IT.SIAMHOST4U.COM ที่ที่ คุณจะไม่ตกข่าว!
25 Oct
ท่ามกลางกระแสและเหตุการณ์การใช้งานเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปในแนวทางที่ไม่ถูกต้อง ทั้งการล่อลวง การละเมิด จนหลายฝ่ายเป็นห่วงกังวลกับการใช้งานไอซีที ที่เด็กและเยาวชนจะกลายเป็น ?เหยื่อ?
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : แต่หารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้วทุกสิ่งมีทั้งในทางที่ดีและทางที่ไม่ดี ขึ้นอยู่กับการจัดการองค์ความรู้ เพื่อรับมือ และบางทีก็อยู่ที่มุมมองที่เกิดขึ้น
เพราะไอซีที เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยีเท่านั้น สิ่งสำคัญอยู่ที่ ?ผู้ใช้? ถ้าใช้ในทางที่เป็นประโยชน์ จะเป็นพลังผลักดันสังคมอย่างยิ่ง
จากการที่มูลนิธิสยามกัมมาจล ร่วมกับสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลับมหิดล และสถาบันราชานุกูล ได้จัดงานเสวนาเรื่อง ?เด็กหัวใส… ฉลาดใช้ไอซีที? เป้าหมายหลักคือ การสร้างเครือข่ายส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง สามารถ ?สร้าง? และ ?ใช้? ไอซีที ได้อย่างถูกต้องและสร้างสรรค์
พ.ญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กล่าวว่า ไอซีทีเป็นเรื่องวัฒนธรรมของชาติ ที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้ ภาครัฐต้องเตรียมความพร้อมทั้งส่วนของคน ซึ่งเป็นปัจจัยหลัก และโครงสร้างพื้นฐาน และต้องจัดการความรู้ ต้องมีการศึกษาและวิจัย ต้องรับฟังสังคมว่าต้องการอะไร เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน
?จริงๆ แล้วทั่วโลกมีปัญหาเหมือนกัน เช่น การใช้งานไอซีทีมากเกินจำเป็น การใช้ในเชิงการพนัน, การใช้ในเชิงไม่เหมาะสมทางเพศ ซึ่งต้องกำหนดกฎกติกา และแสดงให้เห็นว่าการใช้งานในทางที่เป็นประโยชน์ก็มีเช่นกัน? พ.ญ.พรรณพิมล กล่าว
สื่อทางเลือก สร้างชุมชน
งานสัมมนาดังกล่าวได้มีกลุ่มเยาวชนที่ ใช้งานไอซีทีเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและต่อกลุ่มที่ตัวเองสนใจเข้าร่วม เช่น กลุ่มเธิร์ด คลาส ซิติเซ่น (Third Class Citizen) ที่ก่อตั้งขึ้นประมาณ 9 เดือน จัดฉายหนังสั้นและหนังอิสระ ที่มุ่งจัดกิจกรรมให้คนดูและคนที่มาพบปะพูดคุย และได้อาศัยบล็อก www.exteen.com เป็นช่องทางประชาสัมพันธ์จนเกิดเป็นกลุ่มคนที่ชื่นชอบหนังสั้นเหมือนๆ กันขึ้น
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มบอกว่า กลุ่มเยาวชนอาจไม่ได้มีเงินทุนมากมาย และสิ่งที่ทำอยู่ก็ไม่ได้อยู่ในกระแสหลักที่ผู้ใหญ่จะสนใจ การมีไอซีทีเป็นเครื่องมือ ช่วยให้สามารถเผยแพร่ผลงานได้ ได้รู้จักเพื่อนที่มีความคิดเหมือนกัน และทำให้รู้แนวทางใหม่ๆ หากสนใจสามารถเข้ามาดูผลงานได้ที่ http://thirdclasscitizen.exteen.com
ในกลุ่มผู้ใช้งานไอซีทีระดับเยาวชน มีกลุ่มดูโอคอร์ ที่ผลิตรายการไอที รายงานข่าวสารในวงการและเปิดโอกาสให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมนำเสนอข่าวสารด้านไอ ทีด้วยตัวเองผ่านเว็บ www.duocore.tv เปิดให้มีการถกเถียง เสนอความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง เพราะเห็นว่า เนื้อหาที่ต้องการนำเสนอ สื่อหลักไม่สามารถตอบโจทย์ได้ครบถ้วน จึงเสนอสื่อทางเลือกผ่านอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นความรู้อีกช่องทางหนึ่ง
เครื่องมือเผยแพร่งานสร้างสรรค์
กลุ่มซูม (Zoom) ที่เกิดจากเด็กมัธยมปลายโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ได้ผลักดันให้เกิดหนังสั้นในโรงเรียน นำเสนอมุมมองที่เป็นการรณรงค์เรื่องต่างๆ เช่น การใช้ห้องน้ำ, การเก็บขยะ ออกมาในทิศทางที่ต่างออกไป และได้เผยแพร่ผลงานผ่านเว็บไซต์ www.youtube.com เป็นการใช้พื้นที่ที่เป็นอิสระในโลกไซเบอร์ แสดงจุดยืนและความคิด ผู้สนใจค้นหาจากคำว่า bcc156
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย กลุ่มบูรพาอาสา จากจังหวัดชลบุรี ผลิตผลงานรณรงค์เรื่องสัตว์เลี้ยง ผ่านเว็บไซต์ www.moralmedia.net เพื่อรณรงค์ไม่ให้ผู้เลี้ยงนำสัตว์มาปล่อย โดยใช้สุนัข เป็นพิธีกร เพื่อสื่อให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงความรู้สึกของสัตว์เลี้ยง ซึ่งแนวคิดการใช้สัตว์เป็นตัวเดินเรื่อง เกิดจากข้อจำกัดทางเทคนิคจนกลายเป็นสิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นมา
เมื่อรับฟังแนวคิดและมุมมองจากเด็กและ เยาวชนที่มาร่วมสัมมนา จะเห็นได้ว่าการใช้งานไอซีทีในเชิงสร้างสรรค์มีอยู่ไม่ได้น้อยไปกว่าแง่ลบ ที่เกิดขึ้น หนทางแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงลดผลเชิงลบที่ปรากฎ แต่ต้องเร่งเพิ่มผลงานในเชิงบวก โดยต้องมีความรู้มาจัดการและเริ่มแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
Tags: ict, เด็ก, ไอซีที24 Oct
