัทมากกว่าการหั่น ราคารุ่นต่อรุ่นแบบเดิม” นายวิโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ ค่ายยักษ์อย่างเอเซอร์ คอมพิวเตอร์ หั่นราคาเน็ตบุ๊คแอสไปร์วันรุ่นสีน้ำเงิน จาก 9,900 เหลือ 6,900 บาท จำนวน 100 เครื่อง ตลอด 4 วันของการจัดงาน
ขณะที่ อัสซุส คอมพิวเตอร์ ใช้เวทีคอมเวิลด์ เปิดตัวสินค้าตระกูลใหม่ของอีอีอีพีซี นำเสนอ อี-บ็อกซ์ เครื่องพีซีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ประหยัดพลังงานมากกว่าพีซีทั่วไป 90% ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท ซึ่งคาดหวังว่าจะมียอดขาย 20 ล้านบาทสิ้นปีนี้ พร้อมหั่นราคาอีอีอี พีซี 701 ที่เปิดตัวเหลือ 5,990 บาทต่ำกว่าคู่แข่ง
ส่วนของฮิวเลตต์-แพคการ์ด ร่วมกับเฟิร์สชอยซ์ ผ่อนสินค้านาน 2 ปี พร้อมลดราคมินิโน้ต 19,900 เหลือ 15,900 บาท
ฟากผู้ผลิตที่ยังไม่มีเน็ตบุ๊ค ก็หั่นราคาคอมพิวเตอร์หน้าจอขนาดเล็ก โดยฟูจิตสึ จะลดราคาตระกูลไลฟ์บุ๊ค รุ่นหน้าจอ 12.1 และ 13.1 นิ้ว เฉลี่ยรุ่นละ 10,000 บาท โดยไลฟ์บุ๊คพี 8010 เหลือ 59,900 บาท และเอส 6410 เหลือ 39,900 พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน 10 เดือน
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/17/news_304055.php
Tags: คอมเวิลด์17 Oct
ดิแอสไพเรอร์สกรุ๊ป จัดงานคอมเวิลด์ดันกระแสเทคโนโลยีโมบายยุคที่ 2 พร้อมร่วมมือกับผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าไอทีหวังฟื้นตลาดเทคโนโลยีส่งท้าย ไตรมาสสุดท้ายของปี
นายวิโรจน์ อัศวรังสี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิ แอสไพเรอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า จะเน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซต เซนทริโน 2 จากอินเทล, เน็ตบุ๊ก ยุคที่ 2 จากอัสซุส ผู้นำด้านโน้ตบุ๊กขนาดเล็กเป็นรายแรก, ระบบมัลติทัช บนพีดีเอโฟน และแผนที่นำทางผ่านดาวเทียม โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่พร้อมชิปเซ็ตประหยัดไฟ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 18 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งแล้ว โดยผู้ขายต่างให้ความร่วมมือในการจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายของตลาด เทคโนโลยีในช่วงท้ายปีนี้
” สำหรับภาวการเมือง และมีวิกฤติการณ์การเงินในอเมริกา น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ต้องจัดงานคอมเวิลด์เพื่อเข้ามากระตุ้นตลาด เพราะแม้ว่าตลาดราชการและเอกชนขนาดใหญ่จะชะลอการซื้อ แต่ตลาดคอนซูเมอร์และธุรกิจขนาดเล็ก ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าไอทีมีความจำเป็นต่อการทำงานและการศึกษามากขึ้น?
อัสซุสเปิดตัว Eee Family
อัสซุสเทค ใช้โอกาสในงานคอมเวิลด์เพื่อแนะนำสินค้ารุ่นใหม่ในตระกูล Asus Eee Family เพิ่มไลน์สินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น
นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของสินค้าอย่าง อี-พีซี ขนาดหน้าจอ 7 – 10 นิ้ว ทำให้ทางอัสซุสเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีขนาดเล็ก อย่างเช่น อี-บ็อกซ์ เครื่องพีซีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการออกวางจำหน่ายแล้ว
” ทางอัสซุสหวังว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตระกูล ‘Asus Eee Family’ จะมาสร้างกระแสไอทีให้ตลาดบ้านเราตื่นตัวมากขึ้น เบื้องต้นวางเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 2,000 เครื่องภายในสิ้นปีนี้”
มุมมองสภาวเศษฐกิจในขณะนี้ ทางอัสซุสเทค มองว่า การที่เริ่มเกิดวิกฤตการต่างๆในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ อาจจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้ของปีนี้มากนัก แตจะส่งผลกระทบหลักในช่วงต้นปีหน้า ที่จะทำให้ตลาดชะลอการซื้อ ทำให้ทางบริษัทต้องวางแผนในการทำตลาดมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากสินค้าอย่าง อี-บ็อกซ์แล้ว ทางอัสซุสยังได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอีกเช่น อี-ท็อปที่เป็นคอมพิวเตอร์พร้อมหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว โดยราคาเปิดตัวของ อี-บ็อกซ์ อยู่ที่ 9,900 บาท
เอชพี โชว์โซลูชันการพิมพ์และมัลติมีเดีย
เอชพีร่วมกับเครือข่ายสถาบันสอนการพิมพ์และมัลติมีเดียนำประสบการณ์ Personalized Printing สู่ผู้บริโภคเพื่อขยายฐานตลาดการพิมพ์ในอนาคต เน้นการให้ความรู้ด้านการพิมพ์ในรูปแบบต่างๆที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้บริโภคอย่างเต็มที่
นายสมชัย สูงสว่าง ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจภาพและการพิมพ์ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ทางเอชพีมองว่าแนวโน้มของตลาดการพิมพ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตาม ความต้องการใช้งานทางธุรกิจและการใช้งานของผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป โดยเฉพาะการพิมพ์แบบดิจิตอลที่เอชพีคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในอัตราที่สูง ขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าภายในปี 2553 การพิมพ์ดิจิตอลจะเพิ่มเป็น 53 ล้านล้านแผ่น หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของการพิมพ์ทั้งหมด
” ผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์การพิมพ์ที่สามารถสร้างสรรค์และจัดการได้ด้วย ตัวเองอย่างง่ายๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้บริโภคในแง่ของความสะดวกและลดต้นทุนโดย เฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม”
เครือข่ายสถาบันสอนการพิมพ์และมัลติมีเดีย เป็นการร่วมมือของ 6 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ และ มหาวิทยาลัยสยาม ที่มีสาขาหรือเนื้อหาวิชาการสอนเกี่ยวกับทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000123442
Tags: comworld17 Oct
พันธวณิช ออกโรงสอนมวยรัฐบาล ชี้ 6 มาตรการรับมือวิกฤตโลกทำได้จริงคือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และควรทำอี-ออกชันทั้งหมดเพื่อให้เงินอัดฉีดลงรากหญ้าอย่างเต็มที่ ลั่นรัฐต้องเลิกประมูลด้วยวิธีพิเศษเพราะทำให้งบประมาณกระจุกตัว ฟันธงวิกฤตเศรษฐกิจปี 52 แรงกว่าปี 40 เศรษฐกิจโลกช่วยซ้ำฝรั่งไม่มีเงินเที่ยว สั่งซื้อสินค้าไทย
นายรังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พันธวณิช จำกัดกล่าวว่า 6มาตรการฉุกเฉินรับมือวิกฤตโลกที่รัฐบาลประกาศออกมานั้นเห็นด้วยกับมาตรการ ที่ 4 .เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยกระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายภาย ในครึ่งแรกปีงบประมาณ 2552 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.8 แสนล้านบาท ผ่านช่องทางหมู่บ้านเอสเอ็มแอล,กองทุนหมู่บ้าน และโอทอป เพราะเป็นการอัดฉีดเงินให้หมุนเวียนในประเทศอย่างแท้จริง
?ทั้ง 6 มาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาผมเห็นว่ามาตรการที่ 4 เป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุด ตอนนี้เราต้องอัดฉีดเงินหมุนเวียนในประเทศ เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาประเทศอเมริกาและยุโรปได้ ฉะนั้นการหวังกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและส่งออกจึงเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันและ ผมกล้าฟันธงได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2552 จะรุนแรงกว่าปี 2540 เพราะในปี 40 คนไทยได้รับผลกระทบแต่ระดับบน เพราะยังมีแรงหนุนจากต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อของเนื่องจากตอนนั้น ฝรั่งยังเฟื่องฟู?
