Archive for September, 2012

‘เจมาร์ท’ ผุดงานมือถือส่งท้ายปี อัดโปรโมชั่นเรียกลูกค้า

'เจมาร์ท' ผุดงานมือถือส่งท้ายปี อัดโปรโมชั่นเรียกลูกค้า

เจมาร์ท เทงบ 20 ล้านบาท จัดงาน “แบงคอก โมบาย โชว์” ครั้งที่ 3 หวังกระตุ้นยอดขายมือถือส่งท้ายปี ยก 30 แบรนด์ดังร่วมงาน ตั้งเป้าจัดงาน 7 วัน โกยเงินไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท…

นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อคืนกำไรลูกค้าและกระตุ้นตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ช่วงท้ายปี บริษัทได้จัดงานแบงคอก โมบาย โชว์ ครั้งที่3 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของปี โดยใช้พื้นที่บริเวณชั้น G ลานอีเว้นท์ฮอลล์ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางกะปิ บนเนื้อที่ 1,000 ตร.ม. เป็นแหล่งรวมสินค้าไอที โดยใช้งบประมาณในการจัดงาน 20 ล้านบาท และคาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดในงานกว่า 70 ล้านบาท โดยรวบรวมแบรนด์ชั้นนำเข้าร่วมงานกว่า 30 แบรนด์ พร้อมจัดโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม และผ่อนชำระ 0% นาน 12 เดือน เพื่อกระตุ้นความสนใจจากลูกค้า

นอกจากนี้ภายในงานแบงคอก โมบาย โชว์ 2012 ยังมีกิจกรรมไฮไลต์การประกวด “เจมาร์ท สมาร์ท ทีน 2012″ (Jaymart Smart Teen 2012) เพื่อเฟ้นหาวัยรุ่นยุคใหม่แห่งโลกไอที ชิงเงินรางวัลมูลค่ากว่า 2 แสนบาท และยังมีโอกาสก้าวสู่วงการบันเทิงกับเวิร์คพ้อยท์อีกด้วย

สำหรับงานแบงคอก โมบาย โชว์ 2012 ครั้งที่3 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27 ก.ย.-3 ต.ค.2555 บริเวณชั้น G ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางกะปิ และร่วมลุ้นผู้เข้าประกวดเจมาร์ท สมาร์ท ทีน 2012 รอบชิงชนะเลิศ ได้ในวันที่ 30 ก.ย.นี้.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

คาด2-3เดือนหลังประมูล ’3G’ โอเปอเรเตอร์พร้อมเปิดบริการเมืองใหญ่ทันที

คาด2-3เดือนหลังประมูล '3G' โอเปอเรเตอร์พร้อมเปิดบริการเมืองใหญ่ทันที

เออาร์ไอพี โต้โผจัดงาน 3G Change your life เปิดเวทีถกประโยชน์-การเปลี่ยนแปลงหลังเกิด 3จี ชี้เทคโนโลยีใหม่กระตุ้นความต้องการซิม3จี เผยพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน ผู้ประกอบการเน้นการคอนเวอร์เจนซ์มากขึ้น…

วันนี้ (27 ก.ย.) นิตยสาร eEnterprise และนิตยสาร Business Plus นิตยสารในเครือ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) จัดงาน “3G Change your life :? โอกาสธุรกิจ ชีวิตรูปแบบใหม่ในยุค 3G” ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยภายในงานได้นำเสนอประเด็น 3จี กับทิศทางธุรกิจ แอพพลิเคชั่น และประโยชน์ของผู้ใช้ 3จี ในรูปแบบการเสวนาหัวข้อ 2.1GHz 3G Spectrum Auction 2012 ภารกิจชาติ , 3G กับอนาคตธุรกิจแอพพลิเคชั่นในเมืองไทย และครบเครื่องเรื่อง 3G ใครได้ประโยชน์ เป็นต้น

โดย ร.ท.เจษฎา ศิวรักษ์ เลขานุการประจำรองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า หลังการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3จี คาดว่าจะส่งผลให้ผู้ใช้สมาร์ทดีไวซ์เกิดความต้องการใช้งานซิมการ์ด 3จีมากขึ้น ขณะเดียวกัน การปะมูลไลเซ่นส์ 3จี ยังถือเป็นการผลักดันให้ด้านโทรคมนาคมเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งการใช้งานและการดำเนินการของผู้ประกอบการ อาทิ การติดตั้งสถานีฐานซึ่งจะสามารถดำเนินการได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภายใน 2-3 เดือนหลังเสร็จสิ้นการประมูล หลายพื้นที่โดยเฉพาะเขตเมืองใหญ่จะสามารถพร้อมให้บริการได้ทันที เนื่องจากผู้ให้บริการหลายรายเริ่มดำเนินการเพื่อเตรียมพร้อมเครือข่ายแล้ว

นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเกิด 3จี ถือเป็นช่วงที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะตลาดไอที ซึ่งถือเป็นยุคแห่งความสับสน ปัจจุบันพบว่า ตลาดสมาร์ทดีไวซ์มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดโน้ตบุ๊กอยู่ในภาวะทรุดและทรงตัว โดยคาดว่าจะกลับมามีสีสันอีกครั้งหลังจากไมโครซอฟท์เปิดตัวระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแพลทฟอร์มโน้ตบุ๊กสู่ระบบสัมผัส เช่นเดียวกับการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต นอกจากนี้ เชื่อว่าการมาของ 3จี จะเป็นแรงกระตุ้นไปยังผู้ผลิตสินค้าและคอนเทนต์ ให้ปรับตัวเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีต่อเทคโนโลยีใหม่ ทำให้สินค้าในอนาคตจะเน้นการคอนเวอร์เจนซ์กันมากขึ้น.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

แอร์บัสส่งมอบA380ลำแรกของการบินไทยแล้ว

แอร์บัสส่งมอบA380ลำแรกของการบินไทยแล้ว

การบินไทย ได้รับมอบเครื่องบินโดยสารแบบ แอร์บัส เอ 380-800 ลำแรก โดยแอร์บัสได้จัดพิธีการส่งมอบเครื่องบินอย่างยิ่งใหญ่ ที่ศูนย์รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส โดยมีกำหนดเดินทางถึงสนามบินสุวรรณภูมิ วันที่ 29 ก.ย. เวลา 07.00 น. …

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2555 ณ ศูนย์รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ได้รับมอบเครื่องบินโดยสาร แบบแอร์บัส เอ 380-800 ลำแรกของบริษัทและของประเทศไทย โดยแอร์บัสได้จัดพิธีการส่งมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 ลำแรกของการบินไทยอย่างยิ่งใหญ่ โดยมี มิสเตอร์จอห์น เลฮีย์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการลูกค้าสัมพันธ์ แอร์บัส เป็นผู้ส่งมอบ และเรืออากาศเอกมนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนการบินไทยรับมอบ โดยมีบุคคลสำคัญในแวดวงธุรกิจการบิน การท่องเที่ยวของยุโรป สื่อมวลชนจากประเทศไทย สื่อมวลชนจากออสเตรเลีย และสื่อมวลชนของประเทศต่างๆ ในยุโรป เข้าร่วมในพิธี เป็นสักขีพยาน

สำหรับเครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 ลำแรกของการบินไทย นามพระราชทาน ?ศรีรัตนะ? ทะเบียน HS-TUA จะทำการบินกลับสู่ประเทศไทยเป็นเที่ยวบินพิเศษ ที่ทีจี 8936 ออกเดินทางจากศูนย์รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เมืองตูลูส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ในวันที่ 28 กันยายน 2555 เวลา 16.00 น. และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ในวันที่ 29 กันยายน 2555 เวลา 08.10 น. โดยมี กัปตันทศพล ภูริวัฒนะ และกัปตันชวาล รัตนวราหะ ปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 1 พร้อมด้วยนักบินกรพรหม แสงอร่าม และนักบินวิรัช เทพารักษ์ ปฏิบัติหน้าที่นักบินที่ 2 โดยจะผลัดกันบิน