สำหรับมนุษย์งานเกือบทั้งหมดของชีวิตมีแต่คำว่า “งานประชุม อีเมล ลูกค้า” คงไม่ผิดหรอกที่หลายคนภาคภูมิใจกับความสำเร็จของงานที่เกิดจากความทุ่มเทของ ตัวเองแต่อย่าลืมว่าแม้ใจยังสู้
แต่ร่างกายเราไม่ใช่เครื่อง จักร?ย่อมมีวันที่เหนื่อยและอ่อนล้า?ถ้ามัวแต่เลือกงานแล้วมองข้ามตัว เอง?เชื่อแน่ว่าร่างกายไปก่อนแน่ๆ?แต่ถ้ายังอยากสนุกกับงานไปได้อีกนานๆ?ก็ ลองให้เวลาตัวเองสักนิด?หันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกาย?จะได้รู้ว่า ร่างกายของเราส่งสัญญาณเตือนภัยแล้ว?ให้หันมาใส่ใจดูแลตัวเองได้แล้ว?ก่อน ที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข
ประเสริฐศรีอุฬารพงศ์ ผู้บริหาร”ไลฟ์เซ็นเตอร์”?ไลฟ์สไตล์ มอลล์ที่รวมทั้งศูนย์การแพทย์คลินิกเชี่ยวชาญเฉพาะทาง?กล่าว ว่า?กว่า?10?เปอร์เซ็นต์ของคนเมือง?มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็น?โรคออฟฟิศซินโด รม-Office?Syndrome?ซึ่งมีสาเหตุมาจากอายุมากขึ้นและมลพิษต่างๆที่ สำคัญ?พฤติกรรมการทำงาน?ก็นับว่าเป็นปัจจัยให้เกิดความเสี่ยงสูงที่สุดด้วย สภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง?ล้วนมีส่วนทำให้พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไป?ทั้งการ ใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง?การอดอาหาร?อดหลับอดนอนเพื่อทำงานให้ เสร็จ?ทำให้ร่างกายของเราต้องแบกรับภาวะความตึงเครียด?ปราศจากการผ่อน คลาย?ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยไม่รู้ตัว
โดย5?อันดับโรคที่คนเมืองเป็นมากที่สุด?คือ?”ไมเกรน?โรคปวดศีรษะเรื้อรัง มักจะพบในช่วงอายุ?10-50?ปี?อัตราเฉลี่ยเพศหญิง?ร้อยละ?18?และเพศชายร้อย ละ?6?วิธีการดูแลให้ห่างไกลจาก?”ไมเกรน”?ก็สามารถทำได้ง่ายๆเช่น?พักผ่อนให้ เพียงพอ?อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเท?ไม่ร้อนจนเกินไป?บริหารกล้ามเนื้อบริเวณ บ่าและคอให้มีการยืดหยุ่นอยู่เสมอเพื่อเลี่ยงการเกร็งตัวของกล้าม เนื้อ?เปลี่ยนอิริยาบถในการนั่งทำงานเพื่อลดการเกร็งตัวสะสมของกล้าม เนื้อ?หรือปรึกษาแพทย์อายุรเวท?(แผนไทยประยุกต์)?เพื่อทำการกดจุด สลาย?Trigger?Point?บริเวณกล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกาย
ต่อด้วย”สภาวะเสียสมดุล”?โดยผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่า?ปกติร่างกายของ มนุษย์ถูกออกแบบขึ้น?เพื่อรองรับภาวะรบกวนต่างๆ?จากสิ่งแวดล้อม?พร้อมขจัด และปรับระบบให้สามารถทำงานได้อย่างปกติมีประสิทธิภาพสูงสุด?โดยมีสาเหตุหลัก มาจากการนั่งทำงานในออฟฟิศผิดวิธี?หรือทำงานในลักษณะซ้ำๆ?ตลอดทั้งวัน
“การดูแลและป้องกันนั้น?มีวิธีง่ายๆ?ทำได้ด้วยตัวเองทุกวัน?โดยคืน ความสมดุลให้แก่โครงสร้างร่างกาย?เช่น?การยืดหยุ่นร่างกายไม่อยู่ในท่าใดท่า หนึ่งนานเกินไป?เพื่อลดอัตราการเกร็งกล้ามเนื้อ?หรือไม่ทำให้กล้ามเนื้อต้อง ทำงานหนักมากเกินไป?หรือเพิ่มการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณกระดูก สันหลัง?ทั้งเดิน?ยืน?นั่ง?นอน?เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ”
นอกจากนี้ยังมีโรคกระดูกสันหลังคดงออาการปวดหลังเรื้อรัง?ที่หนุ่ม สาวชาวออฟฟิศสมัยใหม่?ที่ทำงานนั่งอยู่กับโต๊ะ?ใช้ชีวิตคร่ำเคร่งอยู่หน้าจอ คอมพิวเตอร์เกือบวันละ?8?ชั่วโมง?ใส่ร้องเท้าส้นสูงบ่อยๆ?เคยลองสังเกตไหม ว่าร่างกายสะสมความอ่อนเพลียและเมื่อยล้าไว้มากขนาดไหน?และรู้หรือเปล่าว่า นั่นคือสาเหตุเริ่มต้นของโรคปวดหลังเรื้อรัง?โดยค่าเฉลี่ย?80?เปอร์เซ็นต์ มักจะเคยมีอาการปวดหลังสักครั้งในชีวิต?และกว่า?20%?จะพบว่ามีอาการปวดหลัง แบบเรื้อรัง?มาจาก?กระดูกสันหลังคดงอ
“ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ”?เอ็นกล้ามเนื้อต้นคออักเสบ?อีกโรคที่ คุกคามอย่างเงียบๆ?ที่กำลังขยายวงกว้างในกลุ่มคนที่ต้องนั่งทำงานกับ คอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ?โดยสาเหตุหลักเกิดจากการใช้ข้อมือในการยึดจับสิ่ง ของ?หรือเมาส์คอมพิวเตอร์ในท่าเดิมๆ?เป็นระยะเวลานาน?ทำให้กล้ามเนื้อกดทับ เส้นประสาทและเส้นเอ็นจนอักเสบและเกิดพังผืดยึดจับบริเวณนั้นเป็นจำนวน มาก?วิธีปฏิบัติง่ายๆ?ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อบริเวณมือและข้อมือ ทุก?15-20?นาที
สุดท้ายคือ’หูดับ?โรคประสาทหูเสื่อมโดยปกติประสาทหูจะเริ่มเสื่อม ทีละน้อยๆ?ในช่วงอายุประมาณ?30-50?ปีขึ้นไป?แต่ในปัจจุบันความก้าวหน้าด้าน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในไลฟ์สไตล์ของคนเมืองมากขึ้น?สังเกตได้จากค่านิยมใน การใช้มิวสิกโฟนผ่านทางมือถือและเครื่องเอ็มพี?3?การใช้โทรศัพท์มือถือ นานๆ?ก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคประสาทหูเสื่อมได้
และนี่เป็นเพียง5?อันดับโรคยอดฮิตเรียกน้ำย่อยสำหรับคนเมือง?พ.ศ. นี้?แต่ความเป็นจริงยังมีโรคภัยอีกมากมายที่คืบคลานเข้ามาหาตัวเรา?ถ้าเรา ยังเลือกทำแต่งาน?แล้วมองข้ามสุขภาพตัวเอง…ใส่ใจตัวเองสักนิด?หาความสมดุล ให้แก่ชีวิต?แล้วจะรู้ว่าชีวีตที่มีสุขเป็นอย่างไร
