Archive for January, 2014

กทปส.อนุมัติทุน 80 ล้าน หนุนวิจัยด้านสื่อและโทรคมนาคมเพื่อสาธารณะ

กทปส.อนุมัติทุน 80 ล้าน หนุนวิจัยด้านสื่อและโทรคมนาคมเพื่อสาธารณะ

กทปส.ลงนามอนุมัติวงเงิน 80 ล้านบาท สนับสนุน 10 โครงการวิจัย แบ่งเป็นกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ออกเป็น 6 โครงการ และกิจการโทรคมนาคม 4 โครงการ…

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 57 ที่ห้องวิภาวดี บอลรูม ซี โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ได้ดำเนินการลงนามการรับทุนโครงการที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน การจัดสรรเงินจากกองทุนฯ (ประเภทที่ 1) ประจำปี 2556 โดยผ่านความเห็นชอบและการตัดสินจากคณะกรรมการของ กทปส. ทั้งสิ้น 10 โครงการ พร้อมอนุมัติวงเงินทั้งสิ้น 80 ล้านบาท

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานคณะกรรมการบริหาร กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ กล่าวว่า กทปส.ได้ดำเนินการผลักดันผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม ตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และมาตรา 52 (2) จากผลงานวิจัยจากโครงการทั้งหมดกว่า 200 โครงการ กทปส.ได้คัดเลือกมาแล้วเหลือเพียง 10 โครงการ จาก 8 หน่วยงาน พร้อมกรอบวงเงิน 80 ล้านบาท ในระยะเวลา 6-24 เดือน

ทั้งนี้ ทาง กทปส.ได้แบ่งกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ออกเป็น 6 โครงการ ได้แก่

1. โครงการสายอากาศแถบความถี่กว้างที่มีอัตราการขยายสูง สำหรับการรับสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิตอลภาคพื้นดิน ที่ห่างไกลจากสถานีส่งสัญญาณ วงเงินงบประมาณ 760,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิชาวิศวกรรมโทรคมนาคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชศรีมา

2. โครงการแนวทางการออกแบบ (Engineering Design Guide) ผลิตภัณฑ์เครื่องรับและแปลงสัญญาณคลื่นโทรทัศน์ภาคพื้นดิน (Digital Set-Top Box) ของประเทศไทย ให้เป็นไปตามมาตรฐานเครื่องรับสัญญาณโทรทัศน์ภาคพื้นดินระบบดิจิตอล กสทช. มส. 4002-2555 พร้อมจัดทำแม่แบบที่ได้รับการทดสอบจากห้องปฏิบัติการอิเล็กทรอนิกส์แล้ว (Certified Proto Type) งบประมาณ 7,468,600 บาท ระยะเวลา 10 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการคือ สมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.)

3. โครงการการจัดทำจดหมายเหตุ 60 ปี โทรทัศน์ไทย งบประมาณ 4,815,000 บาท ระยะเวลา 12 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4. โครงการฝึกอบรมการผลิต Backpacking Journalism (นักข่าวสะพายเป้) สำหรับนักข่าวโทรทัศน์ งบประมาณ 2,044,600 บาท ระยะเวลา 12 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

5. โครงการพัฒนาผู้ผลิตและผลิตรายการ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้เกิดการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ในระดับท้องถิ่นและภูมิภาค งบประมาณ 5,400,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการคือ มูลนิธิสำรวจโลก

6. โครงการงานสัมมนาปลายปี เรื่อง “วาระดิจิทัลแห่งอาเซียนและการเตรียมพร้อมของภาควิทยุและโทรทัศน์ในประเทศไทย” งบประมาณ 963,000 บาท ระยะเวลา 6 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการคือ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

และด้านโทรคมนาคมอีก 4 โครงการ ได้แก่

1. โครงการสื่อลามกบนอินเทอร์เน็ต : พัฒนาการของตลาดสื่อลามก และความถดถอยของสังคมไทยงบประมาณ 1,866,829 บาท ระยะเวลา 14 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการคือ สำนักวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาเทคโนโลยีสังคม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

2. โครงการพัฒนาระบบตรวจสอบความถี่วิทยุย่านความถี่ VHF โดยการควบคุมระยะไกลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต งบประมาณ 1,508,700 บาท ระยะเวลา 18 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

3. โครงการยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้ของคนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ในยุคหลอมรวมเทคโนโลยี งบประมาณ 5,371,400 บาท ระยะเวลา 18 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการคือ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

4. โครงการพัฒนาศักยภาพและเสริมสร้างความเข้มแข็ง เครือข่ายผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมจังหวัดร้อยเอ็ด งบประมาณ 2,333,700 บาท ระยะเวลา 12 เดือน ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ สมาคมผู้บริโภคร้อยเอ็ด.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

‘แอ็กซิส’เผยกล้องวงจรปิดแข่งเดือดเทคโนโลยี ชี้ไทยโตสุดในอินโดไชน่า

'แอ็กซิส'เผยกล้องวงจรปิดแข่งเดือดเทคโนโลยี ชี้ไทยโตสุดในอินโดไชน่า

“แอ็กซิส” ย้ำส่วนแบ่งตลาดครองอันดับ 1 ในโลก ชี้แนวโน้มตลาดไทยยังเติบโต แม้ได้รับความนิยมต่อเนื่องมากว่า 3 ปี เดินหน้าสร้างความเข้าใจให้ลูกค้า หวังเพิ่มยอดรายได้กลุ่มเอกชน…

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. นางสาวแววดาว อาจารมารยาท ผู้จัดการฝ่ายขาย ประจำอินโดไชน่า บริษัท แอ็กซิส คอมมูนิเคชั่นส์ เปิดเผยว่า ตลาดกล้องวิดีโอตรวจรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วง 3 ปีก่อนหน้านี้ จากความต้องการใช้งานในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เป็นผลจากการทำตลาดอย่างจริงจังของบริษัทและการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านการสร้างความรู้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ โดยปัจจุบันแอ็กซิสมีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ของโลก ทั้งในกลุ่มกล้องวิดีโอระบบเครือข่ายและกล้องวงจรปิด ส่วนการทำตลาดในประเทศไทยนั้นบริษัททำตลาดโดยผ่านตัวแทนจำหน่าย 3 ราย โดยบริษัทมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ราคา 6,900-150,000 บาท ซึ่งประเทศไทยยังถือว่ามีอัตราการเติบโตสูงสุดในกลุ่มอินโดไชน่า จากการขยายตลาดในกลุ่มหน่วยงานภาครัฐ