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนมาตรการฉุกเฉินรับมือวิกฤตโลก ข้อ4 ให้ได้ผลนั้น อยากจะเสนอให้รัฐบาลดำเนินการในเชิงลึก 4 ข้อคือ 1. กระทรวงการคลังควรเน้นย้ำการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่ง ครัดและโปร่งใสมากที่สุด นั่นคือการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออกชัน) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าโปร่งใสจริง และควรเลิกการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษอย่างเด็ดขาดยกเว้นต้องจัดซื้อ อุปกรณ์ที่มีผู้ผลิตรายเดียวซึ่งไม่ควรมีมากกว่า 10% ของมูลค่าการประมูลทั้งหมด
โดยการประมูลแบบอี-ออกชันนั้นหากรัฐหรือหน่วยงานรับผิดชอบกำหนด ระเบียบการประมูลอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้การอัดฉีดเงินงบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะหากหละหลวมเงิน ก็จะไม่ถูกนำมาใช้ในการประมูลอย่างเต็มที่
?รัฐบาล ต้องเลิกเสียทีการประมูลด้วยวิธีพิเศษเพราะทำให้งบประมาณที่อัดฉีดลงไปไม่ กระจายตัว ควรหันมาให้ความสำคัญการประมูลอี-ออกชัน ?และมีกฎระเบียบที่รัดกุมเพื่อให้งบประมาณกระจายทั่วถึงเกิดการจ้างงานมี กำลังซื้อเพิ่มขึ้น?นายรังษีกล่าว
2. มาตรการผ่อนปรนการเสนอราคากลาง จากในปีนี้ มีตัวเลขยกเลิกการประมูลอี-ออกชันถึง 20 % เนื่องจากผู้ประกวดราคาไม่สามารถทำราคาให้ต่ำกว่าราคากลาง เพราะประสบปัญหาต้นทุนผันผวนตามราคาน้ำมัน ราคาเหล็ก แต่ควรกำหนดการผ่อนปรนราคากลางไม่ให้สูงเกินกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งรัฐบาลสามารถ กำหนดได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการอัดฉีดเงินได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและพบ ว่างบประมาณปี 2551 สูงกว่าปี 2550 ถึง 6,000 ล้านบาทแต่กับมีการประมูลอี-ออกชันเท่ากับปี 2550
3.ภาครัฐควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณที่อนุมัติแล้วออกสู่หน่วยงานใน ภูมิภาคต่างๆอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินเข้าไปในระบบ ไม่ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปลายปีเหมือนที่ผ่านมา
4.เร่งให้หน่วยงานภาครัฐส่งเงินเข้ากระทรวงการคลังเดือนละ 1 ครั้ง โดยที่ผ่านมามีเพียงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ส่งเงินเข้ากระทรวงการคลัง ทุกเดือน ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กรมศุลกากร สรรพสามิต กรมสรรพากร ยังคงส่งเงินเข้าคลังเป็นรายไตรมาส ซึ่งภาวะฉุกเฉินแบบนี้ควรเปลี่ยนวิธีเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในประเทศ มิเช่นนั้นสภาพคล่องในประเทศจะตึง เสียหายกันหมดไปจนถึงระดับรากหญ้า
?มาตรการ ที่เหลือผมเห็นว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันวันนี้เราต้องหันมาเพิ่มสถาพคล่องใน ประเทศเราก่อนลดการพึ่งพาต่างชาติ อย่าเอาเงินออกนอกประเทศ แม้แต่การลงทุนเม็กโปรเจกต์ก็ไม่เหมาะเพราะเป็นการนำเงินออกนอกประเทศไม่ เกิดการจ้างงานเพราะงานก่อสร้างเหล่านี้ใช้หัวขุดและเทคโนโลยีใต้ดิน แต่การกระจายงบประมาณออกไปในประเทศทำให้เกิดการจ้างงานเกิดขึ้นในประเทศมี เงินหมุนเวียนเกิดขึ้นในประเทศ?นายรังษีกล่าว
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000123462
Tags: พันธวณิช, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจ 5214 Oct
ซิสโก้เผยผลสำรวจทำข้อมูลภายในบริษัทรั่วไหลออกจากภายนอก พบ 10 พฤติกรรมอันตรายของพนักงานที่ควรแก้ไขเพื่อป้องกันและรักษาข้อมูล อันดับ 1 พนักงานมีการแก้ไขระบบป้องกันในคอมพิวเตอร์เพื่อต้องการล่วงละเมิดนโยบาย ระบบไอที และพบพนักงานปล่อยให้คนแปลกหน้าเดินเข้าห้องทำงาน
นายแพทริก ปีเตอร์สัน รองประธานฝ่ายเทคโนโลยี หน่วยธุรกิจไอรอนพอร์ต ซิสเต็มส์ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ เปิดเผยว่า ซิสโก้ได้ว่าจ้างอินไซท์เอ็กซ์เพรส บริษัทวิจัยตลาดที่มีฐานวิจัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาให้ศึกษาข้อมูลการรักษาความ ปลอดภัยและการรั่วไหลของข้อมูลองค์กรธุรกิจ?ผลศึกษาการรักษาความปลอดภัย ข้อมูลจากทั่วโลก โดยสำรวจพนักงานและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีกว่า 2,000 คนใน 10 ประเทศ ระบุ 800 คนอยู่ในออสเตรเลีย จีน อินเดีย และญี่ปุ่น พบว่าลักษณะการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พนักงานสามารถทำงานจากนอกสำนักงานได้มากขึ้น จึงเกิดการเหลื่อมซ้อนกันระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทั้งนี้ เนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ อาทิ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป เทคโนโลยี เว็บ 2.0 วิดีโอ และสื่อทางสังคมอื่นๆ เป็นต้น
สำหรับพฤติกรรมอันหลากหลายที่ค้นพบในการศึกษานี้ มี 10 พฤติกรรมที่ควรพิจารณามากที่สุดดังนี้
1. การแก้ไขระบบป้องกันในคอมพิวเตอร์ พนักงาน 1 ใน 5 คนจะแก้ไขระบบป้องกันบนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน เพื่อที่จะสามารถล่วงละเมิดนโยบายที่ฝ่ายไอทีติดตั้งไว้ ทำให้สามารถเข้าเว็บไซต์ที่บริษัทไม่อนุญาตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในสังคมเศรษฐกิจดาวรุ่งเช่นในประเทศ บราซิล จีน และอินเดีย โดยมีจำนวน 52% ให้เหตุผลว่าเพียงแค่ต้องการเข้าเว็บไซต์เหล่านั้น