ที่มา : http://www.komchadluek.net/2008/10/24/x_soc_s001_227439.php?news_id=227439
Tags: คนบ้างาน, อาการ คนบ้างาน24 Oct
พบฟอสซิลไดโนเสาร์แห่งใหม่ ใกล้เทือกเขาภูพาน จ.กาฬสินธุ์ อายุราว 150 ล้านปี นักธรณีวิทยาระบุเป็นไดโนเสาร์ชนิดกินทั้งพืชและเนื้อ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : จักรพงษ์ ระวิวรรณ
นายเดชา ตันติยวรงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ นำทีมงานสำรวจแหล่งขุดค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์และซากสัตว์โบราณ ที่บริเวณภูน้อย ติดกับเขตเทือกเขาภูพาน บ้านโคกสนาม ต.ดินจี่ อ.คำม่วง จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการขุดค้นและสำรวจอย่างละเอียดของเจ้าหน้าที่จากกรม ทรัพยากรธรณี
นางสาวธิดา แสนยะมูล หัวหน้าหน่วยสำรวจธรณีวิทยา กล่าวว่า?จากการสำรวจพื้นที่โดยรอบ เบื้องต้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดกินพืชและกินเนื้อ นอกจากนี้ยังพบซากกระดูกของจระเข้ ฟันปลาฉลามน้ำจืด ปลาโบราณจำนวนมาก คาดว่ามีอายุมากกว่า 150 ล้านปี
อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการขุดสำรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง ถึงจะสามารถระบุได้ว่าการฟอสซิลไดโนเสาร์มีความสมบูรณ์มากน้อยขนาดไหน เป็นกระดูกในยุคสมัยใด และเป็นฟอสซิลของสัตว์อะไรบ้าง ส่วนฟอสซิลที่สามารถขุดพบได้ในขณะนี้ก็จะส่งไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธสิรินธร ก่อน เนื่องจากต้องการเครื่องมือที่ทันสมัยทำความสะอาดและเก็บรักษา
ด้านนายเดชา?กล่าวว่า การค้นพบฟอสซิลแห่งนี้ถือเป็นการขุดค้นพบกระดูกไดโนเสาร์จำนวนมากแห่งใหม่ ของ จ.กาฬสินธุ์ รองจากหลุมขุดค้นพบภูกุ้มข้าว อ.สหัสขันธ์ ทางจังหวัดจะหารือกับกรมทรัพยากรธรณี และจะรอการสำรวจอย่างละเอียดว่า ฟอสซิลมีความสมบูรณ์และมีจำนวนมากหรือไม่
หากพบว่ามีจำนวนมากและสมบูรณ์ต่อไป ทางจังหวัดจะพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวในการขุดค้นพบแห่งที่ 2 ของจังหวัด ซึ่งจะสามารถเชื่อมไปยังแหล่งพบต้นไม้กลายเป็นหินที่ภูปอ บ้านคำสมบูรณ์ ต.นาบอน อ.คำม่วง อีกด้วย
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/23/news_305866.php
Tags: กาฬสิน, ฟอสซิล24 Oct
วิกฤติการเงินทั่วโลก ดึงอุตฯฮาร์ดดิสก์โตลดลงเหลือไม่ถึง 10% จากที่เคยคาดว่าจะขยายตัว 14% หวังอานิสงค์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์-ธุรกิจบริการผ่านดาต้าเซ็นเตอร์-กระแสเน็ต บุ๊ค หนุนความต้องการตลาดรวมฟื้นใน 2 ปี
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายโจแอล ไวส์ ประธานสมาคมสำหรับอุตสาหกรรมฮาร์ดไดร์ฟทั่วโลก (ไอดีมา) กล่าวว่า ผลกระทบจากวิกฤตการเงินอาจส่งผลกระทบยอดซื้อต่อตลาดรวม ทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ลดลงเหลือไม่ถึง 10% ในปี 2552 จากเดิมเคยมีประมาณการณ์ว่าตลาดจะขยายตัวระดับ 14% ต่อเนื่องตลอด 5 ปี ขณะที่ ปีนี้คาดว่าตลาดจะยังอยู่ที่ 565 ล้านยูนิตทั่วโลก
พร้อมกันนี้ คาดว่าจะไม่มีการปรับลดจำนวนพนักงาน ในส่วนของฐานการผลิตที่อยู่ในประเทศไทย แต่จะไม่รับคนเพิ่ม
รายงานข่าว กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทย ถือเป็นฐานผลิตฮาร์ดดิสก์อันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งผู้ผลิตแถวหน้าเข้ามาตั้งโรงงาน ได้แก่ เวสเทิร์น ดิจิตอล, ฮิตาชิ, ซีเกท, ฟูจิตสึ โดยเมื่อปี 2550 มียอดผลิตรวมประมาณ 200 ล้านยูนิต สร้างมูลค่าส่งออก 5 แสนล้านบาท
ด้านนายจอห์น ริดนิ่ง ผู้อำนวยการวิจัย ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล ดาต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอดีซี) กล่าวว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมียอดขายฮาร์ดดิสก์ 152 ล้านยูนิต เพิ่มจากไตรมาส 4 ปีก่อนหน้านี้
อย่างไรก็ตาม ภาวะความมั่นใจกับสถานการณ์อนาคต จะทำให้ยอดเติบโตรวมลดลงหลายไตรมาส และน่าฟื้นกลับมาแข็งแกร่งได้ปี 2553
ทั้งนี้ เขามองว่าแม้ปีหน้าตลาดจะเติบโตไม่ถึง 12-14% อย่างที่เคยคาดการณ์ไว้ แต่ก็น่าจะยังอยู่ที่ประมาณ 10% เนื่องจากฮาร์ดดิกส์จะได้รับผลกระทบน้อยว่าพีซี เพราะมีความต้องการการจัดเก็บข้อมูลดิจิทัลเพิ่มมาก ผู้บริโภคการจัดเก็บไฟล์ขนาดใหญ่และวิดิโอมากขึ้น
ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มของการเกิดกลุ่มผู้ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่าเป็น “คลาวด์ คอมพิวติ้ง” ในหลายรูปแบบ และต้องเพิ่มการจัดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อให้บริการตลาดผู้ใช้องค์กรธุรกิจ จะกระตุ้นให้มีผู้ใช้อุปกรณ์โมบาย เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อใช้บริการมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังได้ปัจจัยหนุนจากการผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ “เน็ตบุ๊ค” ที่มีน้ำหนักเบา หน้าจอเล็กกว่า 10 นิ้ว ระดับราคาเฉลี่ย 200 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีทั้งแบบที่ใช้ฮาร์ดดิกส์และเอสเอสดี (Solid State Drive) โดยปัจจุบันมีกลุ่มที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ 65%
ขณะที่ ผลสำรวจความต้องการลงทุนไอทีขององค์กรทั่วโลก พบว่า 40% มีแผนตัดลดงบลงทุน โดยระบุว่าจะตัดลดงบส่วนของพีซี 50% ตามมาด้วยโมบาย ดีไวซ์ และวอยซ์โอเวอร์ไอพี ในสัดส่วนเท่ากันคือ 40% เครื่องแม่ข่าย 30% และมีเพียง 20% ระบุตัดงบด้านสตอเรจ
“วิกฤตที่เกิดขึ้นแตกต่างจากวิกฤติ เอเชียเมื่อปี 2541 และยุคฟองสบู่ดอทคอมในสหรัฐปี 2544 แต่ครั้งนี้ผลที่เกิดขึ้นรวดเร็วกระจายไปทั่วโลก โดยอาจไม่รุนแรงเฉียบพลันเหมือน 2 ครั้งที่ผ่านมา” นายริดนิ่งกล่าว
นายจอห์น คิม นักวิเคราะห์ บริษัท เทรนด์ โฟกัส กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทที่รับจ้างทำเอสเอสอี (เอสเอสดี โออีเอ็ม) มีมากกว่า 60 รายทั่วโลก จากตลาดรวมมูลค่า 400 ล้านดอลลาร์ เทียบกับฮาร์ดดิสก์ มีผู้ผลิต 7 รายหลัก รวมมูลค่าตลาด 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ดังนั้น จะเห็นว่าผู้ผลิตเอสเอสดียังมีจำนวนมากเกินไป และเชื่อว่าอนาคตจะเกิดการควบรวมเหมือนอุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์
รวมทั้งมีคาดการณ์ว่า การใช้งานเอสเอสดี จะได้รับความนิยมในกลุ่มอุปกรณ์โมบาย ดีไวซ์ โดยปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนการใช้เอสเอสดี 92% และฮาร์ดดิสก์ 7% จากตลาดรวมโมบาย ดีไวซ์ 1.5 พันล้านเครื่อง และคาดว่าปี 2555 ตลาดรวมจะขยับเป็น 2.5 พันล้านเครื่อง โดยมีสัดส่วนที่ใช้เอสเอสดี 91%
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/24/news_305663.php
Tags: hamber, harddisk23 Oct
ชาวอเมริกันจำนวนมากยกพลเข้าคิวซื้อโทรศัพท์มือถือแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ของ กูเกิลนาม T-Mobile G1 ในงานเลี้ยงฉลองขายสินค้าวันแรกที่ร้าน T-Mobile สาขาซานฟรานซิสโก แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา เมื่อคืนวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา ก่อนจะเปิดขายทั่วประเทศต่อไป
“G1″ ถูกเปิดตัวในฐานะสมาร์ทโฟนตัวแรกแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ (Android) เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่ามีรูปลักษณ์คล้ายไอโฟน (iPhone) ของแอปเปิลเพราะมีหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ แตกต่างที่คีย์บอร์ดสไลด์ข้าง มี trackball ปุ่มกลมที่ผู้ใช้สามารถดันขึ้นลงซ้ายขวาเพื่อควบคุมเมาส์ได้ และสามารถเปิดใช้บริการอีเมลและแผนที่ของกูเกิลได้แสนสะดวก
T-Mobile ตั้งราคาขาย G1 ไว้เพียง 179 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,900 บาท) เท่านั้นพร้อมสัญญา 2 ปี ดัมป์ราคาเฉือนไอโฟนถูกลงอีก 20 เหรียญ
T-Mobile เปิดเผยในครั้งนั้นว่าพร้อมจำหน่าย G1 ในสหรัฐฯช่วงวันที่ 22 ตุลาคม และจะเริ่มบุกตลาดอังกฤษเดือนพฤศจิกายน และกลุ่มประเทศแถบยุโรปปีหน้า โดยในตลาดสหรัฐฯ G1 จะวางจำหน่ายในร้านค้าของ T-Mobile เฉพาะใน 21 เมืองที่ T-Mobile ให้บริการเครือข่าย 3G เท่านั้น เช่น นิวยอร์ก ลอสเองเจลิส ฮุสตัน และไมอามี โดยผู้ใช้ในพื้นที่อื่นๆ สามารถสั่งซื้อ G1 ได้จากเว็บไซต์ของ T-Mobile
อัตรา ค่าบริการข้อมูลที่ T-Mobile วางไว้นั้นเริ่มที่ 25 เหรียญต่อเดือน (ราว 825 บาท) โดยคิดเพิ่มจากค่าบริการโทรศัพท์ เทียบเท่ากับอัตราแพคเก็จบริการข้อมูลขั้นต่ำ ซึ่งบริษัทโทรคมนาคมไร้สายให้บริการในสหรัฐฯขณะนี้
ที่มา : http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000125563
Tags: g1, google, มือถือ23 Oct
อุตสาหกรรมไร้สายลือสะพัด ไมโครซอฟท์เตรียมควบคู่แข่ง “อาร์ไอเอ็ม” ผู้ผลิตแบล็คเบอร์รี่ ด้านนักวิเคราะห์ฟันธงยักษ์ซอฟต์แวร์รอจังหวะหุ้นดิ่งถึงจุดต่ำสุด ก่อนโดดฮุบเต็มตัว
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระแสข่าวลือแพร่สะพัดในอุตสาหกรรมระบุว่า ไมโครซอฟท์ มีแผนจะเข้าซื้อกิจการของบริษัท รีเสิร์ช อิน โมชั่น (อาร์ไอเอ็ม) ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน ยี่ห้อแบล็คเบอร์รี่ ซึ่งมีฐานอยู่ที่แคนาดา
กลุ่มนักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า ราคาหุ้นของอาร์ไอเอ็มที่ลดฮวบฮาบอยู่ขณะนี้มาอยู่ที่ประมาณ 60 ดอลลาร์ จากราคา 148 ดอลลาร์ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา อาจเป็นสิ่งดึงดูดใจไมโครซอฟท์