เรืออากาศเอกมนตรี จำเรียง รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายช่าง บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การบินไทยได้จัดหาเครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 รวม 6 ลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินพาณิชย์ลำใหญ่ที่สุดในโลก ที่ใช้เครื่องยนต์ โรลซ์รอยซ์ เทรนท์ 900 ซีรีส์ โดยการบินไทยจะนำมาทำการบินในเส้นทางบินข้ามทวีป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของฝูงบินด้วยการจัดหาเครื่องบินใหม่ ทดแทนการปลดระวางเครื่องบินที่มีอายุการใช้งานมานาน และเพิ่มปริมาณการผลิต เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของบริษัท ตลอดจนทำการบินในเส้นทางที่มีความต้องการสูง แต่ไม่สามารถเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินได้ โดยบริษัทได้รับมอบเครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 ลำแรก ในวันที่ 27 กันยายนนี้ และจะทยอยรับมอบอีก 3 ลำ ในตารางบินฤดูหนาวนี้ ส่วนอีก 2 ลำ มีกำหนดรับมอบในปลายปี 2556

ทั้งนี้ เครื่องบินแอร์บัส เอ 380-800 ลำแรกของการบินไทย เป็นเครื่องที่ 84 จากสายการผลิต ของโรงงานประกอบเครื่องบินแอร์บัสที่เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องบินที่ได้รับการออกแบบห้องโดยสารให้สามารถควบคุมเสียงรบกวน และมลพิษตามกฎของสนามบินหลักทั่วโลก รวมทั้งยังสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้มากกว่าเครื่องบินขนาดใหญ่รุ่นอื่นถึง ร้อยละ 40 แต่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเสียงรบกวนน้อยกว่า จึงสามารถช่วยลดปัญหาความแออัดของสนามบิน อีกทั้งยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ บนระบบสารบันเทิงบนเครื่อง (IFE) การบินไทยก็เลือกใช้ของพานาโซนิก แบบ EX2 ที่ทันสมัยที่สุด อีกทั้งนอกจากภาพยนตร์ เพลง สารคดี และเกมส์แล้ว ยังบรรจุข้อมูลรายการอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งรายการสินค้าปลอดภาษีที่ให้บริการในเที่ยวบินไว้ในจอทีวีส่วนตัวทุกที่นั่ง? ซึ่งผู้โดยสามารถเลือกอาหารเครื่องดื่มและสินค้าปลอดภาษีได้ โดยใช้ระบบสัมผัสหน้าจอ อันจะช่วยลดการใช้กระดาษ และลดน้ำหนักบรรทุกของเครื่องบิน เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นสายการบินรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Travel Green.

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://www.facebook.com/ThaiAirways
ภาพประกอบจาก
https://www.facebook.com/airbus

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:

ไอบีเอ็ม เผยผลสำรวจซีอีโออาเซียนปรับตัวรับ AEC2015 มากขึ้น

ไอบีเอ็ม เผยผลสำรวจซีอีโออาเซียนปรับตัวรับ AEC2015 มากขึ้น

ไอบีเอ็ม ชี้ แนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่ยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ระบุผู้นำรุ่นใหม่ควรจะปรับตัว ขณะที่ผลสำรวจระบุซีอีโอทั่วโลกจาก 64 ประเทศต่างยอมรับวัฒนธรรมที่มีการเชื่อมถึงกันมากขึ้น…

ไอบีเอ็ม ชี้แนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ไปสู่ยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น (connected economy)? กระแสของการทำธุรกิจแบบไร้พรมแดน หรือ globalisation และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้คน และวิธีการทำงาน เรากำลังเข้าสู่ภาวะที่สังคม เศรษฐกิจ และธุรกิจเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ทำให้โลกก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ รวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ? AEC 2015 ที่กำลังเกิดขึ้นในอีก 3 ปี ข้างหน้าทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัว หาแนวทางใหม่ เพื่อสร้างความความเติบโต และแข่งขันได้ในตลาดโลก

ในโอกาสครบ 60 ปี ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จึงได้นำเสนอ ผลการสำรวจความคิดเห็นครั้งสำคัญของซีอีโอทั่วโลก กว่า 1,700 คนจาก 64 ประเทศ และ 18 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งระบุว่าบรรดาผู้บริหารระดับซีอีโอกำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงาน ด้วยการเพิ่มความโปร่งใส การเปิดกว้าง และขยายขีดความสามารถของพนักงาน เพื่อปรับเปลี่ยนจากแนวทางการสั่งการและควบคุมแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารที่ถูกใช้ในองค์กรยุคใหม่มานานกว่าหนึ่งศตวรรษ การชี้ทิศทางธุรกิจดังกล่าวนี้ จะเป็นประโยชน์กับนักธุรกิจในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำพาองค์กร ให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า การนำเสนอแนวคิดของซีอีโอ ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำของไอบีเอ็ม ด้านนวัตกรรมการทำธุรกิจ ที่นำมาถ่ายทอดให้กับนักธุรกิจไทย ผลการศึกษาของไอบีเอ็ม เผยให้เห็นว่า เทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร โดยซีอีโอกว่าครึ่งหนึ่งทั้งจากทั่วโลกและในอาเซียน มีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวก ในการร่วมมือและประสานงานกับองค์กรภายนอก ในขณะที่ 47 เปอร์เซ็นต์ ของซีอีโอในอาเซียน กำลังปรับเปลี่ยนการมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมการประสานงานร่วมกันภายในองค์กรอย่างเหมาะสม

จากผลการสำรวจความคิดเห็นซีอีโอของไอบีเอ็ม ( IBM CEO Study) ชี้ว่า บริษัทที่มีผลประกอบการดีกว่าบริษัทอื่นๆ มีแนวโน้มมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ที่จะระบุว่าการเปิดกว้าง (Openness) ซึ่งหมายถึงการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการประสานงานและสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน ถือเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อองค์กรของตน ปัจจุบันผู้บริหารซีอีโอกำลังปรับใช้รูปแบบใหม่ในการทำงาน โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกภายในองค์กรและเครือข่ายเพื่อคิดค้นแนวคิดและโซลูชั่นใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลกำไรและขยายธุรกิจให้เติบโต โดยผลสำรวจยังพบว่า ซีอีโอจะเปลี่ยนจากการใช้อีเมล และโทรศัพท์ที่เดิมเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า คู่ค้า และพนักงานรุ่นใหม่ในอนาคต โดยหันไปใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นช่องทางใหม่สำหรับการติดต่อสื่อสารโดยตรง?