2. การใช้งานแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับอนุญาต ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที 7 ใน 10 คนเชื่อว่าการใช้งานโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตมีผลกับการทำให้ข้อมูลองค์กร รั่วไหลอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องที่พบเป็นปกติในสหรัฐอเมริกา (74%) บราซิล (75%) และอินเดีย (79%)
3. การใช้งานระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต 2 ใน 5 ของผู้เชี่ยวชาญและผู้ดูแลระบบไอทีต้องพบกับปัญหาพนักงานเชื่อมต่อเข้าไปยัง ระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศจีน และ 14% ยืนยันว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกเดือน
4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อ่อนไหวขององค์กร 1 ใน 4 ของพนักงาน (24%) ยอมรับว่าได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่อ่อนไหวขององค์กรกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ พนักงาน ประเทศบราซิลเกิดเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงที่สุด (47%)
5. การแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ขององค์กร เกือบครึ่งของพนักงานที่ทำแบบสำรวจ (44%) ได้แลกเปลี่ยนการใช้อุปกรณ์ในการทำงานกัน และแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงาน
6. ความไม่ชัดเจนของการใช้งานอุปกรณ์ส่วนตัวกับการทำงาน 2 ใน 3 ของพนักงานยอมรับว่าได้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานไปกับเรื่องส่วนตัว
7. ขาดการป้องกันตัวอุปกรณ์ 1 ใน 3 ของพนักงานเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังคงล็อกอินอยู่ในระบบทิ้งไว้เมื่อไม่อยู่ที่โต๊ะ หรือเปิดเครื่องไว้ข้ามคืน
8. การเก็บชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ดไว้ในที่ที่เปิดเผย 1 ใน 5 ของพนักงานเก็บชื่อผู้ใช้และรหัสลับไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเขียนวางทิ้งไว้บนโต๊ะ บ้างเก็บในตู้ที่ไม่ได้ล็อก รวมถึงติดไว้บนคอมพิวเตอร์ ในบางประเทศเช่นประเทศจีน (28%)
9. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสูญหาย เกือบ 1 ใน 4 ของพนักงาน (22%) จัดเก็บข้อมูลองค์กรไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เคลื่อนย้ายได้และนำออกไป นอกสำนักงาน พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในประเทศจีน (41%)
10. การปล่อยให้มีคนภายนอกเดินตามพนักงานเข้าไปในสำนักงานโดยไม่มีการตรวจสอบ และการอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่พนักงานเข้ามาในสำนักงานโดยไม่ได้ปรึกษาหัว หน้า: ?มากกว่า 1 ใน 5 ของพนักงานในประเทศเยอรมัน (22%) อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่พนักงานเข้ามาในสำนักงานโดยไม่ได้ขออนุญาตหัวหน้าของ ตน ผลเฉลี่ยอยู่ที่ 13% และ 18% ของพนักงานอนุญาตให้บุคคลที่ไม่รู้จักเดินตามหลังเข้ามาและรุกล้ำเข้าไปใช้ อุปกรณ์สำนักงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000121966
Tags: cisco, ข้อมูลบริษัท, ข้อมูลรั่วไหล, ซิสโก้14 Oct
เอฟทีซีเตือนวิกฤติการเงินโลก เปิดช่อง “ฟิชชิ่ง” ระบาดหนัก อาศัยจังหวะธนาคารเปลี่ยนเจ้าของขโมยข้อมูลแนะลูกค้าธนาคารระวังตัว ห้ามตอบอีเมล หรือให้ข้อมูลทางการเงินผ่านเวบ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :
สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต แจ้งเตือนถึง อาชญากรรมไฮเทคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากวิกฤติสถาบันการเงินทั่วโลก โดยล่าสุด คณะกรรมการการค้าแห่งชาติสหรัฐ (เอฟทีซี) ระบุว่า กลุ่มฟิชชิ่ง (เทคนิคการลวงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต) กำลังอาศัยช่วงปั่นป่วนนี้ ขโมยข้อมูลสำคัญจากลูกค้าธนาคาร
ขณะที่ กลุ่มรัฐสภาสหราชอาณาจักร เผยว่า อาชญากรบนโลกไซเบอร์เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากการขโมยไอดี มาโจมตีผู้ถือสมุดบัญชีธนาคารแทน โดยมีรายงานของ Association of Payment Clearing Services (Apacs) ซึ่งเป็นตัวแทนธนาคารในอังกฤษ ระบุว่า ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พบการโจมตีจากฟิชชิ่งแล้ว 20,682 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้น 186%
เอฟทีซี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสถาบันการเงินทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนมือเจ้าของใหม่แบบทันทีทันใด อาจช่วยให้อาชญากรไฮเทคขโมยรหัสเข้าใช้ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆได้ง่ายขึ้น
พร้อมแนะนำว่า ผู้บริโภคควรระมัดระวัง และไม่ตอบอีเมล หรือป็อบอัพที่ถามข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงิน แม้จะปรากฎข้อมูลที่แสดงว่ามาจากธนาคารโดยตรง
นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรตรวจสอบธนาคาร และสถานะของบัตรเครดิตว่า มีอำนาจในการทำธุรกรรมหรือไม่
“เหล่าสแคมเมอร์ (นักต้มตุ๋นผ่านอินเทอร์เน็ต) กำลังฉวยประโยชน์ในช่วงที่เกิดความโกลาหลในสถาบันการเงิน ทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนกับข้อมูลสำคัญส่วนตัว”
ด้านบริษัทซีเคียว คอมพิวติ้ง ระบุว่า รายงานสถานการณ์สแปมเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า สถาบันการเงินหลายแห่งที่กำลังประสบปัญหา ได้ตกเป็นเป้าหมายอันดับแรกๆ ของกลุ่มฟิชชิ่งอันดับแรกๆ ได้แก่ เชส วาโชเวีย และแบงค์ ออฟ อเมริกา รวมถึงบริติช แบงค์ ที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/14/news_302891.php