นอกจากนี้ ยักษ์ซอฟต์แวร์ ซึ่งกำลังเสี่ยงต่อการสูญเสียตำแหน่งผู้นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ ให้กับแอ๊ปเปิ้ล และกูเกิล ยังต้องการได้ฐานลูกค้าผู้ใช้สมาร์ทโฟนตระกูลแบล็กเบอร์รี่ ประมาณ 20 ล้านรายทั่วโลกมาไว้ในมือ เนื่องจากคนกลุ่มนี้มักเป็นพวกคลั่งไคล้เทคโนโลยีใหม่ๆ และกระเป๋าหนัก
นายปีเตอร์ ไมเซค นักวิเคราะห์จากคาแนคคอร์ด อดัมส์ ของแคนาดา เชื่อว่า ไมโครซอฟท์ จะเริ่มกระบวนการเข้าซื้อ เมื่อราคาหุ้นของอาร์ไอเอ็มลดลงเหลือ 50 ดอลลาร์ ขณะที่ นักวิเคราะห์บางราย คาดการณ์ว่า อาจรอให้ราคาหล่นไปถึงระดับ 40 ดอลลาร์ก่อนช้อนซื้อ
รายงานข่าว กล่าวว่า ข่าวการควบรวมกิจการระหว่าง 2 บริษัทนี้ นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยเป็นกระแสมาอย่างต่อเนื่อง แต่ทั้งไมโครซอฟท์และอาร์ไอเอ็ม ก็ยังคงปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล มีเพียงนักวิเคราะห์บางรายที่เชื่อว่า กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้น เพื่อตอบโต้การเปิดตัวมือถือแพลตฟอร์มใหม่ “ลินิกซ์-เบส” ของกูเกิล
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจะมีการใช้ระบบปฏิบัติการเคลื่อนที่ของไมโครซอฟท์บนมือถือ แต่เมื่อเทียบยอดขายแล้ว แพลตฟอร์มแบล็คเบอร์รี่ของอาร์ไอเอ็ม มียอดขายสูงกว่าแพลตฟอร์มวินโดว์ส ซึ่งอาจทำให้เชื่อได้ว่า หากสมาร์ทโฟนของแบล็คเบอร์รี่ มีโลโก้ของไมโครซอฟท์ปรากฏอยู่ด้วย ก็อาจช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับไมโครซอฟท์ได้เพิ่มขึ้น
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังเชื่อว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นอีกแผนการหนึ่งของไมโครซอฟท์ต่อประเด็นความปลอดภัยบนมือถือ โดยอาศัยเทคโนโลยีของแบล็คเบอร์รี่ เพื่อเตรียมแข่งกับมือถือรายอื่นๆ
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/23/news_305651.php
Tags: blackberry, microsoft23 Oct
ประกาศ ประกาศ..เศรษฐกิจโลกพ่นพิษลามถึงอุตสาหกรรมไอทีแล้ว! ล่าสุด “ยาฮู” ลดคนรอบ 2 พร้อมส่งสัญญาณปิดสำนักงานบางแห่ง ด้าน “อีเบย์-กูเกิล” เดินเครื่องรัดเข็มขัด ส่วน “ทีไอ-ซัน” ยอดสั่งซื้อสินค้าหด ส่งสัญญาณรายได้สิ้นปีหลุดเป้า
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :
สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ยาฮู อิงค์.ประกาศลดพนักงานอย่างน้อย 1,500 คน รับมือเศรษฐกิจโลกชะลอตัวกระทบกำไรไตรมาสล่าสุด ทั้งรื้อฟื้นประเด็นร้อนเรื่องความอ่อนแอด้านการบริหารหลังนักลงทุนเมิน โอกาสขายบริษัทให้กับไมโครซอฟท์ ด้วยมูลค่า 47.5 พันล้านดอลลาร์
รายงานข่าว ระบุว่า ผลประกอบการล่าสุด ยาฮู กำไรลดลงถึง 64% จาก 151.3 ล้านดอลลาร์ เหลือเพียง 54.3 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ แผนปรับลดพนักงานครั้งนี้ คิดเป็นสัดส่วน 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมดประมาณ 1.5 หมื่นคน และยังเป็นการลดพนักงานครั้งที่ 2 ในรอบ 9 เดือน เพื่อพยายามพลิกฟื้นสถานการณ์ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งส่งผลต่อให้มูลค่าหุ้นบริษัทลดลง
นอกจากนี้ ยาฮู ยังมีแผนปิดสำนักงานบางแห่งในสหรัฐ และอาจส่งพนักงานบางส่วนไปทำงานในประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่า โดยคาดว่าแผนลดพนักงานครั้งนี้จะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปี 2551 และถือเป็นตัวอย่างล่าสุดที่แสดงถึงผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลก ที่กำลังเล่นงานสถาบันการเงิน ธุรกิจค้าปลีก และลุกลามมายังอุตสาหกรรมในซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งถือเป็นเมืองศูนย์รวมธุรกิจไฮเทคของสหรัฐ
รายงานข่าว ระบุว่า เวบไซต์ประมูลรายใหญ่ “อีเบย์ อิงค์.” ก็เริ่มทยอยปลดพนักงานแล้ว 1,600 คน พร้อมเริ่มระมัดระวังในการใช้งบลงทุน รวมถึงยักษ์ใหญ่กูเกิล ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่ามีนโยบายการใช้งบลงทุนอย่างอิสระ แต่ขณะนี้ก็เริ่มปรับลดเช่นกัน
ด้านบริษัทไอทีแถวหน้าทั้ง เท็กซัส อินสตรูเมนท์ (ทีไอ) และซัน ไมโครซิสเต็มส์ ต่างก็ได้รับสัญญาณเตือนกำไรลดลง
สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า สัญญาณดังกล่าวเกิดขึ้น ภายหลังผู้ผลิตชิพรายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุด มีรายได้สุทธิลดลงจาก 776 ล้านดอลลาร์ เหลือ 563 ล้านดอลลาร์
นายริช เทมเพิลตัน ประธานและหัวหน้าคณะผู้บริหาร (ซีอีโอ) ของทีไอ คาดการณ์ว่า รายได้ช่วงไตรมาส 4 มีแนวโน้มลดลงอย่างมาก เนื่องจากยอดสั่งซื้อสินค้าน้อยลงตลอดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ส่งผลให้ บริษัทปรับลดปริมาณการผลิตลง และคาดว่าจะทำต่อเนื่องจนถึงสิ้นปี นอกจากนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาขายธุรกิจผลิตชิพไร้สายบางส่วน เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับความนิยมในตลาด โดยคาดว่าแผนดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนได้มากกว่า 200 ดอลลาร์ต่อปี