ผู้จัดการฝ่ายขาย ประจำอินโดไชน่า บริษัท แอ็กซิส คอมมูนิเคชั่นส์ กล่าวว่า สำหรับการแข่งขันในตลาดกล้องวิดีโอตรวจรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยนั้น มีประมาณ 3-4 ราย เป็นแบรนด์จากญี่ปุ่น อเมริกา และยุโรป โดยแต่ละรายจะมีความแตกต่างด้านเทคโนโลยีที่ให้คุณสมบัติการใช้งานแตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ในปีนี้บริษัทจะใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ใช้งานได้ดีทั้งในที่แสงมากและแสงน้อย พร้อมรองรับการใช้งานให้ได้ทั้งภาพและเสียงซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของลูกค้า

นางสาวแววดาว กล่าวอีกว่า สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักในปีนี้บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับหน่วยงานภาครัฐ เทศบาลเมือง ร้านค้าปลีกที่มีสาขาจำนวนมาก รวมถึงภาคการศึกษา โดยเน้นขยายตลาดไปยังทุกกลุ่มด้วยแผนงานสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ร่วมมือกับพาตเนอร์เพื่อสร้างระบบอีโคซิสเต็มส์ในธุรกิจ พร้อมกับพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการใช้งานได้ดีขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากปัจจุบันที่มาจากกลุ่มลูกค้าภาครัฐ 60% เอกชน 40% เป็นภาครัฐ 50% และเอกชน 50% ให้ได้ภายในปีนี้

ผู้จัดการฝ่ายขาย ประจำอินโดไชน่า บริษัท แอ็กซิส คอมมูนิเคชั่นส์ กล่าวด้วยว่า ส่วนแนวโน้มความนิยมกล้องวิดีโอตรวจรักษาความปลอดภัยในประเทศไทยนั้น เชื่อว่าลูกค้าจะต้องการกล้องฯ ที่มีความละเอียดสูงขึ้น ติดตั้งและใช้งานง่าย แต่สามารถเป็นได้มากกว่าการรักษาหรือตรวจตราความปลอดภัย และสามารถใช้งานได้ดีในทุกสภาวะทั้งในพื้นที่แสงมากหรือแสงน้อย

นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์แนวโน้มกล้องวิดีโอตรวจรักษาความปลอดภัยในปี 2557 โดยระบุว่า เอชดีทีวี (High Definition TV) จะกลายเป็นมาตรฐานสำหรับกล้องวิดีโอตรวจรักษาความปลอดภัย และอาจจะมีเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า 4K ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงกว่าเอชดีทีวี เพื่อปรับปรุงคุณภาพของวิดีโอให้คมชัดสูงขึ้น กล้องสามารถใช้งานได้ดีขึ้นในตอนกลางคืน รวมถึงกล้องถ่ายภาพความร้อนที่จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น รวมถึงโซลูชั่นแบบเคลื่อนที่ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจดูภาพวิดีโอได้ทุกที่ทุกเวลา

นางสาวแววดาว กล่าวด้วยว่า จากสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน เชื่อว่าจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของแอ็กซิสโดยตรง แต่อาจทำให้ลูกค้าชะลอการลงทุนเนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องทางธุรกิจ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีโครงการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็นโครงการต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีการจัดทำโครงการจัดซื้อจัดจ้างก็ตาม.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

‘เจ้าจำปี’ ทุ่มกว่า300ล้าน ผุดไว-ไฟบนเครื่องบิน ลอตแรกเปิดใช้ก.พ.57

'เจ้าจำปี' ทุ่มกว่า300ล้าน ผุดไว-ไฟบนเครื่องบิน ลอตแรกเปิดใช้ก.พ.57

การบินไทย เผยบริการไว-ไฟบนฟ้าพร้อมให้เส้นทางบินต่างประเทศใช้แล้ว กลางเดือน ก.พ.นี้ เชื่อคนไทยใช้งานมากกว่านักท่องเที่ยวต่างชาติ แย้มมีแผนจับมือโอเปอเรเตอร์ เพื่อขยายบริการให้ครอบคลุมทุกลำ…

เมื่อวันที่ 29 ม.ค.2557 นายรังสิมันต์ โมกขะสมิต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเปิดให้บริการไว-ไฟ บนเครื่องบินนั้น บริษัทได้ทำการติดตั้งอุปกรณ์บนเครื่องบินไปแล้วกว่า 13 ลำ โดยแบ่งเป็นแอร์บัส เอ330-300 จำนวน 7 ลำ ใช้งบประมาณลำละ 20 ล้านบาท และแอร์บัส เอ380-800 อีก 6 ลำ ใช้งบประมาณลำละ 30 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในช่วงกลางเดือน ก.พ. 2557

เอ380-800

“จากเครื่องบินมากกว่า 100 ลำ เราทยอยติดตั้งฮาร์ดแวร์เพื่อให้บริการไว-ไฟบนเครื่องบินไปแล้วกว่า 13 ลำ คิดเป็นงบประมาณกว่า 320 ล้านบาท เพื่อรองรับเทรนด์การใช้งานแชตและโซเชียลเน็ตเวิร์กของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งเครื่องบินที่ให้บริการไว-ไฟนี้ จะเน้นให้บริการกับเส้นทางบินในต่างประเทศเป็นหลัก เนื่องจากเส้นทางบินในประเทศนั้นใช้ระยะเวลาสั้น และอาจไม่ได้รับความนิยมเท่ากับการเดินทางข้ามประเทศ แต่คาดว่าผู้โดยสารที่จะตอบรับและใช้บริการส่วนใหญ่นั้นจะเป็นผู้โดยสารชาวไทยที่เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อน หรือเดินทางกลับสู่ประเทศไทยมากกว่าชาวต่างชาติ” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ บมจ.การบินไทย กล่าว

เอ330-300

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับรูปแบบการให้บริการไว-ไฟนั้น ผู้โดยสารสามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และโน้ตบุ๊ก โดยสมาร์ทโฟนจะเริ่มต้นที่ 3MB และ 10MB ในราคา 4.50 ดอลลาร์ และ 14.50 ดอลลาร์ ตามลำดับ ส่วนแท็บเล็ตและโน้ตบุ๊กจะเริ่มต้นที่ 10MB ราคา 14.50 ดอลลาร์ และสูงสุดที่การใช้งาน 20MB

ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาและออกแบบผลิตภัณฑ์ บมจ.การบินไทย กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนการเพิ่มบริการไว-ไฟบนเครื่องบินไปยังทุกเส้นทาง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาและงบประมาณจำนวนมาก ซึ่งบริษัทมีแนวคิดขยายโครงสร้างธุรกิจในส่วนดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ให้บริการเครือข่าย (โอเปอเรเตอร์) ซึ่งถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเครือข่ายและบริการอินเทอร์เน็ตมากกว่าบริษัท โดยบริษัทจะได้เจรจาร่วมกับทุกราย แต่คาดว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้ ขณะเดียวกันบริษัทก็พิจารณาแผนงานด้านอื่น เช่น การพัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้บริการไว-ไฟ ควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นทางเลือกในการให้บริการแก่ผู้โดยสารของการบินไทย.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ลึกแต่ไม่ลับวิธีวัด ‘เรตติ้ง’ ทีวีดิจิตอล