Tags: ฟิชชิ่ง14 Oct
อินเตอร์ เน็ตเป็นสื่อบันเทิงที่รวดเร็วและเปิดกว้างเสรี แต่ “จุดอ่อน” ของโลกออนไลน์ที่กลายเป็นเวทีของ การ “ทำร้าย” ผ่านข้อมูลในลักษณะ “แฉ” “ประจาน” หรือ “ใส่ร้าย” ได้ก่ออิทธิพลมืดในสังคม
ตัวอย่างเหตุการณ์ใหม่ๆ มีทั้งการแพร่คลิปแอบถ่ายนักร้องสาวโฟร์-มด มาจน ถึงคลิปส่วนตัวของดาราหนุ่ม อ้น สราวุฒิ

นอก จากนี้ ยังมีกรณีในประเทศของเอเชีย อย่างภาพลับ เฉินก้วนซี ซูเปอร์ สตาร์ฮ่องกง คลิปสวาทนางเอกสาวเวียดนาม เหวียน ถวี่ลิงห์ และเว็บบอร์ดแพร่ข่าวเม้าธ์โจมตีนางเอกเกาหลีใต้ ชอย จินซิล ที่กลายเป็นปมให้ดาราสาวฆ่าตัวตาย
ไม่เพียงดาราเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปก็ถูก “เล่นงาน” ในลักษณะ เดียวกัน แม้ไม่ได้เป็นข่าวแพร่สะพัด แต่ก็ถูก “อาวุธ” ของเทคโน โลยีนี้ทำร้ายบาดเจ็บเช่นกัน
ที่สำคัญก็คือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิง”
พ. ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้หญิงต้องศึกษาหา ความรู้เรื่องไอทีบ้าง ว่ามีอะไรที่นำมาสู่ความเสี่ยงบ้าง เวลาที่ไปไหน ต้องดูว่าเป็นสถานที่อโคจรหรือไม่ สภาพแวดล้อมไว้ใจได้ไหม บุคคลที่ไปด้วยเป็นอย่างไร เราเองต้องใช้วิจารณญาณ
ภาพโป๊หรือคลิ ป โดยมากเป็นเรื่องที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นและท้า ทายความคิดในคนบางวัยทำให้อยากดูและที่ทำให้เกิดการแพร่ระ บาด ขณะเดียวกัน กระแสข่าวทำให้คลิปมีสีสันมากขึ้น คนที่ไม่รู้ก็อยากดู เพราะจะได้อินเทรนด์ตามสมัยแต่ดูแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไร แต่ถ้าข่าวนำเสนอนานๆ คลิปเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่
ขณะ เดียวกัน บ้านเมืองคงต้องดูแลสิ่งเหล่านี้ ค่านิยมทางสังคม การทำร้ายด้วยวิธีการแบบนี้ ทั้งการถ่ายและการเผยแพร่ ถ้าเป็นตัวเรา คนในครอบครัวหรือคนที่เรารักแล้วจะรู้สึกอย่างไร ความเห็นอกเห็นใจก็น่าจะเกิดขึ้น
นายจเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง เห็นว่า ปัจจุบันมีการแอบแฝงให้โหลดคลิปโป๊ คลิปลามก คลิปวับๆ แวมๆ อย่างโจ๋งครึ่มจากหนังสือบันเทิงดารา นิตยสารวัยรุ่น นิตยสารต่างๆ หรือยืนแจกใบโฆษณากันอย่างโจ่งแจ้งบนสะพานลอย ยิ่งเวลามีข่าวคลิปดาราหรือคลิปลามกยิ่งเผยแพร่กันรวดเร็วมาก ทั้งที่เรามีพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บังคับใช้แล้ว แต่ไม่ มีการเผยแพร่รณรงค์ให้ความรู้ประชาชน สร้างความเข้าใจถึงโทษ ภัยออนไลน์อย่างจริงจัง
การลงโทษตามกฎหมายควรปฏิบัติให้เป็นเยี่ยง อย่าง เพราะส่วนใหญ่กลุ่มที่ใช้พื้นที่อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีมาก คือ เยาวชน จึงต้องระมัดระวังสร้างกระบวนการรณรงค์ให้คนหันไปเสพสื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สื่อทางเลือก ให้เผยแพร่มากขึ้น เพราะตอนนี้คลิปดีๆ คลิปสร้างสรรค์เราไม่เห็น จะเห็นแต่คลิปลามกที่เผยแพร่แล้วสร้างผลกระทบต่อสังคม ส่งผลร้ายต่อชีวิตผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในคลิป
“ถึงเวลาที่เราควรรณรงค์ ให้คนในสังคมเคารพกัน คนที่กระทำผิดต้องถูกประณามอย่างจริงจัง พวกที่เอาผู้หญิงมาเป็นวัตถุทางเพศ เป็นเหยื่อหากิน เป็นพวกเอาเปรียบทางเพศ หรือการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ไปกดดันทำร้ายใคร ดังนั้น ต้องรณรงค์ให้เกิดเรียนรู้มิติบทบาทหญิงชายอย่างเข้าใจ อย่าเอาเปรียบผู้หญิง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง ภาครัฐโดยเฉพาะตำรวจควรเข้า ไปมีมาตรการควบคุม กรณีเปิดให้โหลดภาพโป๊ตามนิตยสาร ปล่อยไว้ได้อย่างไร ไม่ใช่เกิดข่าวทีค่อยออกมาทำทีแล้วก็หายไป คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้” ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิงกล่าว
ด้าน อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเป็นดาบ 2 คม ในกรณีอื่นที่มีการตั้งกล้องมือถือแอบถ่าย และนำไปเผยแพร่ คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากเจ้าหน้าที่สกัดไม่ให้นำลงในเว็บได้ จะช่วยปรามไม่ให้กระทำซ้ำ
“ทั้งหญิงชายเองต้องมีความระมัดระวังให้ มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องรณรงค์ส่งเสริมให้เคารพสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว ต้องสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ใช้กฎหมายมุ่งปราบปรามอย่างเดียวความเข้าใจในเรื่องสิทธิ์ของคน อื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ” อุษากล่าว
ขณะที่ อารีวรรณ จตุทอง ทนายความอิสระ วิทยา กรและนักเขียน กล่าวว่า เทคโนโลยีมีมากและเป็นเหมือนดาบ 2 คม มีด้านที่ดี เช่น ช่วยในการจับโจรผู้ร้าย ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่างๆ แต่ขณะเดียวกันมีด้านร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกละเมิด หากวันหนึ่งถ้าตัวเราถูกกระทำจะเป็นอย่าง ไร คนที่เสพสื่อเหล่านี้ควรปฏิเสธ ไม่ควรชื่นชมตามกระแส การยอมรับคือความแล้งน้ำใจและนำมาเผยแพร่ กลายเป็นธุรกิจที่เหยียบย่ำบนความเจ็บปวดของคนอื่นซึ่งไม่ถูกต้อง