พร้อมกันนี้ ทีไอ เตรียมมุ่งเน้นการลงทุนในสายการผลิตชิพตามสั่ง (custom-design chips) ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในเครื่องสมาร์ทโฟน
ขณะที่ ซัน มีแนวโน้มว่าจะสูญเสียรายได้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ซึ่งเคยประมาณการณ์ว่าจะมีรายได้ลดลง 25-35 เซนต์ต่อหุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลง 16 เซนต์ต่อหุ้น
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/23/news_305675.php
Tags: เศรษฐกิจ, ไอที22 Oct
อย่าเพิ่งคิ้วขมวด..สงสัยว่าเรานำเสนอข่าวผิดหรือไม่ เพราะ “โมโต-ดรอยด์” คือชื่อจริง เสียงจริงของมือถือแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ข่าวนี้ไม่ได้โม้…เพราะล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โมโตโรล่าประกาศแผนชัดเจนแล้วว่า จะร่วมวงแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ของกูเกิล เพื่อปั้น “ไอโฟน-คิลเลอร์”
แถมล่าสุดยังติดประกาศรับสมัครงานหลายตำแหน่งบนเวบไซต์ เพื่อหาวิศวกรซอฟต์แวร์สำหรับพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนแอนดรอยด์
ขณะที่บิสสิเนสวีครา ยงานว่า มือถือรุ่นดังกล่าวคาดว่าจะใช้ระบบหน้าจอสัมผัส ขนาดเดียวกับตัวเครื่องไอโฟน พร้อมแป้นพิมพ์คิวเวอร์ตี้ แบบสไลด์ และยังสามารถเชื่อมต่อกับเวบประเภทโซเชียล เน็ตเวิร์คกิงได้ง่ายขึ้น และที่น่าสนใจเป็นพิเศษคือ คาดการณ์กันว่า “โมโต-ดรอยด์” จะมีราคาต่ำกว่า “จี-1″ มือถือแอนดรอยด์ของที-โมบาย แต่ยังคงยึดระบบสัญญาใช้งาน 2 ปี ซึ่งโมโตโรล่าตั้งราคา ณ ขณะนี้ไว้ที่ 150 ดอลลาร์ เทียบกับราคา จี-1 ของที-โมบาย 180 ดอลลาร์
ส่วนยี่ห้อเวบเครือข่ายสังคมที่จะได้ ร่วมปรากฏโฉมบนโมโต-ดรอยด์ ยังไม่มีรายละเอียดชัดเจนในขณะนี้ แต่หลายฝ่ายคาดกันว่าคงไม่หนีห่างจากแอพพลิเคชั่นบนไอโฟนมากนัก โดยเฉพาะเฟซบุ๊ค และมายสเปซ แอพ เนื่องจากเป็นเวบที่สามารถรับ-ส่งข้อความ, อัพโหลดภาพถ่าย และอัพเดทสถานะล่าสุด โดยมือถือเครื่องใหม่คาดว่าจะออกมาอวดโฉมได้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน ปีหน้า
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/22/news_305130.php
Tags: moto droi22 Oct
ปัจจุบัน ‘โทรคมนาคม’ เป็นเครือข่ายที่มีบทบาทอย่างมาก โดยให้ความสำคัญกับด้านนวัตกรรมและประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลกำไร ส่งผลให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อจัดการกับเรื่องต่างๆ
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ในบทความนี้ นายทวีศักดิ์ แสงทอง ผู้ จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ได้อธิบายถึงวิธีใช้ยุทธศาสตร์จัดเก็บข้อมูลในการสนับสนุนอุตสาหกรรมและผลัก ดันให้เกิดผลประกอบการเพิ่มขึ้น
ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจสำหรับ อุตสาหกรรมโทรคมนาคม เนื่องจากมีลูกค้าจำนวนมากกำลังเข้าสู่บริการเครือข่าย 3จี?และ ไว-ไฟ?ที่มีอยู่ทั่วทุกแห่ง นับเป็นโอกาสของผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม จะเห็นได้ว่าการรวมสื่อและโทรคมนาคมเข้าด้วยกันนั้นหมายถึงการมีฮาร์ดแวร์ และเนื้อหาที่จะสนับสนุนผู้บริโภคได้ แม้ว่าผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมจะเล็งเห็นศักยภาพของตลาดที่มีอยู่ อย่างมหาศาลแต่ก็สิ่งนี้มาพร้อมกับปัญหามากมาย
สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุดคือความ จำเป็นและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะนี้ ผู้ใช้ทั่วไปต้องการราคาที่ลดลงและความสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ผู้ใช้ในภาคธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 โมเดล ได้แก่ โมเดล ?การใช้ประโยชน์? ตามปริมาณ และโมเดลตามบริการที่เพิ่มมูลค่า โดยท้ายที่สุดแล้ว กฎข้อบังคับต่างๆ จะสร้างความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น เมื่อรวมสองโมเดลนี้เข้าด้วยกัน ในการตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันดังกล่าว ทำให้ผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมพบว่าโมเดลการส่งมอบเครือข่ายและบริการกำลัง เติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับความซับซ้อน ความต้องการที่จะจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญยิ่งเนื่องจากจะ เอื้อต่อการปรับปรุงข้อเสนอด้านบริการของผู้ให้บริการโทรคมนาคมให้ดีขึ้นได้