ขณะนี้ มีซีอีโอเพียงแค่ 16 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลบิสซิเนส (Social Business) เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าแต่ละราย แต่คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า แนวโน้มนี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอาเซียน ทั้งนี้เพราะคาดว่าการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในอาเซียนจะเพิ่มเป็น 68 เปอร์เซ็นต์ จากอัตราปัจจุบัน 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้บริหารซีอีโอในอาเซียนมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนจากการติดต่อสื่อสารรูปแบบเดิมๆ ไปสู่การใช้โซเชียลมีเดีย ควบคู่ไปกับการติดต่อพบปะกันเป็นการส่วนตัว หลังจากที่องค์กรต่างๆ ใช้ระบบควบคุมจากระดับบนสู่ระดับล่างมานานหลายทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะแตกแขนงครอบคลุมหลายๆ แง่มุม ไม่ใช่เพียงแค่ซีอีโอเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งในส่วนขององค์กร ผู้จัดการ และพนักงาน รวมไปถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทางด้านธุรกิจ และผู้ผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทั้งนี้ ผู้บริหารซีอีโอ ตระหนักว่า การควบคุมสั่งการอย่างเข้มงวด ไม่ได้ช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการปรับปรุงผลประกอบการด้านการเงิน ผู้บริหารเหล่านี้พบว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สามารถรองรับการประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริหารซีอีโอในภูมิภาคอาเซียนสามารถใช้ประโยชน์จากโซเชียลเน็ตเวิร์กและมุ่งเน้นการประสานงานร่วมกัน ทั้งภายในและภายนอกองค์กรร่วมกับลูกค้าและคู่ค้า แต่การเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมา และทำให้เกิดช่องโหว่เพิ่มมากขึ้น อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก สามารถรองรับการติดต่อสื่อสารของพนักงานทั่วโลก ไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ?

ดังนั้น พนักงานจึงต้องผสานรวมค่านิยมและพันธกิจขององค์กรเข้าไว้ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว เพื่อให้องค์กรดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ? และด้วยเหตุนี้ องค์กรจะต้องจัดหาแนวทางให้แก่พนักงาน เพื่อให้พนักงานสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารซีอีโอในภูมิภาคอาเซียน มองว่าทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์ในการประสานงานร่วมกัน จากความเห็นซีอีโอทั่วโลก 75 เปอร์เซ็นต์ อาเซียน 87 เปอร์เซ็นต์ และความคิดสร้างสรรค์? เป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้พนักงานประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

กก.ผจก.บริษัทไอบีเอ็มฯ กล่าวต่อว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างมากขึ้น ผู้บริหารซีอีโอจึงพยายามมองหาพนักงานที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ โดยซีอีโอมุ่งเน้นการค้นหาพนักงานที่มีความสามารถในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่นในขณะที่ก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ องค์กรต่างๆ จำเป็นที่จะต้องรับสมัครและว่าจ้างพนักงานที่สามารถทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง? ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องสร้างและสนับสนุนแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยให้พนักงานประสบความสำเร็จ เช่น กระตุ้นให้มีการจัดตั้งทีมงานในลักษณะที่แปลกใหม่ ส่งเสริมเทคนิคการเรียนรู้จากประสบการณ์ และเสริมสร้างการใช้เครือข่ายพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูง

นางพรรณสิรี กล่าวอีกว่า แนวโน้มของการประสานงานร่วมกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ครอบคลุมทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นอยู่ในระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน? ทั้งนี้ กว่าสองในสามของซีอีโอทั่วโลก ที่ตอบแบบสอบถามของไอบีเอ็มมีแผนที่จะขยายความร่วมมืออย่างกว้างขวาง? ในอาเซียน ตัวเลขนี้อยู่ในระดับสูงกว่าที่ 79 เปอร์เซ็นต์ โดยซีอีโอในภูมิภาคนี้มีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ อย่างกว้างขวางภายใต้กลยุทธ์หลักในการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ข้อมูลอื่นๆ ที่พบจากการสำรวจ นับตั้งแต่ที่ไอบีเอ็มเริ่มต้นสำรวจความคิดเห็นของซีอีโอเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีที่แล้ว พบว่าซีอีโอหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบัน 71 เปอร์เซ็นต์ของซีอีโอทั่วโลกมองว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตขององค์กรในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยนับเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าสภาพเศรษฐกิจและสภาพตลาด

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ต้องรับมือกับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้บริหารซีอีโอจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (Business Analytics) ที่ก้าวล้ำ เพื่อกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกตรวจสอบติดตามทางออนไลน์ บนสมาร์ทโฟน และบนไซต์โซเชียลมีเดีย? เจ็ดในสิบของซีอีโอ กำลังดำเนินการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าจากข้อมูลดิบที่มีอยู่

แม้ว่าผู้บริหารซีอีโอในอาเซียน 68 เปอร์เซ็นต์ เห็นพ้องต้องกันว่า เทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรของตน แต่ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากทั่วโลก : 69 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารในอาเซียน 87 เปอร์เซ็นต์ ก็มองว่า ทักษะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยเกี่ยวกับตลาด ทักษะของบุคลากรยังคงอยู่ในอันดับที่สูงกว่าสำหรับประเทศต่างๆ ในอาเซียน ขณะที่ภูมิภาคนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความชำนาญ ผู้บริหารในภูมิภาคอาเซียน 72 เปอร์เซ็นต์ ยังระบุด้วยว่าทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สำหรับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนสำหรับองค์กร ดังนั้น จึงคาดการณ์ได้ว่าจะมีความต้องการที่สูงมากสำหรับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในภูมิภาคอาเซียน.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ติงกฎหมายกสทช.ฆ่าท้องถิ่น ค่าธรรมเนียม2เปอร์เซนต์สูงเกินไป

ติงกฎหมายกสทช.ฆ่าท้องถิ่น ค่าธรรมเนียม2เปอร์เซนต์สูงเกินไป

กสทช.จัดรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ กสทช. เรื่องค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ รวม 6 ประเภท ราคาเริ่มต้น 2 พัน-5 แสนบาท และเก็บค่าธรรมเนียมปีละ 2% ของรายได้ ขณะที่ผู้เข้าร่วมติงราคาสูงเกินไป…

เมื่อวันที่ 27 ก.ย. นายธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานจัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้ เพื่อต้องการรวบรวมความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนมาประกอบการการจัดทำประกาศฯ หลังจากก่อนหน้าเคยเปิดรับความคิดเห็นเฉพาะกลุ่ม หรือโฟกัสกรุ๊ป มาแล้ว 2 ครั้ง

กรรมการ กสทช. กล่าวต่อว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะนำกลับไปปรับปรุงแก้ไข ประกาศขึ้นเว็บไซต์ ก่อนนำเข้าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และนำเข้าบอร์ดใหญ่ กสทช. เพื่อผ่านความเห็นชอบ โดยคาดว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ในช่วงเดือน พ.ย. 2555

สำหรับราคาค่าธรรมเนียมใบอนุญาตในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ คือกิจการบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ที่ไม่มีโครงข่ายเป็นของตนเอง ค่าพิจารณาคำขอใบอนุญาต 5 พันบาท กิจการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์มีโครงข่าย แต่ไม่ใช้คลื่นความถี่ ระดับท้องถิ่น 5 พันบาท ระดับภูมิภาค 5 หมื่นบาท ระดับชาติ 2.5 แสนบาท กิจการบริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์มีโครงข่ายและใช้คลื่นความถี่ ระดับท้องถิ่น 1 หมื่นบาท ระดับภูมิภาค 1 แสนบาท ระดับชาติ 5 แสนบาท กิจการบริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ระดับท้องถิ่น 1 หมื่นบาท ระดับภูมิภาค 1 แสนบาท ระดับชาติ 5 แสนบาท และกิจการบริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ ระดับท้องถิ่น? 5 พันบาท ระดับภูมิภาค 5 หมื่นบาท ระดับชาติ 2.5 แสนบาท และวิทยุชุมชน 2 พันบาท ซึ่งทุกใบอนุญาตจะมีค่าธรรมเนียมรายปี 2% ของรายได้?