ลึกแต่ไม่ลับวิธีวัด 'เรตติ้ง' ทีวีดิจิตอล

?เรตติ้ง? คือตัวเลขที่จะชี้วัดความสำเร็จ ในการดำเนินธุรกิจสื่อโทรทัศน์ แล้วการวัดเรตติ้งทีวีดิจิตอลจะทำอย่างไร เพราะทีวีช่องต่างๆ ก็ไม่มั่นใจเรื่องของการวัดเรตติ้ง ไทยรัฐออนไลน์ เลยไปถามคนในวงการ และมือวัดเรตติ้งชั้นนำ “เอจีบีนีลเส็น” เพื่อหาคำตอบให้…

?เรตติ้ง? กลายเป็นเครื่องมือระดับสากล ที่จะชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจสื่อโทรทัศน์ สถานีไหนหรือรายการไหนมีเรตติ้งสูง หมายถึง ความนิยมของรายการ ความนิยมของสถานีพุ่งสูง สิ่งที่จะตามมาก็คือ รายได้ เพราะเจ้าของสินค้า หรือเอเจนซี่โฆษณามักจะยึดเอา ?เรตติ้ง? เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจซื้อโฆษณาในสื่อทีวี

แม้ปัจจุบันจะมีสื่อโทรทัศน์ที่เป็นสื่อทางเลือกใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย นอกจากฟรีทีวีที่ครองตลาดเดิมมาอย่างยาวนาน ยังมีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิลทีวี และทีวีดิจิตอล ที่กำลังจะเริ่มออกอากาศในราวเดือนเมษายนนี้ แน่นอนว่า สื่อเหล่านี้ยังคงต้องอาศัย ?เรตติ้ง? เป็นเครื่องมือชี้วัดความสำเร็จ และนำทางไปสู่การสร้างรายได้

คำถามที่ตามมาคือ การวัดเรตติ้งทีวีดิจิตอลจะทำอย่างไร เพราะในมุมของเจ้าของช่องต่างๆ ยังแสดงท่าทีไม่มั่นใจเรื่องของการวัดเรตติ้ง

อย่าง อากู๋ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นห่วงว่า ?ยังไม่มีการวัดเรตติ้งที่แน่นอน ทำให้เป็นห่วงว่าจะหารายได้อย่างไร?

ขณะที่บางกระแสก็ว่า กสทช. เลือก เอซีเนลสัน เจ้าเดิม ให้เข้ามาทำหน้าที่วัดเรตติ้งทีวีดิจิตอลเรียบร้อยแล้ว

แต่ พ.อ.นที?ศุกลรัตน์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)?ระบุว่า?เปิดโอกาสให้ทุกบริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการวัดเรตติ้ง?โดยไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทใดบริษัทหนึ่ง?และ?กสทช.?จะไม่เข้าไปมีส่วนร่วม?หรือจัดทำการวัดเรตติ้งเอง

ด้าน “เฮียฮ้อ” สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร?บริษัท?อาร์เอส มองว่า การวัดเรตติ้งในปัจจุบันของนีลเส็น มีความเป็นสากลพอสมควร แต่ควรปรับปรุงให้เหมาะสมตามการบริโภคสื่อโทรทัศน์ของไทย ที่ดูผ่านฟรีทีวี และทีวีดาวเทียม พร้อมทั้งประกาศสนับสนุนให้มีหน่วยงานกลางเข้ามาดูแลด้านเรตติ้งเพื่อให้เหมาะสมและเป็นกลาง

นีลเส็น ปรับแผนวัดเรตติ้ง

ถามไปยังบริษัทเอจีบี?นีลเส็น?มีเดีย?รีเสิร์ช?จำกัด?ผู้วัด ?เรตติ้ง? ตัวจริง?นายสินธุ์?เภตรารัตน์?กรรมการผู้จัดการ?บริษัทเอจีบี?นีลเส็น?มีเดียรีเสิร์ช?จำกัด?ระบุว่า?การวัดเรตติ้งทีวีดิจิตอล จะแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน วิธีแรก คือ เทคโนโลยีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน?นำกล่องที่เรียกว่า Peeple Meter Current System?ติดตั้งที่บ้านของกลุ่มตัวอย่าง และวัดด้วยการตรวจจับแบนเนอร์ที่ปรากฏขึ้นบนจอ?เมื่อผู้ชมกดรีโมต หรือกดเปลี่ยนช่องทีวี?เครื่องมือจะบันทึกไว้?วิธีนี้เป็นวิธีที่?นีลเส็น?ดำเนินการมากว่า?20?ปี

สำหรับการวัดด้วย People Meter จะเริ่มวัดในราวเดือนเมษายน ภายใต้เงื่อนไขมัสต์แครี่ ที่ กสทช.กำหนดให้ทั้งจานดาวเทียม และเคเบิลทีวีรับสัญญาณทีวีดิจิตอลไปออกอากาศด้วย โดยขนาดกลุ่มตัวอย่าง?อยู่ที่ 1,800?หลังคาเรือน หรือ 6,300?คน

วิธีการวัดเรตติ้งทีวีดิจิตอลสเต็ปที่ 2 จะแบ่งเป็น 2 เฟส ใช้วิธีการเพิ่มจำนวนกลุ่มตัวอย่าง เฟสแรกเพิ่มจาก 1,800 ครัวเรือน เป็น 2,000 ครัวเรือน หรือ 7,000 คน โดยเริ่มเพิ่มในไตรมาส 2 ของปีนี้

เฟสที่ 2 จะขยายกลุ่มตัวอย่างเพิ่มเป็น 2,200 ครัวเรือน หรือ 7,700 คน โดยจะเริ่มในต้นปีหน้า ซึ่งจะวัดจากผู้ชมทุกแพลตฟอร์ม

“นักสถิติได้มีการคำนวณแล้วว่า?2,200?ครัวเรือน เป็นสัดส่วนที่เหมาะสมกับประเทศไทย?และมีความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ โดยค่าเบี่ยงเบน (ความคลาดเคลื่อน)?ของการวัดเรตติ้งตอนนี้อยู่ที่?7%?แต่ถ้าเพิ่มกลุ่มตัวอย่าง?ค่าเบี่ยงเบนจะลดลงมาประมาณ?0.6% ฉะนั้น?หากกลุ่มตัวอย่างยิ่งมีจำนวนมาก?ก็จะยิ่งดี” กก.ผจก. นีลเส็นกล่าว