อารี วรรณ เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งมีโอกาสร่วมเวทีและฟังความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาแห่ง หนึ่งถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม หนึ่งในนั้นคือเรื่องคลิป ซึ่งเยาวชนนำเสนอว่า “ใครมีควรจะลบทิ้ง ไม่ส่งต่อ สร้างกระแสในสังคมว่าสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เราควรปฏิเสธ” ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยังมีกลุ่มเด็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมองเห็นปัญหา
“เทคโนโลยีไปเร็ว ส่วนกฎหมายเป็นเหมือนกระ ดาษ เป็นนามธรรม จะจับต้องได้ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้า มาควบคุม และประชาชนเองต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วย เพราะการส่งข้อความนั้นกระจายครั้งเดียวได้หลายสิบคน ขณะที่เจ้าหน้าที่ 1 คน ถ้าตามจับไม่ทันก็เผยแพร่ไปในวงกว้างแล้ว เราต้องมองย้อนกลับมาว่าคนใช้เทค โนโลยีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยกลางคนที่มีความ รู้ และสร้างการรับรู้ในกฎกติกาว่าใช้ได้ในขอบเขตแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ จะปล่อยให้ ตำรวจจับอย่างเดียวก็คงไม่ทัน ต้องร่วมมือกันกลับมาเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่และใช้สื่อให้เป็น”
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
Tags: คลิป, คลิปฉาว, ภัยออนไลน์13 Oct
คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตทำอะไร?
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) เผยผลการสำรวจกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยปี พ.ศ. 2551 ซึ่งปีนี้มีคำถามพิเศษเกี่ยวกับการใช้งานสังคมออนไลน์
จากการสำรวจตั้งแต่เดือน ส.ค.-ก.ย. 2551 มีผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ผ่านเว็บไซต์เนคเทค และเว็บไซต์ที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 14,809 คน โดย 40% ตอบแบบสอบถามผ่านเว็บไซต์เดลินิวส์ (www.dailynews.co.th)
ผลการสำรวจสรุปว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง 57.6% ชาย 42.4% อยู่ระหว่างช่วงอายุ 20-29 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมา
แต่ที่น่าจับตามอง คือ ผลสำรวจปีนี้พบว่า ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่นิยมเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่ทำงานเพิ่ม สูงขึ้น จากปีที่แล้ว 38.6% เป็น 44.9% ขณะที่การใช้งานอินเทอร์เน็ตจากที่บ้านก็มีปริมาณลดลงจาก 47.9% ในปีที่แล้วเหลือ 44.8%? และการใช้งานในร้านอินเทอร์เน็ตก็มีปริมาณลดลงจาก 7.8% ในปีที่แล้ว เหลือเพียง 2.4%
ซึ่งการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านเอดีเอสแอล หรือ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) มีปริมาณสูงถึง 43.5% สวนทางกับการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่าน ไดอัล-อัพ ซึ่งมีปริมาณลดลงอย่างต่อเนื่องล่าสุดเหลือ 10.3% จาก 14.3% ในปีที่แล้ว และที่น่าจับตามองมากที่สุด คือการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือที่มีปริมาณสูงขึ้นอย่างมาก จาก 2.8% ในปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 7.1% และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกิจกรรมที่นิยมทำมากที่สุดบนอินเทอร์เน็ตยังเป็นการค้นหาข้อมูล 31.4% อ่านอีเมล 23.0% และติดตามข่าวสาร 10.3% เพิ่มขึ้นจาก 8% ในปีที่แล้ว โดยช่วงเวลาที่มีปริมาณการเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุดคือ 20.01- 24.00 น. คิดเป็น 29.3%
ขณะที่ปัญหาสำคัญบนโลกอินเทอร์เน็ตยังครองแชมป์ด้วยไวรัส 64.4% แหล่งยั่วยุทางเพศ 60.6% เพิ่มจาก 42.6% ในปีที่แล้ว และการสื่อสารช้า 56.2% โดยประเด็นที่เห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาเป็นลำดับต้น ๆ คือ การโจมตีจากไวรัสและการรักษาความมั่นคงของเครือข่าย 40% การกระจายความทั่วถึง 33.4% และการป้องกันสื่อลามกอนาจารบนอินเทอร์เน็ต 28.8%
ย้อนกลับมาเรื่องการกระจายความทั่วถึง หรือการแพร่กระจายการใช้งานอินเทอร์เน็ต ผลสำรวจเรื่องนี้ในปี พ.ศ. 2550 ของประเทศกลุ่ม? อาเซียน พบว่า ไทยมีอัตราการแพร่กระจายของ การใช้งานอินเทอร์เน็ตต่ำกว่าประเทศมาเลเซีย (59.0%) และเวียดนาม (23.4%) ซึ่งไทยมีอัตราการแพร่กระจายการใช้อินเทอร์เน็ตอยู่ที่ 20.3% มีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหมด 13.4 ล้านคน
สำหรับตลาดอีคอมเมิร์ซ การสั่งซื้อหนังสือยังมีปริมาณสูงที่สุด 36.4% รองลงมาเป็น การสั่งจองบริการต่าง ๆ 30.7%
จากคำถามเกี่ยวกับการใช้งานสังคมออน ไลน์ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 69.7% มีบล็อก/ไดอารีออนไลน์ เป็นของตนเอง โดยไฮไฟว์เป็นเว็บไซต์สังคมออนไลน์ยอดนิยมคิดเป็น 47.5% รองลงมาเป็นวิกิพีเดีย และยูทูบ? ผู้ใช้ส่วนใหญ่เข้าใช้งาน 3-5 ครั้ง/สัปดาห์ และมองว่าการมีสังคมออนไลน์เป็นผลดีถึง 79.3% เพราะใช้เป็นแหล่งข้อมูลความรู้ 57.2% ใช้แสดงความคิดเห็น 28.1% และทำให้มีคนรู้จักเพิ่ม 10.6%
แม้สังคมออนไลน์จะมีประโยชน์ แต่ผู้ใช้ 66.8% เห็นควรให้มีการกำกับดูแล โดย 72.7% มองว่าเพื่อความปลอดภัยของเยาวชน และ 17.7% มองว่าเพื่อความสงบของสังคม ขณะที่ผู้ใช้ที่ตอบไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องกำกับดูแล จำนวน 85.4% ระบุเป็นการปิดกั้นเสรีภาพ และ 13.2% มองว่าไม่สามารถปฏิบัติได้จริง
รู้หรือยังว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตทำอะไร.