นายฮิว โยชิดะ รองประธานและซีทีโอบริษัท ฮิตาชิ ดาต้า ซิสเต็มส์ ตั้งข้อสังเกตว่า ?ยุคแห่งเทรา? (tera era) ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว โดยเทราไบต์จะเข้ามาแทนที่กิกะไบต์ในฐานะมาตรฐานของความจุระบบจัดเก็บข้อมูล สำหรับผู้บริโภคทั้งสองกลุ่ม
ลดความซับซ้อนและตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ทุกด้าน
เราทำงานกับผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคม จำนวนมากในภูมิภาคนี้และพบความแตกต่างอย่างมากภายในโครงสร้างพื้นฐานของพวก เขา หนึ่งในผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมที่เราทำงานด้วยมีชุดระบบจัดเก็บข้อมูลที่ แตกต่างกันถึงสามชุด สิ่งนี้ส่งผลเสียต่อโครงสร้างพื้นฐาน การดำเนินงาน และการบำรุงรักษาด้านไอทีโดยตรง
โดยเฉพาะเมื่อผู้ให้บริการต้องการ สร้างระบบจัดการเดียวให้กับผู้ใช้ ด้วยเซิร์ฟเวอร์กว่า 100 เครื่องที่มีแอพพลิเคชันหลายประเภททำงานอยู่ ไม่มีทางที่ลูกค้าจะสามารถเข้าใจและติดตามสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้หมด
นับเป็นสิ่งสำคัญที่ว่าข้อมูลทั้งหมด ตั้งแต่ระเบียนลูกค้า ระบบการเงิน และการวางแผนทรัพยากรองค์กร (อีอาร์พี) ไปจนถึงฐานข้อมูลการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (ซีอาร์เอ็ม)
รวมทั้งระบบการเรียกเก็บเงิน จะต้องถูกต้องและทันสมัย จะเห็นได้ว่าระบบจัดเก็บข้อมูลแบบต่อตรงกับเซิร์ฟเวอร์แต่ละเครื่องไม่ใช่ ทางเลือกอีกต่อไป เนื่องจากไม่ได้ตอบสนองเกณฑ์ใหม่ในด้านการสนับสนุนความสามารถในการปรับขนาด ได้ และความยืดหยุ่น
นอกจากปัญหาดังกล่าวแล้ว ฐานลูกค้าที่กำลังเพิ่มจำนวนขึ้นก็กำลังทำให้ความสามารถของระบบที่มีอยู่ต้องรับภาระเพิ่มมากขึ้น
การนำยุทธศาสตร์ข้อมูลที่ใช้ระบบเสมือน จริงเข้ามาใช้งาน จะช่วยให้บริษัทต่างๆ สามารถจัดการและตรวจสอบระบบจัดเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้น ซึ่งเอื้อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้นในด้านการโยกย้ายและการจำลองแบบข้อมูล ผู้ให้บริการสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ทันที 10-20% ในด้านทรัพยากรมนุษย์ เนื่องจากสามารถลดชั่วโมงการทำงานที่จำเป็นของพนักงานได้จำนวนมาก
นอกจากนี้ยังลดค่าใช้จ่ายด้านการลง ทุนในฮาร์ดแวร์ได้ถึง 40%?ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดก็คือบริษัทสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพและทำให้แน่ใจ ได้ว่า 90% ของโครงสร้างพื้นฐานได้รับการนำไปใช้ประโยชน์จริง
สิ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเกี่ยว กับวิธีที่ระบบจัดเก็บข้อมูลจะสามารถช่วยผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมจัดการ กับความต้องการด้านธุรกิจและด้านเทคนิคที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญได้
ประสิทธิภาพของระบบจัดเก็บข้อมูลเชิงนวัตกรรม
ในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่แข่งขันอย่าง รุนแรง ระยะเวลาในการนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดตลอดจนการเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ให้ได้ก่อนผู้ให้บริการรายอื่น กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้แน่ใจได้ว่าข้อมูลสำคัญในการดำเนินงาน เช่น ข้อมูลจีพีอาร์เอส จะพร้อมใช้งานและได้รับการสำรองอย่างมีประสิทธิภาพโดยที่รบกวนลูกค้าให้น้อย ที่สุด ดังนั้น ความต้องการในด้านการออกแบบและการจัดการระบบจัดเก็บข้อมูลเชิงนวัตกรรมจึง กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในขณะนี้
การนำระบบแซน (SAN) เชิงนวัตกรรมและมีประสิทธิภาพมาใช้จะช่วยผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมปลดล็อค มูลค่าข้อมูลที่มีอยู่และจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการ ปรับขนาดได้ การใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมและทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลถูกจัดเตรียมได้โดยง่าย ตามความต้องการที่เกิดขึ้น การจัดการงานระบบจัดเก็บข้อมูลทั้วทั้งองค์กรจากคอนโซลส่วนกลางยังช่วยใน ด้านการดำเนินการตามคำขอบริการและจำลองแบบข้อมูลด้วยวิธีที่เร็วขึ้น
ระดับการให้บริการลูกค้าอย่างยอด เยี่ยมจะคงอยู่ได้เมื่อระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสามารถเอื้อให้ เกิดความพร้อมใช้งานของข้อมูลและทำให้ระบบหยุดทำงานน้อยที่สุดทั้งในแบบที่ กำหนดและไม่ได้กำหนดไว้ ด้วยการจัดเตรียมพนักงานบริการลูกค้าที่สามารถเข้าถึงระเบียนบัญชีและข้อ เสนอส่งเสริมการขายได้อย่างต่อเนื่อง
การสนับสนุนการส่งมอบบริการใหม่ด้วยแนวคิดใหม่
ในตลาดเอเชียที่มีการแข่งขันกันสูงนั้น ความคล่องตัว เนื้อหาที่สร้างสรรค์ และความสามารถที่จะรับรู้และตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของลูกค้าได้ อย่างรวดเร็วถือเป็นสิ่งสำคัญ การทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและ 100%