นอกจากนี้จะมีเครื่องมือวัดเรตติ้งแบบใหม่ ?คือ?เครื่องมือตรวจจับด้วยเสียง?เป็นเครื่องมือที่ใช้เฉพาะโทรทัศน์ที่มี ฟังก์ชั่นรองรับดิจิตอลทีวี?โดยเครื่องตรวจจับเสียงจะแปลงเสียงจากช่องโทรทัศน์ที่ผู้ชมเปิด?มาเป็นโค้ดช่อง?เพื่อระบุว่า?เสียงที่ตรวจจับมา?เป็นของช่องใด

ตามแผน บริษัทจะทำการติดตั้งเครื่องวัดเรตติ้งให้ครบตามที่ตั้งเป้าไว้?ภายในปี?2015?ก่อนที่การออกอากาศจะครอบคลุม ทั่วประเทศในอีก?4?ปี และเริ่มวัดตั้งแต่วันแรกที่ออกอากาศ

เจ้าของสินค้ายังยึดเรตติ้ง

มาฟังมุมมองจากเจ้าของสื่อในฐานะผู้ใช้งบประมาณบ้าง จากการจัดอันดับของสมาคมมีเดียเอเจนซี่และธุรกิจโฆษณาแห่งประเทศไทย?พบว่า?บริษัท?โคคา-โคลา?(ประเทศไทย)?จำกัด?เป็น?1?ใน10?อันดับของบริษัทที่ใช้งบโฆษณามากที่สุด?ในปี?2556?ที่?1,788?ล้านบาท

ล่าสุดสำหรับการประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางการตลาดครั้งแรกของปี?2557?นายฐานันท์?สุวรรณรักษ์?ผู้จัดการฝ่ายการตลาด?แผนกพัฒนาธุรกิจ?บริษัท?โคคา-โคลา?(ประเทศไทย)?จำกัด?ระบุว่า?ใช้งบการตลาดร้อยละ?50?ใช้ในสื่อทีวีไม่ว่าจะเป็นฟรีทีวี?เคเบิลทีวี?และทีวีดาวเทียม?เนื่องจากผลสำรวจพบว่า?สื่อทีวีเป็นสื่อที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ มากที่สุด

สำหรับสื่อใหม่อย่างทีวีดิจิตอล ที่แม้จะมีสถานะเป็นฟรีทีวี แต่โคคา-โคลา?จะขอดูการตอบรับของผู้บริโภคว่า ช่องใดที่ได้รับผลตอบรับที่ดีที่สุดก่อนจะตัดสินใจเทงบลงไปในช่องนั้นๆ?โดยจะอาศัยข้อมูลที่มีอยู่?และข้อมูลจากการวัดเรตติ้ง

“เรายังคงต้องตัดสินใจซื้อสื่อ โดยวัดจากเรตติ้ง?และปัจจัยอื่นๆ?เรายึดผู้บริโภคเป็นหลัก?ถ้าเทรนด์ไปทางไหน?เราก็จะตาม?แต่ตอนนี้ยังไม่แน่นอน?ต้องดูต่อไปเรื่อยๆ” นายฐานันท์ กล่าว

อีกไม่นานเกินรอ ทีวีดิจิตอล 24 ช่อง จะเผยโฉมออกมา มีหลายช่องปรับโฉมจากโทรทัศน์ดาวเทียมเดิม ขณะที่บางช่องเป็นน้องใหม่แกะกล่อง เวทีนี้การแข่งขันดุเดือดแน่นอน และแม้ว่าผู้ซื้ออย่างเจ้าของสินค้าจะตัดสินใจลงโฆษณาในสื่อทีวีโดยอาศัยข้อมูลจากเรตติ้ง แต่อาจไม่ใช่ทั้งหมด เพราะหลายเสียงพูดตรงกันว่าหากคอนเทนต์ชนะใน “คนดู” ก็จะชนะใจกรรมการเช่นกัน ซึ่งหมายถึงการยืนอยู่ได้อย่างมั่นคง และยาวนานในสนามนี้.

?

?

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

กสทช.ลุยสอบทรู เบี้ยวแจกมือถือลูกค้าย้ายไปทรูมูฟเอช

กสทช.ลุยสอบทรู เบี้ยวแจกมือถือลูกค้าย้ายไปทรูมูฟเอช

กสทช.ฝ่ายคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม รับเรื่องพร้อมลุยสอบข้อเท็จจริง หลังมีประชาชนที่ใช้บริการทรูมูฟฯ ร้องเรียน ค่ายมือถือจัดแคมเปญแจกฟรีโทรศัพท์มือถือ ลวงลูกค้าอัพเกรดบริการจากทรูมูฟเป็นทรูมูฟเอช แต่กลับม่ีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข ตัดสิทธิ์ลูกค้าหลายราย…

จากกรณีสัญญาสัมปทานการใช้คลื่น 1800 MHz ของบริษัททรูมูฟฯ สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 15 ก.ย. 56 และคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อนุญาตให้บริษัทให้บริการต่ออีก 1 ปี ในนามการเยียวยาผู้ใช้บริการ โดยมีเงื่อนไขว่า ให้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการย้ายออกโดยเร็ว

ทำให้ตั้งแต่ช่วงเดือน ก.ย. 56 เป็นต้นมา ทางบริษัททรูมูฟฯ ได้ประชาสัมพันธ์แคมเปญผ่านทางเว็บไซต์ และ SMS เชิญชวนลูกค้าให้อัพเกรดบริการโทรศัพท์มือถือจากทรูมูฟ บนคลื่นความถี่ 1800 MHz มาเป็นทรูมูฟเอช ภายใต้แรงจูงใจที่ว่า ผู้ใช้บริการจะได้รับมือถือซัมซุง ฮีโร่ 3G หรือโนเกีย 208 3G หรือรุ่นที่เทียบเท่า หากมีการอัพเกรดภายใน 31 ต.ค. 56 และมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 56 โดยสามารถรับเครื่องได้หลัง 31 ธ.ค. 56 ซึ่งทางบริษัทจะมี SMS แจ้งกำหนดให้ทราบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า ในช่วงปลายเดือน ธ.ค. ผู้ใช้บริการหลายรายที่อัพเกรดเป็นทรูมูฟเอช โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ระบบเติมเงิน ก็ทยอยได้รับข้อความ SMS แจ้งว่า ไม่มีสิทธิ์ได้รับมือถือฟรี เนื่องจากไม่มีการเติมเงิน และไม่มีการใช้งานตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งภายหลังการสอบถามไปยังบริษัท ทรูมูฟฯ ก็ได้รับการชี้แจงว่า ในกรณีของผู้ที่ใช้ระบบเติมเงิน จะต้องใช้บริการทรูมูฟเอชด้วยการเติมเงินและโทรออก หรือเติมเงินและใช้งานอินเทอร์เน็ตในเดือน พ.ย. และเดือน ธ.ค. 56 ส่วนกรณีผู้ที่ใช้ระบบรายเดือน จะต้องไม่มีค่าบริการค้างชำระในวันที่มารับเครื่อง