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=179461&NewsType=1&Template=1
13 Oct
?ดิจิคราฟต์? จับมือ 4 คาแรกเตอร์การ์ตูน ดังของไทยนำ หนุมาน วิลี่ เดอะชิกเก้น โฟร์แองจี้และโปงลาง ละอ่อน ให้เกมเมอร์เล่นในเกมออน ไลน์ ?เก็ทแอมป์เอ็กซ์? เชื่อจะทำให้ต่างชาติรู้จักคาแรกเตอร์ของไทยมากขึ้น ตั้งเป้าผู้เล่นกว่า 3 ล้านคน

ดร.วิวัฒน์ วงศ์วราวิภัทร์ ประธานกรรมการ บริษัท ดิจิคราฟต์ จำกัด (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทเปิดตัวเกมออน ไลน์ เก็ทแอมป์? อาร์ (GetAmpedR) มาได้ระยะเวลา 4 ปี จนมีผู้เล่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีตัวเลขอยู่ที่ 1.7 ล้านคนต่อเดือน ทางบริษัทจึงมีแนวคิดที่จะสร้างสรรค์สิ่งแปลกใหม่ โดยการเปิดตัวเกม ออนไลน์ เก็ทแอมป์เอ็กซ์ (GetAmpedX) ซึ่งจะมีไทยโซนที่นำ 4 คาแรกเตอร์การ์ตูนไทยเข้าไปไว้ในเกมประกอบไปด้วย หนุมาน, วิลี่ เดอะชิกเก้น,? โฟร์แองจี้ และโปงลาง ละอ่อน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของวงการเกมออนไลน์ของไทย เพื่อขยายฐานการ์ตูนไทยให้เกมเมอร์รู้จักเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเกมนี้เป็นที่นิยมในหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย บราซิล จีน ฯลฯ มีผู้เล่นรวมมากกว่า 20 ล้านคนทั่วโลก
ทั้งนี้คาแรกเตอร์ที่ได้นำมาไว้ในเกมได้รับความร่วมมือจาก 3 บริษัทพันธมิตรที่เป็นผู้ผลิตและเจ้าของลิขสิทธิ์ 4 คาแรกเตอร์การ์ตูน คือ บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด บริษัทโฮมรัน จำกัด และบริษัท โมโนมาเนีย จำกัด นอกจากการนำคาแรกเตอร์การ์ ตูนไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมแล้ว ยังได้พัฒนาฟังก์ชันใหม่ ๆ เพื่อให้เล่นได้สนุกยิ่งขึ้น ซึ่งบริษัทจะเปิดตัวเกมดังกล่าวในวันที่ 23 ต.ค.นี้ คาดว่าจะทำให้มีฐานผู้เล่นเพิ่มขึ้นเป็น 2.5-3 ล้านคน ภายในเดือน มี.ค.ปีหน้า? สำหรับตลาดเกมออนไลน์ในปีนี้ยังเติบโตอยู่แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจไม่ดี โดยคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 20% จากมูลค่า 2,000 ล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าคงที่ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี เนื่องจากตลาดถึงจุดอิ่มตัวจำนวนผู้เล่นไม่ได้มีปริมาณเพิ่มขึ้น.
ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=179463&NewsType=1&Template=1
Tags: getamp, การ์ตูนไทย13 Oct
กว่า 1 ปี 6 เดือนแล้วที่บอสหญิงคนใหม่ของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) ?ปฐมา จันทรักษ์? เข้านั่งบริหารท่ามกลางความท้าทายจากวิฤตเศรษฐกิจโลกและความผันผวนการเมือง ไทย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หากเธอยังชูธงนำไมโครซอฟท์ไทยก้าวสู่ความเติบโตที่ประกาศว่า ปีงบประมาณ 2552 ซึ่งเริ่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 จะเพิ่มขึ้น 26% จากปีที่แล้ว พร้อมเพิ่มกำลังคนเป็น 400 คน
มองวิกฤตเป็นโอกาส
เธอบอกว่า จากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ ถ้าถามว่ากระทบต่อบริษัทไหมก็ต้องบอกว่ามี เพราะถ้าบอกว่าไม่มีคงไม่จริง ลูกค้าของบริษัททั้งในประเทศ และต่างประเทศมีจำนวนไม่น้อยที่เป็นองค์กรข้ามชาติ Multinational ที่มาจากสหรัฐอเมริกา ก็อาจจะมีบ้างที่ชะลอตัว หรือใช้ความระมัดระวังมากขึ้นในการตัดสินใจลงทุน หรือใช้เงิน
แต่ตรงนี้ทั้งไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน และไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ไม่ได้มองว่าจะเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้ไมโครซอฟท์ชะลอตัวลงหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจก็เริ่มชะลอตัวจากปัญหาซับไพร์ม (Subprime) ของสหรัฐ หรือแม้แต่ในประเทศไทยก็ชะลอตัวบ้างอย่างต่อเนื่อง
“ไมโครซอฟท์ก็ยังโตตาม เป้าที่ตั้งไว้ อย่างต่อเนื่องทุกไตรมาส เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ก็ไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ ธุรกิจของไมโครซอฟท์ชะลอตัว เพราะหลายองค์กรตอนนี้อาจจะต้องการลดค่าใช้จ่าย แต่เราเชื่อเสมอว่าการลดค่าใช้จ่ายคือการต้องมองหาเทคโนโลยีที่ถูกต้อง เพื่อไปช่วยลดต้นทุน ค่าใช้จ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น”
ขณะที่ประเทศไทยยังมีจุดแข็งอยู่ น่าจะสามารถรับมือกับวิกฤติได้ ถ้ารู้จักเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกต้องถูก วิธีก็น่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ และฟันฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจนี้ไปได้
ภาพรวมเศรษฐกิจของโลกที่ได้รับผลกระทบ มาจากวิกฤตการณ์ราคาน้ำมัน และวิกฤตการณ์ทางการเงินในสหรัฐอเมริกาอาจจะมีผลกระทบแต่ไมโครซอฟท์ยังเชื่อ ในนโยบายของบริษัทว่า เทคโนโลยีสามารถเข้าไปตอบโจทย์การทำงานได้ สามารถช่วยลดต้นทุนได้ ลดการใช้น้ำมันได้ สามารถทำให้คนยังทำธุรกิจและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลโดยการทำงานจากที่บ้าน ซึ่งหากบริหารจัดการการใช้เทคโนโลยีที่ถูกต้อง เทคโนโลยีก็เข้าไปตอบโจทย์การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจได้
สวนกระแสจ้างคนเพิ่ม
นอกจากนั้น บริษัทย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยให้บริษัทแม่มั่นใจ โดยเฉพาะบุคลากรที่มีฝีมือและค่าแรงต่ำกว่าประเทศอื่น ซึ่งทำให้บริษัทยังคงรับคนเพิ่มจาก 250 เป็น 300-400 คนในปีหน้า
ทั้งนี้ จะเพิ่มการวิจัยพัฒนาด้านโปรแกรมบริหารจัดการโรงพยาบาล (เฮลธ์แคร์) ที่ประเทศไทยเป็นฐาน มีบุคลากร 70-80 คนแล้ว โดยไทยเป็น 1 ใน 34 ของศูนย์อาร์แอนด์ดี และจะเพิ่มส่วนงานทดสอบซอฟต์แวร์ ล่าสุดย้ายจากจีน และอินเดีย มาตั้งที่ศูนย์ไทยหมดแล้ว
?วันนี้นักพัฒนาไทยจะ ทดสอบซอฟต์แวร์ที่กำลังจะวางตลาดที่จะรองรับ 128 ภาษาทั่วโลก และพันธมิตรของบริษัทที่เป็นซอฟต์แวร์เฮ้าส์ไทย วันนี้ก็สามารถส่งออกไปบรูไน และมาเลเซียแล้ว?
เธอ ย้ำด้วยว่า ในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่ง การกลับมาจากเรดมอนด์ นอกจากที่จะรับผิดชอบการเจริญเติบโตของธุรกิจไมโครซอฟท์แล้ว ยังย้ำกับบริษัทแม่ชัดเจนว่า ประเทศมีศักยภาพอีกมากโดยไม่ลดการลงทุนใดๆ ที่เคยตั้งไว้ และต้องเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ทั้งการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นและช่วยเหลือธุรกิจไทยให้แข่งขันและอยู่รอดได้
ขอดูสถานการณ์ไตรมาส 4
อย่างไรก็ตาม เธอยอมรับว่า ปัญหาวิฤตการเงินสหรัฐ และปัจจัยการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างแน่นอน แต่จะขอประเมินยอดการเติบโตในไตรมาส 4 ปีนี้ก่อนว่าจะชะลอตัวมากน้อยเพียงใด
หากองค์กรธุรกิจตัดสินใจซื้อลดลง บริษัทจำเป็นต้องปรับแผนธุรกิจใหม่ต้นปีหน้า แต่จะไม่ปรับลดยอดรายได้ปีงบประมาณ 2552 ที่จะเติบโต 26% เนื่องจากมองว่าเทคโนโลยีที่เลือกมาทำตลาดในไทยจะเหมาะสมที่สอดคล้องกับสภาพ เศรษฐกิจที่ลูกค้าองค์กรต้องการลดค่าใช้จ่าย
?เราเชื่อว่าการลดค่าใช้จ่ายคือการมอง หาเทคโนโลยีเพื่อไปช่วยลดต้นทุน และจุดนี้คือโอกาสให้ไมโครซอฟท์ที่เป็นทางเลือกเทคโนโลยีแก่ผู้ใช้?
ชู 5 โซลูชั่นดั๊มราคาคู่แข่ง
นอกจากนั้น บริษัทยังเลือกโซลูชั่นที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์รกรผู้ใช้ในไทย ทั้งเวอร์ช่วลไลเซชั่น, บิสิเนส อินทิลิเจนท์ (บีไอ), ยูนิฟายด์ คอมมูนิเคชั่น, ซีอาร์เอ็ม และการจัดการคอนเท้นท์และการทำงานร่วมกันในองค์กร
?เราก้าวมาในตลาดโซลู ชั่นหลังคู่แข่ง และยังมีส่วนแบ่งที่ตามหลัง แต่ด้วยจุดขายการทำราคาที่ต้องมีช่องว่างห่างจากรายอื่น 3 เท่า จะทำให้บริษัทขึ้นเป็นที่ 1 ในตลาดเวอร์ช่วลไลเซชั่นและบีไอได้ภายในปีงบประมาณนี้ที่จะสิ้นสุดกลางปี 2552?