ตัวแทนเคเบิลทีวี กล่าวว่า อยากทราบว่ากฎหมายข้อ 5.1 ค่าพิจารณาคำขอใบอนุญาต เป็นค่าธรรมเนียมที่ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องชำระเมื่อยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อสำนักงาน ตามอัตราแนบท้ายประกาศนี้ และจะไม่สามารถเรียกคืนได้ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม และ ข้อ 5.2 ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่รายปี เป็นค่าตอบแทนการใช้คลื่นความถี่ที่ผู้ใช้คลื่นต้องชำระเป็นรายปีตามพระราชบัญญัติวิทยุคมนาคม พ.ศ.2498 เป็นประเด็นเดียวกันหรือไม่

พร้อมตั้งคำถามว่า การคุ้มครองที่เก็บค่าธรรมเนียมจากรายได้ 2% กสทช.รู้หรือไม่ว่า มีเคเบิลทีวีกี่รายในแต่ละจังหวัด ซึ่งถ้า กสทช.เก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าวไปแล้ว แสดงว่า กสทช.จะคุ้มครองเคเบิลทีวีท้องถิ่นได้ แต่ขณะนี้มองว่ายังคุ้มครองไม่ได้

?กฎหมายที่ กสทช.ออกมาคือ กฎหมายที่ฆ่าคนท้องถิ่น ผู้ประกอบการกลืนเลือด จึงอยากฝากให้คิดว่า อย่ามาทะเลาะกับพวกเคเบิลเล็กๆ เลย? ตัวแทนเคเบิลทีวี กล่าว

ขณะที่ นายนิพนธ์ นาคสมภพ นายกสมาคมโทรทัศน์ดาวเทียม กล่าวว่า ในนามสมาคมฯ ซึ่งอยู่ใบรูปแบบใบอนุญาตประกอบกิจการแบบกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ มีโครงข่ายแต่ไม่ใช้คลื่นความถี่ เคยเสนอให้ กสทช. เก็บค่าบริการ 5 พันบาท และค่าธรรมเนียมรายปี ปีละ 2 หมื่นบาท โดยไม่ต้องยึดติดกับรายได้ 2% และเสนอให้แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือ พ.ร.บ.กสทช.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

เว็บ’จีบัน’รุกหนัก ปล่อยแอพพลิเคชั่น หนุนโซเชียลช็อปปิ้ง

เว็บ'จีบัน'รุกหนัก ปล่อยแอพพลิเคชั่น หนุนโซเชียลช็อปปิ้ง

จีบันดอทคอม ปล่อยแอพพลิเคชั่นกระตุ้นเทรนด์โซเซียลช็อปปิ้ง ก้าวสู่การตลาดแห่งอนาคตในยุคโปรซูมเมอร์ส ที่ผู้บริโภคแนะนำสินค้าและบริการระหว่างกันได้อย่างเสรี คาดดันยอดสมาชิกเพิ่ม 20% สิ้นปีวางเป้ายอดดาวน์โหลดทะลุแสนราย…

เว็บไซต์จีบันดอทคอม (Jeban.com) ชุมชนออนไลน์ของผู้หญิงอันดับหนึ่งของไทย ขยับไปอีกก้าวจากการให้บริการเว็บไซต์ในรูปแบบผู้ใช้สร้างเนื้อหา (User Generated Content) อย่างเต็มตัว เข้าสู่การเป็นเจ้าของโมบายแอพพลิเคชั่นแรกในประเทศไทย ที่ผู้บริโภคสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลผลิตภัณฑ์ทางด้านความงามระหว่างกัน และนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้อย่างรวดเร็วตรงใจ อีกทั้งยังเป็นการเปิดช่องทางการตลาดชนิดถึงตัวอีกด้วย

นางจีราภัสร์ อริยบุรุษ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์จีบันดอทคอม กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคมีพฤติกรรมการซื้อสินค้าที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่นิยมค้นหาข้อมูลสินค้าและบริการต่างๆ ก่อนการตัดสินใจผ่านทางอินเทอร์เน็ต จากการเข้าไปอ่านความเห็นของผู้ที่เคยใช้สินค้า หรือบริการดังกล่าวมาก่อนหน้า มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางดังกล่าว เป็นเพราะการขยายตัวของเครื่องมือสื่อสารและอุปกรณ์ไอที อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต รวมถึงการให้บริการอินเทอร์เน็ตที่มีความเร็วสูง และขยายการให้บริการครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่สำคัญ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ร้านกาแฟ แหล่งชุมชน เป็นต้น และบางแห่งยังให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

?ขณะนี้ จีบันดอทคอมมีสมาชิกกว่า 120,000 คน โดยเป็นสมาชิกที่แอ็กทีฟอยู่กว่า 80% ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด ทำให้เราเล็งเห็นว่า ความเห็นจากผู้ใช้ในคอมมูนิตี้ของเรานั้น มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกทั้งในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนติดมือ พร้อมที่จะออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภคเป็นไปได้ง่ายมากขึ้นด้วย จากปัจจัยที่อุปกรณ์ไอทีมีอัตราการขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ได้มีการสร้างแอพพลิเคชั่นออกมารองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายมากขี้น โดยในส่วนของจีบันดอทคอมจึงได้เปิดตัวโมบายล์แอพพลิเคชั่น ?Jeban On App? เข้ามาเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถค้นหาข้อมูลผลิตภัณฑ์ต่างๆ พร้อมเปรียบเทียบก่อนการตัดสินใจซื้อได้ทันที” ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์จีบันดอทคอม กล่าว

นางจีราภัสร์ กล่าวอีกว่า สำหรับ Jeban on app นั้น ทำงานผ่านระบบปฏิบัติการแอปเปิล iOS ที่ผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดได้ทาง App Store ของไอโฟน ซึ่งภายในแอพพลิเคชั่นดังกล่าว เป็นการนำ 2 ฟีเจอร์อันโดดเด่นจากเว็บไซต์จีบันดอทคอม คือ 1.ยู ซอร์รีวิว ที่ให้ผู้ใช้ได้เข้าไปค้นหาผลิตภัณฑ์ความงามที่ต้องการ โดยมีข้อมูลตรงจากแบรนด์หรือผู้นำเข้า พร้อมให้สมาชิกได้ให้คะแนนและแสดงความเห็นได้อย่างเสรี ที่มีข้อมูลผลิตภัณฑ์ความงามกว่า 30,000 ชิ้น และมีสมาชิกช่วยกันรีวิวไปแล้วกว่า 100,000 ความเห็น และ 2.บิวตี้เช็ก (Beauty Check) ที่ให้สมาชิกได้ถ่ายภาพสไตล์การแต่งตัวในแต่ละวัน พร้อมทั้งติดแท็ก (tag) ที่มาของเสื้อผ้าและเครื่องประดับ และอัพโหลดให้เพื่อนๆ ได้ดูและแสดงความเห็น อย่างไรก็ดี แอพพลิเคชั่นของจีบันดอทคอมยังไม่หยุดพัฒนาไปเพียงแค่นี้ ในอนาคตจะขยายไปสู่ระบบปฏิบัติการอื่นๆ และเพิ่มฟังก์ชันใหม่ๆ ที่รองรับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิง โดยกำลังมองหาพันธมิตรร่วมพัฒนาแอพพลิเคชั่นชุดนี้

ด้าน นางธุวรักษ์ ปัญญางาม ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจีบันดอทคอม กล่าวว่า จีบันดอทคอมเปิดตัว Jeban on app อย่างไม่เป็นทางการไปเมื่อช่วงเดือน ก.ค.2555 ที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหมายไว้ โดยเพียงสัปดาห์แรก ยอดการดาวน์โหลดก็สามารถขึ้นสู่อันดับที่ 2 ของ App Store ได้ ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดรวมแล้วกว่า 80,000 ครั้ง จีบันดอทคอมคาดว่า ถึงสิ้นปีนี้จะมีจำนวนผู้ดาวน์โหลดกว่า 100,000 ครั้ง โดยเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนสมาชิกเว็บไซต์ขึ้น 20% และเพิ่มเพจวิวขึ้นอีก 20%