ขณะเดียวกัน ก็มีผู้ใช้บริการบางรายอ้างว่า ที่ผ่านมาได้มีการเติมเงินและใช้งานมือถืออย่างต่อเนื่อง เพราะว่าใช้เป็นเบอร์หลัก แต่ยังคงได้รับ SMS แจ้งว่าไม่มีสิทธิ์เช่นกัน และบางรายได้รับคำชี้แจงว่า เป็นเพราะไม่ได้ใช้โปรโมชั่นตามกำหนด ที่ต้องอยู่ในระดับอัตราค่าบริการเดือนละ 799 บาทขึ้นไป

บรรดาผู้ใช้บริการที่ไม่พอใจ ได้ตั้งกระทู้เปิดโปงปัญหาและแสดงความเห็นผ่านเว็บไซต์พันทิปในกระทู้ (บริษัททรูโกง ออกแคมเปญล่อให้เกิด “การโอนย้ายแบบยินยอมสมัครใจ” แล้วหาข้ออ้างไม่แจกมือถือให้ครบทุกคนที่ย้ายมา) โดยส่วนใหญ่เห็นว่า บริษัททรูมูฟฯ หลอกลวงผู้บริโภค เนื่องจากเงื่อนไขตอนแรกระบุเพียงว่า ให้มีการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ทำให้เข้าใจว่า เพียงรักษาเบอร์ให้อยู่ในระบบจนถึงสิ้นปีก็เพียงพอแล้ว แต่บริษัทกลับมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้า หรือไม่มีการแจ้งเงื่อนไขให้ชัดเจนตั้งแต่แรก จนเป็นเหตุให้หลายคนถูกตัดสิทธิ์ แม้จะมียอดเงินและจำนวนวันคงเหลือในระบบก็ตาม ทั้งนี้ ล่าสุด มีผู้ตั้งกระทู้รับที่จะรวบรวมรายละเอียดหลักฐาน และร่วมกันเข้าชื่อร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กสทช. และ สคบ. แล้ว ในกระทู้ (รับเรื่องรวบรวมรายชื่อ ฟ้อง สคบ. และ กสทช. กรณี ไม่ได้รับโทรศัพท์ ทรู)

นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิเสรีภาพของประชาชน กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ได้มอบหมายให้สำนักงาน กสทช. เร่งติดตามปัญหาที่เกิดขึ้น และจัดประชุมกับทางบริษัท ทรูมูฟ เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและเร่งแก้ไขปัญหาแล้ว โดยให้เชิญทรูมูฟและทรูมูฟเอชมาคุย ว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อะไรถูกกฎหมาย อะไรผิดกฎหมาย ซึ่งส่วนหนึ่งมีการตั้งประเด็นว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของ กสทช.หรือไม่ ส่วนที่เห็นว่าไม่ก็คืออ้างว่า เพราะเป็นเรื่องเครื่อง ไม่ใช่บริการ แต่ผมคิดว่ากรณีนี้ไม่ใช่ว่าจู่ๆ บริษัทแจกเครื่องเอง แต่เป็นเงื่อนไขที่ผูกกับการเสนอย้ายค่าย จึงเป็นการสัญญาว่าจะให้เครื่องต่อเนื่องจากสัญญาคงสิทธิเลขหมาย เพราะฉะนั้น ก็ถือเป็นสัญญาโทรคมนาคมด้วย ซึ่งอยู่ในอำนาจของ กสทช.ที่ต้องกำกับดูแล

กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีประเด็นว่าถ้าเครื่องที่แถมมีการล็อกความถี่ให้ใช้กับทรูมูฟเอชเท่านั้น ใช้กับเครือข่ายอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นเรื่องจริงก็ต้องพิจารณาด้วยว่า ตอนที่โฆษณาได้บอกเรื่องนี้หรือเปล่า ถ้าไม่บอกไว้ก่อน ต้องถือว่าโทรศัพท์ที่ให้ต้องเป็นโทรศัพท์ปกติที่ใช้ในประเทศไทยกับรายใดก็ได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ ไปบล็อกได้แล้ว ต้องดูด้วยว่าถ้ามีการบล็อกคลื่นจะถือเป็นเครื่องคนละรุ่นที่แตกต่างจากตอนได้รับการตรวจอนุญาตให้นำเข้าหรือเปล่า คือ มันจะมีประเด็นเกี่ยวเนื่องขยายออกมาอีก

นายประวิทย์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นนี้ ชัดเจนว่าผู้บริโภคกำลังรู้สึกว่าถูกหลอก ซึ่ง กสทช.ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะต้นทางของเรื่องก็เกี่ยวข้องกับนโยบาย กสทช. ที่ให้มีมาตรการเยียวยาบนคลื่น 1800 อีก 1 ปี นั่นเอง โดยได้ทำบันทึกภายในให้นโยบายกับสำนักงาน กสทช. ตั้งแต่เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ที่ผ่านมา และวันถัดมา ในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม ยังได้หยิบยกประเด็นเสนอต่อที่ประชุมแล้ว เนื่องจากมีวาระที่มีการพิจารณาเกี่ยวกับแผนการคุ้มครองผู้ใช้บริการ 1800 พอดี.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

กสทช.ตอบไม่ชัดขึ้นราคาเซตท็อปบ็อกซ์ทีวีดิจิตอลหรือไม่

กสทช.ตอบไม่ชัดขึ้นราคาเซตท็อปบ็อกซ์ทีวีดิจิตอลหรือไม่

เลขาฯ กสทช.เผย อาจปรับราคาเซตท็อปบ็อกซ์ใหม่ ตามยอดการประมูลทีวีดิจิตอลที่สูงขึ้น โดยจะเสนอกับ กทปส.อีกครั้ง ขณะที่กรรมการ กทปส.ชี้ นำเข้าเซตท็อปบ็อกซ์ในราคาที่สูงขึ้น เพื่อให้ได้คุณภาพการรับชมที่ดีต่อประชาชนทั้ง 22 ล้านครัวเรือน แต่ไม่ยืนยันขึ้นราคาหรือไม่ ย้ำขั้นต่ำยังอยู่ที่ 690 บาท…