บริษัทหวังก้าวสู่การเป็นที่ปรึกษาที่ ลูกค้าไว้วางใจ เสนอสินค้าเป็นโซลูชั่นตอบโจทย์การใช้งานผู้ใช้ พร้อมการสร้างตัวแทนจำหน่ายตลาดนี้แล้วกว่า 300 ราย ทั้งเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานอีเวนต์/สัมมนาที่เจาะกลุ่มเฉพาะมากขึ้น
ล่าสุดบริษัทจัดกิจกรรม 5 งานตั้งแต่ 23 กย.-15 ต.ค. ทั้ง Partner Briefing, TechNet, Dynamic Forum, SMB Day และ Customer Day จากเดิมที่เน้นจัดให้คนวงกว้าง ซึ่งกลุ่มองค์กรขนาดใหญ่และราชการทำรายได้สัดส่วน 1 ใน 3 ของรายได้รวม
เปิดโมเดลธุรกิจใหม่
เธอ บอกต่อว่า บริษัทเร่งศึกษารูปแบบให้บริการแบบเช่าใช้แอพพลิเคชั่นว่าจะเหมาะสมกับตลาด ไทยเพียงใด ซึ่งมีกลุ่มสื่อสารสนใจให้บริการลักษณะนี้ โดยจะช่วยให้องค์กรจัดหาเทคโนโลยีไปใช้งานได้มากขึ้น
?วันนี้ไม่ได้มองว่าโอ เพ่นซอร์สเป็นภัยคุกคาม แต่มองว่าโลกเทคโนโลยีไม่ได้เป็นโอเพ่นซอร์ส แต่เป็นโอเพ่นสแตนดาร์ด ที่สามารถทำงานข้ามระบบร่วมได้?
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/13/news_302435.php
Tags: microsoft, microsoft thailand, ปฐมา, ปฐมา จันทรักษ์10 Oct
คอเกม คอการ์ตูน เชิญทางนี้ “ดิจิคราฟต์” ร่วม 4พันธมิตร จับคาแรกเตอร์การ์ตูนไทยใส่เกมออนไลน์ “เก็ทแอมป์เอ็กซ์” เตรียมเปิดให้บริการ 23 ต.ค. นี้
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายสุรศักดิ์ อารีย์สว่างกิจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิจิคราฟต์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ดิจิคราฟต์ ร่วมกับบริษัท ไซเบอร์ สเตป จำกัด ผู้พัฒนาเกมออนไลน์ เก็ทแอมป์ เกมต่อสู้สไตล์ แคช่วล จากประเทศญี่ปุ่น พัฒนาเกมเก็ทแอมป์ เอ็กซ์ เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ที่ได้จับมือพันธมิตร 4 ราย นำคาแรกเตอร์การ์ตูนไทยใส่ในเกมเวอร์ชั่นใหม่ ของโซนไทย พร้อมการทำตลาด

พันธมิตรหลักทั้ง 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท วิธิตา แอนนิเมชั่น จำกัด เจ้าของคาแรกเตอร์หนุมาน และวิลลี่ เดอะ ชิกเก้น, บริษัท โฮมรัน จำกัด ผู้สร้างโฟร์แองจี้ บริษัท โมโนมาเนีย จำกัด คาแรกเตอร์โปงลางละอ่อน และบริษัท มาโช บิส จำกัด เป็นผู้วางกลยุทธ์การตลาด
ส่วนของโซนไทย จะเริ่มให้บริการวันที่ 23 ต.ค.นี้ คาดว่าภายใน 6 เดือน จะมีผู้เล่นเพิ่มเป็น 3 ล้านไอดี จากปัจจุบันมีประมาณ 1.7 ล้านไอดี จากนั้นต้นปีหน้าจะเริ่มให้บริการในต่างประเทศ เริ่มที่ญี่ปุ่น และขยายไปอีกกว่า 10 ประเทศ เช่น เกาหลี, เวียดนาม, สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย และเนเธอร์แลนด์
ขณะที่ เกมเก็ทแอมป์เอ็กซ์ จะเริ่มให้บริการวันนี้ (10 ต.ค.) มีฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น เล่นได้พร้อมกัน 16 คน จากเดิม 8 คน ทั้งพัฒนาระบบเอนจิ้นให้ทันสมัยมากกว่าเกมออนไลน์อื่นๆ
?ตอนนี้ตลาดเกมออนไลน์ในประเทศไทยมา จากเกาหลี 90% จุดเด่นของเกาหลีคือมีภาพกราฟฟิกที่สวยงาม เกมจากญี่ปุ่นที่ดิจิคราฟต์นำเข้ามา อาจมีภาพที่สวยน้อยกว่า แต่ถ้าเทียบเชิงเทคโนโลยีและระบบเอนจิ้นแล้ว ยืนยันว่าดีกว่าแน่นอน ยิ่งมีการทำตลาดนำคาแรกเตอร์การ์ตูนไทยเข้ามา ถือเป็นการฉีกแนวเป็นครั้งแรก? นายสุรศักดิ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า การนำคาแรกเตอร์การ์ตูนเข้ามา จะทำให้เกมเป็นที่รู้จักมากขึ้นในประเทศ และยังมีโอกาสทำตลาดต่างประเทศต่อยอดด้านตัวการ์ตูน คาแรกเตอร์ และได้เผยแพร่ความเป็นไทยไปในตัว และสร้างโอกาสการทำตลาดแอนิเมชั่นออกต่างประเทศ
เกมเก็ทแอมป์ เริ่มให้บริการในประเทศไทยมา 4 ปี ซึ่งเขากล่าวว่า แม้ไม่ได้ทำตลาดอย่างหนักเหมือนเกมออนไลน์อื่นๆ แต่ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพราะกระแสเกมสไตล์แคช่วล ที่ใช้เวลาเล่นน้อย ประมาณ 15 นาทีต่อ 1 รอบ กำลังได้รับความนิยม
ส่วนการพัฒนาเกมอื่นๆ ของบริษัท นอกจากเกมออนไลน์ อาคาน่า ที่พัฒนาขึ้นมาเองโดยคนไทยแล้ว ภายในปีนี้ดิจิคราฟต์จะร่วมกับบริษัท ไซเบอร์ สเตป จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เปิดเกมออนไลน์ ซี21 ซึ่งเป็นเกมที่มีรายละเอียดของเนื้อหา และได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ และปีนี้ ดิจิคราฟต์ตั้งเป้ารายได้ 60 ล้านบาท
นายสันติ เลาหบูรณะกิจ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วิธิตา แอนิเมชั่น จำกัด กล่าวว่า วิธิตา เลือกหนุมาน และวิลลี่ เดอะชิกเก้น เพราะมีความเป็นไทยแฝงอยู่ หนุมานเป็นวรรณคดีไทย ขณะที่ วิลลี่เป็นไก่ชน ที่มีความสามารถด้านมวยไทย
“เป็นการโปรโมตคาแรกเตอร์การ์ตูนที่มี และขยายกลุ่มเป้าหมายสู่กลุ่มวัยรุ่นที่เล่นเกมออนไลน์ จากเดิมเน้นกลุ่มเด็กเป็นหลัก” นายสันติ กล่าว
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/10/news_302031.php
Tags: การ์ตูนไทย, เกมส์