?ชุมชนออนไลน์นับเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีรสนิยมและความชอบในเรื่องเดียวกัน เมื่อสมาชิกของเว็บไซต์หรือชุมชนออนไลน์นั้นๆ ได้รับข้อมูลที่ดีและเป็นประโยชน์ ก็จะเข้ามาบอกต่อให้กับเพื่อนสมาชิก อย่างกรณีการเลือกซื้อสินค้า เมื่อผู้บริโภคเกิดความประทับใจในผลิตภัณฑ์ใด ก็จะนำข้อมูลมาแชร์ต่ออย่างเสรี รวมถึงให้คะแนนผลิตภัณฑ์นั้นๆ ด้วย ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างโปรซูเมอร์ส (Prosumers) คือผู้บริโภคที่ยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองสนใจ? มื่อ โปรซูเมอร์สในชุมชนเข้ามาแบ่งปันข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา และถ้าสมาชิกอื่นๆ เห็นว่าข้อมูลนั้นมีประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อ จนกลับมาแนะนำต่อ หรือแสดงความเห็นด้านลบ เจ้าของผลิตภัณฑ์ก็จะรู้ฟีดแบ็ก และนำไปพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค ถือเป็นการให้ดีมานด์สร้างซัพพลาย? ผจก.ผู้จัดการฝ่ายการตลาดจีบันดอทคอม กล่าว

นางธุวรักษ์ กล่าวด้วยว่า ตัวชุมชนออนไลน์มีส่วนผลักดันไปสู่โซเซียล ช็อปปิ้ง (Social Shopping) มากขึ้น เมื่อมีผู้นำข้อมูลผลิตภัณฑ์ในส่วน ?ยูเซอร์รีวิว? (User Review) ของจีบันดอทคอมไปประกอบการตัดสินใจซื้อ และนำกลับมารีวิว พร้อมทั้งยังรองรับพฤติกรรมแบบ Point-know-buy ของ คนรุ่นใหม่ คือเมื่ออยู่ที่จุดขาย-เราก็ค้นหาข้อมูล-และตัดสินใจซื้อ นับเป็นกระแสการบริโภคที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้รูปแบบการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์เปลี่ยนไป โดยจีบันดอทคอมได้สร้างแอพพลิเคชั่นชุดนี้ไว้ เพื่อตอบสนองการตลาดในยุคหน้า

สำหรับจีบันดอทคอมเป็นเว็บไซต์คอมมูนิตี้ผู้หญิงอันดับหนึ่งที่มียอดผู้เข้าชมสูงถึง 1.7 ล้านคนต่อเดือน (สถิติจาก Google Analytics) ขณะที่เพจวิวในปัจจุบันอยู่ที่ 9 ล้านเพจวิวต่อเดือน (สถิติจาก Truehits) โดยผู้เข้าชมเว็บไซต์ 95% เป็นเพศหญิง ในจำนวนนี้ 40% เป็นผู้เข้าชมในกลุ่มอายุ 18-25 ปี และอีกประมาณ 30% อายุ 26-30 ปี.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

โลกาภิวัตน์ 27/09/55

โลกาภิวัตน์ 27/09/55

หมื่นปียังเหลือ
หอดูดาว ?ลา ซิลลา อัฟ-เซอร์วาทอรี? ในชิลี แพร่ภาพกลุ่มก๊าซสีขาวหรือเนบิวลา ซึ่งเป็นเศษเสี้ยวขนาดเล็กที่หลงเหลือไว้จากการระเบิดตูมใหญ่ของดาวฤกษ์ซุปเปอร์โนวาที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 11,000 ปีที่แล้ว.

ศึกษาก้อนหินดาวอังคาร
ยานเคียว-ริออสซิตี? บนดาวอังคาร? ยื่นแขนไปสัมผัสกับก้อนหินที่พื้นดาวอังคาร เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมีดูว่า ประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง.

โลมาคลอดลูก
ภาพที่หาดูได้ยากของแม่โลมาอายุ 12 ปี คลอดลูกออกมาเป็นตัวเมีย ที่ชายฝั่งเกาะบิกของฮาวาย พอออกมาได้มันก็คลอเคลียติดอยู่กับแม่ทันที.

เต้นรำเก้าอี้เข็น
คู่นักกีฬาคนพิการของเม็กซิโก ฝึกซ้อมเพื่อเข้าร่วมแข่งขันการเต้นรำเก้าอี้เข็นของคนพิการ ในการแข่งกีฬาภูมิภาคครั้งแรก ที่จะมีขึ้นตอนปลายเดือนนี้.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

?เอปสัน? ส่งโปรกราฟิกใหม่ 8 รุ่น รุกตลาดเชิงพาณิชย์-อุตสาหกรรม

?เอปสัน? ส่งโปรกราฟิกใหม่ 8 รุ่น รุกตลาดเชิงพาณิชย์-อุตสาหกรรม

เอปสัน เปิดแผนรุกตลาดงานพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม เข็นโปรกราฟิกลงตลาดพร้อมกัน 8 รุ่นรวด เจาะตลาดป้ายโฆษณา งานออกแบบ ดิจิตอลแล็บ และอุตสาหกรรมการพิมพ์…

นายเออิจิ คาโตะ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้กำหนดเป้าหมายทางธุรกิจถึงปี 2558 โดยระบุให้กลุ่มสินค้าพรินเตอร์หน้ากว้างหรือโปรกราฟิกจะต้องสามารถรุกเข้าถึงลูกค้าในตลาดการพิมพ์เชิงพาณิชย์และเชิงอุตสาหกรรมให้ทั่วถึงที่สุด โดยใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์ไมโคร ปิเอโซ เป็นหัวใจในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในการรุกตลาด พร้อมเพิ่มไลน์สินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าไปรองรับความต้องการใช้งานในทุกตลาด โดยเฉพาะเข้าไปแทนที่ระบบการพิมพ์แบบอะนาล็อก

?ปัจจุบันเอปสันเป็นผู้นำในตลาดพรีเพรสหรือธุรกิจโรงพิมพ์ และในธุรกิจสตูดิโอถ่ายภาพแต่งงานและมินิแล็บ ในประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งกว่า 70% ทั้งยังกำลังเร่งขยายฐานลูกค้าในอุตสาหกรรมการพิมพ์แพ็กเกจจิ้งและลาเบล รวมถึงธุรกิจประเภทต่างๆ ที่ต้องการงานพิมพ์คุณภาพสูง เช่น ธุรกิจผลิตสื่อการเรียนการสอน ธุรกิจสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ธุรกิจตกแต่งรถยนต์ โรงพยาบาล และเอเจนซี่โฆษณา ซึ่งที่ผ่านมา เอปสัน ประเทศไทย ทำยอดขายในกลุ่มโปรกราฟิกเติบโตในอัตราเฉลี่ย 15-20% มาทุกปี?