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2557 นายฐากร ตัณฑสิทธ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า ในส่วนของทุนโทรคมนาคมปีนี้ได้รับเข้ามาจาก บริการโทรคมนาคมพื้นฐานทั่วไปและบริการเพื่อสังคม หรือยูโซ่ (USO) ประมาณ 5 พันล้านบาท และเงินประมูลทีวีดิจิตอลที่คาดว่าจะได้รับภายใน 15 ก.พ. นี้ จำนวน 1,100 ล้านบาท โดย กสทช. จะให้ทางกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ กทปส.เป็นผู้พิจารณาอีกทีว่าจะนำไปใช้จ่ายในส่วนใดบ้าง ซึ่งจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ โดยตามที่คณะกรรมการเคยแจ้งไว้ว่าอยากไปทำ เซตท็อปบ็อกซ์? (Set-Top-Box) โดยจะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะบริหารกองทุนอีกที โดยคาดว่าอาจปรับราคาเซตท็อปบ็อกซ์สูงขึ้น ตามยอดการประมูลที่สูง

ด้าน นายพนา ทองมีอาคม กรรมการ กทปส. กล่าวถึงเหตุที่อาจจะมีการปรับราคาเซตท็อปบ็อกซ์สูงขึ้นว่า การประมูลทีวีดิจิตอลครั้งนี้ได้ราคาที่สูง จึงอาจมีการนำเข้าเซตท็อปบ็อกซ์ในราคาที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้คุณภาพการรับชมที่ดีต่อประชาชนทั้ง 22 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะปรับขึ้นหรือไม่ ทั้งนี้ ต้องรอการหารือเพื่อดูความเหมาะสมในการตั้งราคาของทาง กสทช. และทาง กทปส.อีกที โดยขั้นต่ำที่จะพร้อมให้กับประชาชนอยู่ที่ 690 บาท

กรรมการ กทปส. กล่าวด้วยว่า USO เข้ามา 5 พันกว่าล้าน จะใช้ในส่วนทุนคมนาคม ส่วนเงินประมูลจากการกระจายเสียงเข้ามาประมาณ 1 หมื่น 1 พันล้าน จะให้ทางคณะกรรมการเป็นผู้พิจารณาอีกทีว่าจะนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ซึ่งทางคณะกรรมการที่แจ้งไว้คืออยากนำไปทำเซตท็อปบ็อกซ์ ซึ่งจะนำเรื่องนี้เสนอต่อคณะบริหารกองทุน เพื่อพิจารณาในเบื้องต้นก่อนแล้วตามด้วยบอร์ดของ กสทช. ที่เป็นไปตามกระบวนการ โดยตอนนี้ยังไม่มีทีวีเจ้าไหนมาจ่าย ทั้งนี้ กำหนดวันสิ้นสุดไว้วันที่ 15 ก.พ. ในส่วนของเงินที่ไปทำเซตท็อปบ็อกซ์ ราคา 690 บาท ต่อ 1 ครัวเรือน ด้วยราคาประมูลที่สูงขึ้น อาจมีการปรับเพิ่มราคาของเซตท็อปบ็อกซ์.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:

ไมโครซอฟท์แนะอัพเกรดวินโดวส์8 ปัดเป่าสิ่งไม่ดีจากพีซีรับตรุษจีน

ไมโครซอฟท์แนะอัพเกรดวินโดวส์8 ปัดเป่าสิ่งไม่ดีจากพีซีรับตรุษจีน

ไมโครซอฟท์แนะอัพเกรดวินโดวส์ 8 ปัดเป่าสิ่งไม่ดีจากพีซีรับตรุษจีน เตือนผู้ที่ใช้งานตามบ้าน และองค์กรที่ยังใช้ Windows XP และ Office 2003 ให้รีบเปลี่ยนไปใช้วินโดวส์เวอร์ชั่นใหม่ก่อนที่ไมโครซอฟท์ จะยุติการสนับสนุนการอัพเดตทั้งหมดใน 8 เม.ย.นี้…

นายรชฏ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดวส์ และเซอร์เฟซ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วันตรุษจีนที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองของการเริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นทางการตามประเพณีของชาวจีน ชาวจีนยังถือเอาช่วงเวลาก่อนถึงวันตรุษจีนเป็นการทำความสะอาดเก็บกวาดบ้านเรือนให้สะอาดเรียบร้อย เพื่อเป็นสิริมงคลต้อนรับปีใหม่และสิ่งดีๆ ที่กำลังจะเข้ามา

ผจก.กลุ่มธุรกิจและการตลาดวินโดวส์ และเซอร์เฟซ บริษัทไมโครซอฟท์ กล่าวต่อว่า ไมโครซอฟท์ จึงถือโอกาสนี้ แนะนำผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั้งผู้บริโภคทั่วไปและภาคธุรกิจในประเทศไทย ให้หันมาดูแลอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำงานและการทำธุรกิจของคุณ เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณห่างไกลไวรัสและมัลแวร์ที่เป็นอันตราย ด้วยการอัพเกรดซอฟต์แวร์ให้ทันสมัย ไม่ให้กลายเป็นเป้าโจมตีของอาชญากรรมทางไซเบอร์ ก่อนที่ไมโครซอฟท์จะยุติการสนับสนุนระบบปฏิบัติการ ?Windows XP และ Office 2003 ในวันที่ 8 เม.ย. 2557 ที่จะถึงนี้

“ขณะนี้เหลือระยะเวลาอีกเพียงไม่ถึง 2 เดือน และยังพบว่า 1 ใน 4 ของคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานในประเทศไทย ยังใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่มีอายุถึง 11 ปีแล้ว ซึ่งไม่มีความสามารถในการรับมือกับการโจมตีที่ซับซ้อนผ่านระบบไซเบอร์ได้ รวมทั้งยังไม่สามารถสนองตอบต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้น ทั้งในแง่การปกป้องข้อมูลส่วนตัว และการเพิ่มประสิทธิผลอีกด้วย ไมโครซอฟท์จึง แนะนำให้ผู้ที่ยังใช้ Windows XP อัพเกรดไปเป็นระบบปฏิบัติการ Windows 7 หรือ Windows 8 ในทันที” นายรชฏ กล่าว