ผู้จัดการประจำประเทศไทย เอปสัน กล่าวอีกว่า ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวโปรกราฟิก 8 รุ่น โดยมีจุดเด่นที่ใช้เทคโนโลยีหัวพิมพ์ที่ดีที่สุดในโลก อย่างไมโคร ปิเอโซ ช่วยให้ลูกค้าสามารถประหยัดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการพิมพ์ และให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ยอดเยี่ยม โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องความร้อนขณะใช้งาน ทั้งยังใช้กับน้ำหมึกของเอปสัน Epson UltraChrome ที่ไม่มีกลิ่นฉุน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญราคาเครื่องไม่สูง ดังนั้น ลูกค้าไม่ว่าจะอยู่ในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใดก็สามารถพบกับประสิทธิภาพและคุณภาพที่น่าประทับใจจากไมโคร ปิเอโซ ของเอปสันได้แล้ว นอกจากนี้ การเปิดโปรกราฟิกรุ่นใหม่นี้ยังทำให้เอปสันกลายเป็นแบรนด์เดียวในตลาดขณะนี้ที่มีสินค้าครบทุกไลน์

สำหรับผลิตภัณฑ์กลุ่มโปรกราฟิกที่เปิดตัวในครั้งนี้ประกอบด้วยเครื่อง 8 รุ่น สำหรับ 4 สายธุรกิจ ได้แก่ 1. Epson SureColor S series สำหรับธุรกิจผลิตป้ายโฆษณากลางแจ้ง รวม 3 รุ่น 2. Epson SureColor T series สำหรับการออกแบบงานจำลองสามมิติประเภท CAD และงานแผนที่ GIS ที่ใช้ในอินเฮาส์ของหน่วยงานราชการและเอกชนต่างๆ จำนวน 3 รุ่น 3. Epson SureLab SL-D3000 สำหรับธุรกิจดิจิตอลแล็บ ที่รองรับงานพรีเพรส และภาพถ่าย และ 4.Epson SurePress L-4033AW สำหรับอุตสาหกรรมการพิมพ์แพ็กเกจจิ้งและลาเบล ซึ่งรองรับการพิมพ์หมึกสีขาว

นายยรรยง มุนีมงคลทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทแบ่งตลาดสำหรับการพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ตลาดสำคัญ ได้แก่ ตลาดกราฟิก อาร์ต (Graphic Art) ที่ครอบคลุมธุรกิจประเภทพรีเพรส ดิจิตอล แล็บ หรือโฟโต้ แล็บ ซึ่งเป็นตลาดหลักของเอปสัน มีการขายเครื่องมากที่สุด และมีสัดส่วนการตลาดอยู่ที่ราว 70% ด้วยยอดขายกว่า 120 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และมั่นใจว่าในปีนี้ จะยังคงสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไว้ได้ เราคาดการณ์ว่าจะทำยอดขายเพิ่มขึ้นอีกกว่า 10 ล้านบาทในปีนี้ หรือโตเพิ่มขึ้น 8%

ผู้จัดการทั่วไป เอปสัน (ประเทศไทย) กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดด้านอุตสาหกรรมที่ผ่านมา เอปสันจะให้ความสำคัญกับกลุ่มหน่วยงานราชการ ที่เน้นการใช้งานด้านการพิมพ์เชิงเทคนิค (Technical) เช่นงานด้านการออกแบบภาพจำลองสามมิติ ประเภท CAD และงานแผนที่ GIS เอปสันมียอดขายปัจจุบันอยู่ราว 15 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 10% จากการเพิ่มสินค้าใหม่ครั้งนี้ ทำให้เราคาดว่าจะทำยอดขายเพิ่มเป็น 25 ล้านบาท หรือโตมากกว่า 50% ส่วนตลาดป้ายโฆษณา (Signage) เอปสันยังถือว่าเป็นน้องใหม่ และเพิ่งเริ่มทำการตลาด เราคาดว่าจะทำรายได้ประมาณ 20 ล้านบาทในปีนี้

?ในหลายธุรกิจ โอกาสในการแข่งขันยังเปิดกว้างอยู่ ลูกค้ายังไม่มีทางเลือกมากนัก จะมองหาเครื่องที่ทันสมัยและไว้ใจได้ ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำงาน และต้องคุ้มค่าในการลงทุน สามารถให้งานพิมพ์คุณภาพดี โดยตัวเครื่องมีราคาไม่สูงมาก โดยเฉพาะตลาดป้ายโฆษณา ที่มีการขยายตัว 10% มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 200 ล้านบาท มีการสั่งซื้อสินค้าเพื่ออัพเกรดธุรกิจอยู่เสมอ รวมถึงมีร้านเกิดใหม่จำนวนมาก หรือธุรกิจดิจิตอล แล็บ ที่เริ่มเปลี่ยนจากระบบน้ำยา มาใช้เทคโนโลยีประเภทดรายแล็บมากขึ้น เพื่อลดการใช้สารเคมี และป้องกันปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม การเปิดตัวสินค้าพร้อมกันทั้ง 8 รุ่นของเอปสันในครั้งนี้จึงเป็นการเปิดโอกาสรุกเข้าสู่ตลาดสำคัญๆ พร้อมกัน และเพิ่มส่วนแบ่งในแต่ละตลาด? นายยรรยง กล่าว

นายยรรยง กล่าวด้วยว่า สำหรับภาพรวมตลาดสิ่งพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกระแสการเข้าร่วมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 ซึ่งเมืองไทยจะก้าวขึ้นเป็นฮับด้านการพิมพ์ ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มวางแผนขยายธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการเข้ามาลงทุนของบริษัทต่างชาติ รวมถึงผู้ประกอบการไทยยังมีความพยายามที่จะรุกเข้าไปทำตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งตลาดสิ่งพิมพ์ยังไม่ใหญ่เท่าเมืองไทย เอปสันจึงมองว่าตลาดพรินเตอร์หน้ากว้างจากนี้ไปน่าจะมีการแข่งขันที่น่าตื่นเต้นยิ่งขึ้น และทำให้ยอดขายโปรกราฟิกของเอปสันโตขึ้นกว่า 30% หรือคิดเป็นยอดรายได้สูงกว่า 170 ล้านบาท เมื่อเทียบกับยอดรายได้ 135 ล้านบาทของปีที่แล้ว และน่าจะคงอัตราเติบโตต่อเนื่องทุกปีจนถึงปี 2558.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

ลึกแต่ไม่ลับ เจาะหลังบ้านเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ จากปาก “เว็บมาสเตอร์” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

ลึกแต่ไม่ลับ เจาะหลังบ้านเว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ จากปาก

ฉากหน้าความสำเร็จของสารพัดเว็บไซต์ที่ปรากฏย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ต้องมีบุคคลผู้หนึ่งคอยทำหน้าที่เปรียบดั่งนายท้ายเรือคอยควบคุมแนวทางและบริหารจัดการเว็บไซต์อยู่ ซึ่งบุคคลดังกล่าวก็คือ เว็บมาสเตอร์…

ทั้งนี้ เว็บมาสเตอร์ที่ดี หรือ ประสบความสำเร็จในหน้าที่นั้น คงไม่สามารถที่จะมาพูดกันลอยๆ ได้ แต่สามารถวัดได้จากผลงาน ดังเช่น เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งได้เข้าไปมีส่วนร่วมสนับสนุนค่ายฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการยอดนิยมในวงการออนไลน์อย่าง ?Young Webmaster Camp ครั้งที่ 10? (YWC10) ค่ายสานฝันเยาวชนในระดับอุดมศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมคนรุ่นใหม่สู่เส้นทางวิชาชีพเว็บมาสเตอร์อย่างมืออาชีพ โดยในปีนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค.2555 ดังนั้น จึงนับเป็นเรื่องราวอันน่าสนใจไม่น้อยที่เว็บมาสเตอร์เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ คุณธนา ทุมมานนท์ ซึ่งคร่ำหวอดในแวดวงมานาน และไม่ได้เปิดตัวบ่อยครั้งนัก จะมาบอกเล่าเบื้องหลังการทำงาน พร้อมเรื่องราวที่น่าสนใจ และแนวคิดดีๆ ที่สามารถนำไปใช้งานได้ไม่มากก็น้อย ก่อนตัดสินใจเลือกสายงานนี้ มาดูกันว่าเคล็ดลับความสำเร็จในวิชาชีพนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

1. เมื่อครั้งเริ่มต้นทำเว็บไซต์ Thairath มีจุดเริ่มต้น หรือแรงบันดาลใจอย่างไร?