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2557 เป็นต้นไป ไมโครซอฟท์จะยุติการอัพเดตระบบรักษาความปลอดภัย การซ่อมแซมระบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัย หยุดให้บริการด้านเทคนิคทางโทรศัพท์ และจะไม่มีการอัพเดตข้อมูลด้านเทคนิคผ่านระบบออนไลน์สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows XP อีกต่อไป นั่นแปลว่าผู้ใช้จะไม่ได้รับการอัพเดตต่างๆ ที่จะสามารถช่วยปกป้องคอมพิวเตอร์จากไวรัสอันตราย สปายแวร์ และซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายอื่นๆ และผลที่ตามมาก็คือระบบอาจหยุดทำงานหรือปัญหาซอฟต์แวร์ที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ โดยรายงานจาก Microsoft?s Security Intelligence Report ฉบับที่ 14 ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนเมษายน 2556 ระบุว่า Windows XP ที่ติดตั้ง Service Pack 3 มีความเปราะบางมากกว่า Windows 8 RT 32-bit ถึง 14 เท่า และมีความเปราะบางมากกว่า Windows 8 RT 64-bit ถึง 56.5 เท่า.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

โลกาภิวัตน์ 29/01/57

โลกาภิวัตน์ 29/01/57

หมอกปนฝุ่นภูเขาไฟ

ภาพถ่ายจากดาวเทียมขององค์-การอวกาศสหรัฐฯ เหนือเมือง ?วานูอาตู? ทางใต้ของมหาสมุทรแปซิฟิก เห็นกลุ่มหมอกปนฝุ่นภูเขาไฟปกคลุมท้องฟ้า? หมอกปนฝุ่น ภูเขาไฟจะมีสีเหมือน สีน้ำเงิน?เทาอ่อน เป็นหมอกที่มีฝุ่นละอองจากภูเขาไฟ เป็นแกนให้ไอน้ำเกาะ.

70 ปี สงครามโลกครั้งที่ 2
ทางการรัสเซียได้จัดสร้างฉากเหตุ-การณ์ เมื่อทหารกองทัพแดง (ขวา) ต่อสู้กับทหารนาซี (ซ้าย) ในศึกเลนินกราด ซึ่งเดี๋ยวนี้เปลี่ยนชื่อเป็น เมืองเซนต์ ปีเตอร์ส-เบิร์กไปแล้ว อันเป็นการรบที่ดุเดือดครั้งหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทัพเยอรมันได้บุกเข้าล้อมเมืองและตีแตกลง เมื่อวันที่ 18 ม.ค. พ.ศ. 2486 แต่ก็ต้องทิ้งเมืองแตกพ่ายเมื่อวันที่ 27 ม.ค. พ.ศ. 2487 หลังจากยึดได้แค่ปีเดียว เนื่องในวันที่ระลึกครบรอบ 70 ปีของศึกนั้น.

วงแหวนดาวเสาร์

ภาพถ่ายวง แหวนดาวเสาร์ ด้วยกล้องรังสีอัลตราไวโอเลต ของยานอวกาศ ?แคสซินี่? ของสหรัฐฯเพื่อใช้ในการวิเคราะห์อนุภาคที่อยู่ภายในวงแหวน ภาพถ่ายจากระยะห่าง 1 ล้าน กม.

เมืองนวัตกรรม

นครซานโต โดมิงโก ได้รับเลือก ด้วยการออกเสียงทางอินเตอร์เน็ตให้เป็นเมือง นวัตกรรมแห่งปี โดยการจัดของหนังสือพิมพ์ วอลล์ สตรีท เจอร์นัลกับซิตี้ กรุ๊ป จากการพัฒนา ระบบขนส่งมวลชน ห้องสมุดสาธารณะและ ติดตั้งบันไดเลื่อนตามโรงเรียนและย่านสลัมคนจน.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

ซีเกทบุกจีน ส่งฮาร์ดดิสก์อัลตร้าโมบายลงในแท็บเล็ตพีซีใหม่ของไฮเออร์

ซีเกทบุกจีน ส่งฮาร์ดดิสก์อัลตร้าโมบายลงในแท็บเล็ตพีซีใหม่ของไฮเออร์

ซีเกท บุกเมืองจีน หลังแท็บเล็ต/พีซีขนาด 13 นิ้ว รุ่นแรกของไฮเออร์ Sailing P13A เลือกใช้ฮาร์ดดิสก์แบบอัลตร้าโมบายล์ มีความจุในการจัดเก็บข้อมูลสูงถึง 500 กิกะไบต์ หรือมากกว่าความจุแท็บเล็ตปกติขนาด 64 GB ถึง 7 เท่า และมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกับอุปกรณ์แฟลช…

บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) ประกาศว่า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ รุ่นอัลตร้าโมบายล์ของซีเกท (Seagate Ultra Mobile HDD) จะถูกนำไปใช้ในแท็บเล็ต/พีซีขนาด 13 นิ้ว ของไฮเออร์ คอมพิวเตอร์คือ รุ่นเดอะ เซลลิ่ง พี 13 เอ (the Sailing P13A) นอกจากนี้ ทางบริษัทยังเปิดเผยว่า ไฮเออร์ คอมพิวเตอร์ได้เลือกฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ของซีเกทให้เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสำหรับเครื่องพีซีทั้งหมดของบริษัท

นางสาวแซนดี้ ซัน รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของซีเกท ประเทศจีน กล่าวว่า ซีเกทมีความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับไฮเออร์ และมีความมุ่งมั่นในการร่วมกันพัฒนาเครื่องพีซีชั้นนำในอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และผลิตภัณฑ์ เดอะ เซลลิ่ง พี 13 เอ ก็เป็นหนึ่งในความร่วมมือของเรา ด้วยฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ รุ่นอัลตร้าโมบายล์ของซีเกท ทำให้ผลิตภัณฑ์รุ่นพี 13 เอ ทำให้ไฮเออร์สามารถติดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีความจุสูงเข้าไปยังทั้งแท็บเล็ต/พีซี ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถสนุกสนานกับข้อมูลของพวกเขาในรูปแบบของแท็บเล็ตทั้งในบ้าน ขณะที่พวกเขาเดินทาง และทุกๆ ที่

ภาพอัลตร้าบุ๊ก จาก : enorth

รองประธานและผู้จัดการทั่วไปของซีเกท ประเทศจีน กล่าวอีกว่า การนำมาซึ่งขุมพลัง ประสิทธิภาพในการทำงาน และความน่าเชื่อถือที่เหมือนกับแฟลชไดรฟ์ เมื่อถูกติดตั้งเข้าไปในแท็บเล็ต ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ รุ่นอัลตร้าโมบายล์ของซีเกท จะทำให้แท็บเล็ตรุ่นดังกล่าวมีความจุสูงกว่าแท็บเล็ตที่มีความจุ 64 กิกะไบต์รุ่นเดิมถึง 7 เท่า ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่มีความจุ 500 กิกะไบต์นี้ นำมาซึ่งความจุในการจัดเก็บข้อมูลที่สูงสุดในผลิตภัณฑ์ที่มีขนาดเล็ก และบางเป็นพิเศษ ในขณะที่สามารถจัดเก็บภาพนิ่งได้มากถึง 100,000 ภาพ จัดเก็บเพลงได้มากถึง 125,000 เพลง หรือจัดเก็บวิดีโอ และภาพยนตร์ที่มีความคมชัดสูงได้นานถึง 62 ชั่วโมง

เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์พกพา ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ รุ่นอัลตร้าโมบายล์ของซีเกท จึงติดตั้งเซ็นเตอร์ ซีโร่ กราวิตี้ (Zero Gravity Sensor) ของซีเกท ซึ่งทำให้สามารถจัดการกับภาวะ shock ได้ดียิ่งขึ้น การติดตั้งปุ่มเปิด-ปิด ซัพพอร์ตไดรฟ์ในขณะที่อยู่ในโหมด sleep, standby และ idle ทำให้มันใช้พลังงานต่ำเพียง 0.14 วัตต์ และซัพพอร์ตการใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น ซึ่งเครื่องแท็บเล็ตต้องการ

ด้านนางสาวซู เซาลิน ผู้จัดการทั่วไปของไฮเออร์ คอมพิวเตอร์ กล่าวว่า เรามีความสัมพันธ์อันดีกับซีเกทตลอดระยะเวลากว่าสิบปี ความร่วมมือกับซีเกททำให้ไฮเออร์สามารถจัดส่งผลิตภัณฑ์ที่มีความทันสมัยที่สุดในอุตสาหกรรม เช่นเดียวกับการนำมาซึ่งการเติบโตในประเทศจีนสำหรับทั้งสองบริษัท ผลิตภัณฑ์ รุ่นเดอะ เซลลิ่ง พี 13 เอ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ และเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีความจุในการจัดเก็บข้อมูลสูงในรูปแบบแท็บเล็ต/พีซี ที่บางและเบาที่สุดที่มีอยู่ในท้องตลาดในปัจจุบัน และเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดเกี่ยวกับความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ของไฮเออร์และซีเกท.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

ชาวโซเชียลใช้ Pinterest แชร์บนโลกออนไลน์มากกว่าอีเมล์

ชาวโซเชียลใช้ Pinterest แชร์บนโลกออนไลน์มากกว่าอีเมล์

เว็บไซต์ wired อ้างรายงาน Consumer Sharing Trends พบว่าสื่อโซเชียล พินเทอเรสต์ (Pinterest) ได้แซงหน้าอีเมล์ ในการเป็นช่องทางแบ่งปันข่าวสารไปยังโลกออนไลน์ครั้งแรก โดยมีการเติบโตถึง 58% ในปี 2013 ขณะที่อีเมล์ การเติบโตติดลบ 11%…

เว็บไซต์ wired อ้างรายงาน Consumer Sharing Trends ในไตรมาสที่ 4 ปี 2013 ของ ShareThis โดยนายเคิร์ท อับราฮัมสัน ที่ศึกษาผู้บริโภคว่าการแชร์ข่าว ภาพถ่าย และวิดีโอ อะไร ที่ไหน อย่างไรในโลกออนไลน์ พบว่า พินเทอเรสต์ (Pinterest) ได้แซงหน้าอีเมล์ ในการเป็นช่องทางแบ่งปันข่าวสารไปยังโลกออนไลน์ครั้งแรก และยังมีสัดส่วนที่เหนือกว่าเครือข่ายสังคมออนไลน์ช่องทางอื่นๆ อันเป็นสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์ดิจิตอลโดยสังคมออนไลน์

ขณะนี้ ผู้บริโภคเพียงแค่พินนิ่ง หรือปักหมุดในบทความ ภาพถ่าย หรือสิ่งที่ต้องการแบ่งปันแก่เพื่อนๆ มากกว่าการส่งฟอร์เวิร์ดเมล์แบบในอดีต โดยพินเทอเรสต์มีการเติบโตถึง 58% ในปี 2013 เป็นช่องทางที่แบ่งปันคอนเทนต์ที่เติบโตได้รวดเร็วที่สุด ตามมาด้วยเฟซบุ๊ก (Facebook) และลิงก์อิน (LinkedIn)?

ข้อเท็จจริงที่ว่า พินเทอเรสต์ ยังเป็นช่องทางที่ค่อนข้างใหม่ เมื่อเทียบกับสังคมออนไลน์อื่นๆ ที่แซงหน้าอีเมล์ อันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ผู้คนใช้กันมายาวนานหลายทศวรรษ เป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างที่ตอบสนองที่รวดเร็ว ต่อความต้องการ และพฤติกรรมของผู้บริโภค ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ในรายงานของ ShareThis ระบุว่า Pinterest และ LinkedIn มีอัตราการเติบโต 58% และ 40% ตามลำดับ ในปี 2013 แซงหน้าทวิตเตอร์ ที่มีการเติบโตเพียง 15% ขณะที่อีเมล์มีการเติบโตติดลบ 11% ในขณะที่ยอดแชร์และยอดคลิกกลับของพินเทอเรสต์ในปี 2013 เทียบกับปี 2012 ผู้บริโภคมีการแชร์เนื้อหาบ่อยกว่าปีก่อนถึง 37% และไม่ใช่แค่แชร์อย่างเดียว แต่ยังมีการปฏิสัมพันธ์ที่เพิ่มขึ้น จากอัตราการคลิกที่แชร์กลับไปดู (click-backs per share) ถึง 12.6%

ช่วงเวลาที่ผู้คนในสหรัฐฯ แชร์ข้อมูลมากที่สุด อยู่ระหว่าง 06.00-09.00 น. สำหรับฝั่งตะวันออก ขณะที่ฝั่งตะวันตกเริ่มก่อนใครเพื่อน ตั้งแต่ 07.00 น. ส่วนรายละเอียดด้านประชากรสตรีแถบมิดเวสต์ มีการแชร์ทางพินเทอเรสต์มากกว่าภาคใดๆ จึงไม่แปลกใจที่สตรีในแถบมิดเวสต์มีการแชร์เฉลี่ยสูงกว่าทุกภาคของสหรัฐฯ ภาคที่มีการแชร์มากที่สุด คือ ตะวันออกเฉียงเหนือ มีการแชร์มากกว่าภาคอื่นๆ

เมื่อจำแนกสังคมออนไลน์ที่นิยมใช้กันพบว่า คนที่แชร์ข้อมูลในแถบตะวันตกนิยมใช้เฟซบุ๊ก และกูเกิลพลัส ขณะที่ มิดเวสต์ เลือกที่จะใช้พินเทอเรสต์มากที่สุด ส่วนตะวันออกเฉียงเหนือเลือกใช้ทวิตเตอร์ และลิงก์อินมากกว่า.

ภาพอินโฟกราฟฟิก ShareThis
ที่มา? : wired

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,