จริงๆ เรามีเว็บไซต์มาตั้งแต่ปี 2538 ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวที่ 2 ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แรงบันดาลใจมันมาจากการที่เรารู้ว่าทุกสิ่งมันต้องดำเนินไป เมื่อโลกออนไลน์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เราก็เริ่มหันมามองช่องทางนี้ และการปรับเปลี่ยนหน้าตาเว็บใหม่ก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อปี 2552? ในวันที่ 19 เมษายน โดยก่อนหน้านี้มีการประชุมมานานกว่า 1 ปี ทั้งหาจุดยืน แนวทางรูปแบบการนำเสนอ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และง่ายต่อการใช้งาน โดยสิ่งที่เว็บไซต์ไทยรัฐคำนึงถึงอยู่เสมอก็คือ การนำเสนอข่าวสารให้ถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็ว และมีจริยธรรมด้านข่าวต่อสังคมไทย

2. ถ้าเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นๆ แล้ว การทำงานสายนี้แตกต่างอย่างไร? และทำไมถึงเลือกทำเว็บไซต์?

สายอาชีพนี้เป็นสายงานด้านการบริหารจัดการ ทั้งเนื้อหา คน เครื่องไม้เครื่องมือที่จะใช้นำเสนอ ซึ่งจะต้องรอบรู้ เข้าใจในระบบงานต่างๆ นี่เป็นเรื่องท้าทายความสามารถของผู้ที่จะเข้ามาคุมงานทั้งหมด นอกจากนั้นแล้วยังจะต้องทราบถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกด้วย? “การเปลี่ยนแปลง” ถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน คนที่จะมาทำงานจุดนี้ต้องเปิดใจ รับฟังสิ่งต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตลอดเวลา

3. สำหรับประเทศไทย คนทำงานในวงการนี้มีมากแค่ไหน?

ผมทราบว่ามีคนจำนวนมากที่ทำงานในสายนี้? แต่คนที่เข้าใจการทำงานในสายนี้จริงๆ และคนที่ประสบความสำเร็จมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะหลีกหนีความรับผิดชอบ? ไม่เข้าใจถึงกระบวนการทำงานทั้งหมด ไม่เข้าใจความต้องการของตลาด แค่อยากได้ชื่อว่าสามารถ “ทำได้” ?แต่ที่ “ทำเป็น” จริงๆ น้อยมากครับ

4.?ความสำเร็จในสายอาชีพนี้อยู่ที่จุดไหน เป้าหมายที่ควรมองคืออะไร

ความสำเร็จของเว็บมาสเตอร์ถ้าจะว่ากันไปแล้วอยู่ที่ความสามารถในการบริหารจัดการทั้งเนื้อหา คน เครื่องมือ และเทคโนโลยี ให้ลงตัวมากที่สุด แล้วนำเสนอออกมาผ่านทางหน้าเว็บไซต์ที่ดูแลอยู่ โดยต้องตอบสนองวัตถุประสงค์ของบริษัทเองและกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็คือ ผู้ที่เข้ามาใช้งาน อันจะนำไปสู่การได้รับความนิยมจากการที่มีผู้ใช้งานจำนวนมาก ได้รับการกล่าวขานถึงจากแวดวง และได้รับรางวัลในการจัดอันดับต่างๆ จากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เป้าหมายของสายอาชีพนี้ ส่วนตัวผมมองว่า ทำให้เว็บมันสมดุล ในที่นี้คือ ต้องมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เทคโนโลยีที่ใช้เข้ากับสภาพตลาด สภาพการแข่งขัน และขีดความสามารถของทรัพยากรบุคคลที่เรามีอยู่ และสุดท้ายคงเป็นเรื่องของศักยภาพในการรับมือกับภาวะเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ตรงนี้ถือเป็นจุดที่ท้าทายมากสำหรับคนทำเว็บข่าวอย่างผม

?

5.?จำเป็นหรือไม่ที่คนทำเว็บไซต์ต้องเรียนจบมาทางด้านไอที หรือโปรแกรมเมอร์โดยตรง

ไม่จำเป็น เพราะการทำเว็บไซต์สามารถเรียนรู้และทดลองลงมือทำจริงได้ ขอเพียงแค่มีความมุ่งมั่น ใส่ใจ อดทน ลงมือทำและหาความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ แต่ข้อได้เปรียบของคนที่เรียนมาทางด้านไอที คือมีความรู้เรื่องฐานข้อมูล (Database) เครือข่าย (Network) โครงสร้างต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำเว็บไซต์ในระดับหนึ่ง ?

6. ทักษะสำคัญที่คนในสายอาชีพออนไลน์ทุกคนควรต้องมี ในมุมมองของคุณธนาคืออะไร

อย่างแรกเลย คือต้องเป็นคนยืดหยุ่น และพร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะโลกของออนไลน์มันมีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เราไม่สามารถหยุดนิ่ง หรือวางใจในความสำเร็จได้ ประการที่สอง คือ ต้องมีความสามารถในการประยุกต์ และดัดแปลง เราต้องสามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาต่อยอดจากสิ่งที่เรามีอยู่ให้ได้ ประการที่สาม คือ ต้องเป็นคนรอบรู้ ซึ่งในที่นี้หมายถึง เข้าใจกระบวนการผลิตเนื้อหา การนำเสนอข้อมูล การจัดทำเว็บไซต์ เทคโนโลยี และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ถ้าเรามองภาพรวมออก การทำงานมันจะเชื่อมโยงกัน ทุกฝ่ายก็จะก้าวไปพร้อมๆ กันได้ ประการสุดท้าย คือ จรรยาบรรณในวิชาชีพ ซึ่งผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เพราะผมถือว่าผมทำงานสื่อสารมวลชนด้วย ไม่ได้เป็นแค่เว็บมาสเตอร์อย่างเดียว

7. ถ้าแบ่งสายตามค่าย Young Webmaster Camp ที่มี Web Programming, Web Designer, Web Marketing และ Web Content คุณธนาคิดว่าตัวเองอยู่สายไหน?

ส่วนตัวผมจบมาด้านไอทีโดยตรง เลยมองว่าตัวเองก็คงอยู่ในสาย Web Programming แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคนที่จะเป็นเว็บมาสเตอร์ที่ดีได้ ก็ต้องมีความรู้ ความเข้าใจในทุกศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สายงานทุกสายงานมีความสำคัญเท่าเทียมกันหมด แต่บทบาทจะแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เราต้องพยายามรักษาความสมดุลในการจัดการทรัพยากรภายในให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภายนอกอยู่เสมอ เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

8. ปกติเวลาที่คุณธนาต้องการทีมงานเพิ่มเติม วุฒิการศึกษา มหาวิทยาลัย หรือผลงานจะมีความสำคัญกว่ากัน?

คงต้องว่ากันตามเกณฑ์ก่อนนะครับ ความสำเร็จทางการศึกษาถึงจะไม่เป็นตัวชี้ว่าคนๆ นั้นเป็นคนเก่ง แต่สิ่งหนึ่งที่มันบอกก็คือ ความรับผิดชอบ ความสำเร็จทางการศึกษาจะเป็นตัวที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้ส่วนหนึ่งว่าคุณจะไม่ทิ้งงาน คนเก่งแต่ขาดความรับผิดชอบตรงจุดนี้ก็ไปต่อได้ยาก ไม่ใช่สำหรับธุรกิจนี้เท่านั้น แต่ทุกวงการก็เหมือนกัน?อย่างไรก็ตาม ผมมองว่ามหาวิทยาลัยก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายเหมือนกัน ผมให้ความสนใจในกระบวนความคิดของคนเป็นประการแรก โดยเฉพาะตรรกะสำคัญมากครับ สำหรับกลุ่มที่เป็น Web Programming การฉายแววไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเรียนในมหาวิทยาลัย ถ้าผลงานเข้าตา มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน ก็แปลว่าได้งานครับผม

9. ถ้าหากน้องๆ อยากทำงานสายเดียวกับคุณธนาบ้าง มีคำแนะนำไหมคะว่าควรจะศึกษา หรือมีคำแนะนำอย่างไร?

ต้องหัดเป็นคนกระตือรือร้น ใส่ใจกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ทันโลก ทันเหตุการณ์ สายงานนี้ไม่ใช่เรื่องยาก และก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเด็กยุคนี้ แต่การจะประสบความสำเร็จ มันต้องใช้เวลา ประสบการณ์ และความทุ่มเท การศึกษา คือการใช้เงินซื้อประสบการณ์ของผู้อื่นมาเป็นของเรา หรือที่หลายคนพูดว่า การศึกษา คือการลงทุน ดังนั้น เมื่อลงทุนจ่ายเงินไปแล้ว เราก็ต้องใช้เงินตรงนี้ให้คุ้มค่า ต้องตั้งใจ ทุ่มเทกับการศึกษาจริงๆ ถึงจะเห็นผล งานด้านนี้ไม่สามารถวาดฝันในอากาศได้ ถ้าไม่ลงมือทำทุกวัน มันไม่มีทางสำเร็จ สิ่งที่สำคัญอีกประการ คือ ภาษาอังกฤษ ถึงจะรังเกียจแค่ไหนแต่มันก็จำเป็น การค้นหาแหล่งความรู้จากต่างประเทศเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาต่อยอดทางความคิดของเราได้

10. สุดท้ายอยากให้คุณธนาฝากถึงน้องๆ วัยรุ่น ที่สนใจงานทางด้านออนไลน์-ดิจิตอล

การเล่นเน็ต หรือท่องเว็บไซต์เพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบว่าเราเก่งแล้ว หรือเราสามารถเป็นเว็บมาสเตอร์ได้แล้ว โลกออนไลน์มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าเราใช้มันอย่างถูกต้อง เราก็จะได้เปรียบ ผมอยากให้วัยรุ่นไทยเข้าใจจุดประสงค์ในการใช้สื่อออนไลน์ และใช้มันได้อย่างถูกต้องครับ

สำหรับใครสนใจทำงานในสายนี้?แนะนำค่าย?Young Webmaster Camp?จากความร่วมมือของ สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย , INET หรือ บริษัทอินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด มหาชน หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และมหาวิทยาลัยนเรศวร ได้มีการจัดค่ายที่รวบรวมนักศึกษาจากทั่วประเทศ ที่มีความสนใจ เกี่ยวกับวิชาชีพออนไลน์ยอดนิยม 4 สาขา ได้แก่ Web Marketing, Web Design, Web Content และ Web Programming? พบเจอและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ ของวงการออนไลน์ด้วยกัน โดยครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 10 ช่วงระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. 2555 ซึ่งถือเป็นทางด่วนสำหรับคนสนใจทำงานด้านเว็บและออนไลน์ที่จะได้พบปะกับพี่ๆ เจ้าของเว็บไซต์ไทยอันดับท็อปๆ มากหลายคนอย่างใกล้ชิดกันแบบพี่น้องเลยทีเดียว ติดตามรายละเอียดอย่างด่วนกันได้ที่ www.ywc.in.th ต้องรีบสมัครหน่อยเพราะปิดรับ 28 ก.ย.นี้.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

กสทช.เล็งจัดลำดับหมายเลขช่องทีวี รับยุคดิจิตอล

กสทช.เล็งจัดลำดับหมายเลขช่องทีวี รับยุคดิจิตอล

กสท.เตรียมล้างระบบลำดับเลขหมายช่องทีวี ฟรีทีวีโดนด้วย พร้อมจัดระเบียบใหม่ ขณะที่ห้ามผู้ประกอบการเก็บค่าบริการเรียงช่อง รับยุคดิจิตอล…

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายพสุ ศรีหิรัญ รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มงานวิชาการและจัดการทรัพยากรกระจายเสียงและโทรทัศน์ ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวในโครงการพัฒนาองค์ความรู้ให้แก่สื่อมวลชน ประจำปี 2555 ครั้งที่ 1 โดยกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เรื่อง ใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ว่า ขณะนี้ กสท.เตรียมกำหนดเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่านการออกอากาศจากอะนาล็อกสู่ระบบดิจิตอล ห้ามผู้ที่ได้รับใบอนุญาต หรือไลเซ่นส์ เก็บค่าบริการเรียงช่องรายการ ที่ทำให้ผู้ผลิตรายการที่จ่าค่าธรรมเนียมพิเศษสามารถผูกขาดเลขช่องเดิมได้

ทั้งนี้ เงื่อนไขดังกล่าวเป็นไปตามประกาศ กสทช. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ ที่กำหนดให้ผู้ได้รับไลเซ่นส์โครงข่ายที่รวบรวมช่องรายการ (Multiplexer) ต้องจัดสรรเลขช่องตามที่ กสท.กำหนดใหม่ คือ 60 ช่อง และห้ามเก็บค่าบริการเรียงช่องอีก ส่งผลให้ฟรีทีวีปัจจุบัน ไม่ได้เลขช่องเดิม ขณะที่แนวทางการจัดเรียงช่องรายการใหม่นั้น จะจัดเรียงเป็นหมวดหมู่ โดยเลขช่องต้นๆ จะเป็นช่องรายการสาธารณะตามด้วยช่องรายการสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัวแล้วจึงเป็นช่องรายการธุรกิจ โดย กสท.ได้กำหนดสัดส่วนช่องรายการสาธารณะ 12 ช่อง ช่องชุมชน 12 ช่อง และช่องธุรกิจ 36 ช่อง

รักษาการผู้อำนวยการกลุ่มงานวิชาการและจัดการทรัพยากร กระจายเสียง และโทรทัศน์ กสท. กล่าวต่อว่า หลังจากร่างประกาศ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการโครงข่ายกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ และหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้บริการกระจายเสียง หรือโทรทัศน์ ทั้ง 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา เดือน ต.ค.2555 จึงจะเปิดให้ไลเซ่นส์กับกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ คือ ทีวีดาวเทียม และเคเบิลทีวี

ขณะที่ พรุ่งนี้ (27 ก.ย.) กสท.จะจัดรับฟังความเห็นสาธารณะ หรือประชาพิจารณ์ ร่างประกาศ เรื่อง ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ เวลา 08.30?13.00 น. อาคารหอประชุม ชั้น 2 ณ สำนักงาน กสทช. โดยเบื้องต้นจะเรียกเก็บในอัตรา 2% จากรายได้ทั้งหมด จากนั้นจะเริ่มให้ไลเซ่นส์โครงข่ายในระบบดิจิตอล ในเดือน ธ.ค. 2555 โดยล่าสุดอยู่ระหว่างรอสรุปว่าจะใช้วิธีประมูล หรือ บิวตี้ คอนเทสต์ ให้กับผู้ที่สนใจ รวมถึงให้ไลเซ่นส์ช่องรายการสาธารณะ จำนวน 12 ช่องด้วย ก่อนเปิดประมูลช่องรายการธุรกิจเดือน ก.พ. 2556.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,