ขณะที่สามารถจัดการกับไฟล์นับพันล้าน ไฟล์และมีขนาดหลายร้อยเทราไบต์จึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยความล่าช้าในระดับวันสามารถสร้างความแตกต่างให้กับผู้ให้บริการได้
การรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดโทรคมนาคม เป็นเรื่องสำคัญ ในแต่ละครั้งที่เปิดตัวบริการ จะต้องทำให้สภาพแวดล้อมการทดสอบและระบบการทดสอบการตอบรับของผู้ใช้นั้น สมบูรณ์ก่อนที่จะเข้าสู่การผลิต สำหรับผู้ให้บริการ สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดค่าระบบให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นโดยใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบจัดเก็บข้อมูลแบบต่อ โดยตรง (DAS) นั้นต้องใช้เวลา 2-3 วันจึงจะสามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จ
เมื่อต้องการจัดการกับปัญหาเหล่านี้ องค์กรด้านไอทีก้าวหน้าได้นำแนวคิดเชิงบริการมาใช้เพื่อจัดการฟังก์ชันไอที หลัก อย่าง ระบบจัดเก็บข้อมูล ระบบจัดเก็บข้อมูลเชิงบริการ ทำให้องค์กรสามารถจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีได้ดีขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้การลงทุนด้านไอทีที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนประหยัดต้นทุนในสภาพแวดล้อมระบบจัดแก็บข้อมูลที่สามารถปรับขนาดได้ อย่างมาก
เมื่อใช้ยุทธศาสตร์โซลูชันระบบจัดเก็บ ข้อมูลเชิงบริการ ผู้ให้บริการจะพบว่าพวกเขาสามารถปลดล็อคมูลค่าจากข้อมูลที่มีอยู่ได้โดยง่าย และจัดการกับปัญหาที่เกี่ยวกับความสามารถในการปรับขนาดได้ด้วยการใช้ ทรัพยากรอย่างเหมาะสมและทำให้ระบบจัดเก็บข้อมูลถูกจัดเตรียมได้โดยง่ายตาม ความต้องการที่เกิดขึ้น
ผู้ให้บริการบางราย รายงานว่ามีการใช้ระบบเพิ่มขึ้น 40% และลดระยะเวลาในการนำบริการออกสู่ตลาดอีกด้วย
บทสรุป
ในการวางแผนยุทธศาสตร์ระบบจัดเก็บข้อมูล บริษัทด้านโทรคมนาคมจำเป็นต้องถามคำถามสำคัญบางอย่าง เช่น
* ?ข้อมูลสำคัญทางธุรกิจได้รับการป้องกันหรือยัง?
* ?บริษัทพร้อมสำหรับการเติบโตในอนาคตหรือยัง?
*??ลูกค้าของบริษัทจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องในเวลาที่เหมาะสมหรือไม่?
บริการด้านโทรคมนาคมยุคใหม่จะมาในรูป ของชุดบริการใหม่ อย่าง ไวแม็กซ์?และการได้รับรู้แผนที่ความคิด (mind map) ของลูกค้าจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก
สิ่งที่เราต้องดำเนินการให้ได้ก็คือ ความสามารถในด้านการจัดการข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากเป็นสิ่ง กระตุ้นในการผลักดันให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการดำเนินงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างไม่คาด คิด และสามารถปรับปรุงการใช้งานของลูกค้าให้ดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/21/news_305138.php
Tags: gigabyte, terabyte, กิกะไบต์, เทลาไบต์22 Oct
ไม่ต้องใช้มันแล้วโบท็อกซ์เข็มละหลายพัน หน้าตึงก็จริงแต่เหมือนหุ่นขี้ผึ้ง นักวิจัยเสนอหลอด LED ส่องลบรอยตีนได้
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : อังเดร พี ซอมเมอร์ และแดน ซู จากสถาบันวัสดุไมโครและนาโนเมตร มหาวิทยาลัยอูลม์ เยอรมนี พบทางเลือกใหม่ใช้หลอดแอลอีดีลบรอยตีนกา ไม่เอาแล้วโบท็อกซ์ หรือศัลยกรรมดึงใบหน้าตึง
ผลงานวิจัย ดังกล่าวจะตีพิมพ์ลงในวารสาร ACS’ Crystal Growth & Design ฉบับวันที่ 5 พ.ย.นี้ โดยนักวิจัยทดลองใช้แสงจากหลอดแอลอีดีเข้มข้นสูงส่องลบรอยเหี่ยวย่นต่อ เนื่องหลายสัปดาห์ ผลปรากฏว่าสามารถฟื้นฟูสภาพผิวหนังให้ดูสดใส ลดระดับรอยย่น เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิวหนังได้อย่างเหลือเชื่อ
หลอดแอลอีดีที่ใช้ส่องลดรอยเหี่ยวย่นเป็นหลอดส่องสว่างที่ใช้อยู่ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ที่เห็นทั่วไปก็พวกรีโมท คอนโทรล? และไฟจราจร
ใน วงการแพทย์ใช้หลอดแอลอีดีความเข้มข้นสูงมากว่า 40 ปีแล้วเพื่อช่วยสมานแผล แสงจะส่องทะลุผิวหนังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบริเวณเนื้อเยื่อใต้ผิว แต่จนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่า แสงจากหลอดแอลอีดีมีส่วนช่วยในกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีกายภาพอย่างไร
แต่ นักวิจัยสองรายนี้บอกว่า พวกเขาเข้าใจกลไกของมันทำงานฟื้นฟูสภาพผิวของมันแล้ว โดยแสงจากหลอดแอลอีดีผ่านเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างโมเลกุลของชั้นน้ำที่มี ลักษณะเหนียวคล้ายกาวบนอีลาสติน โปรตีนที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ผิวหนัง เส้นเลือด หัวใจ และโครงสร้างอื่นของร่างกาย
พูด ง่ายๆ (อันที่จริงซับซ้อนกว่านี้เยอะ) แสงจากหลอดแอลอีดีทำให้โมเลกุลน้ำบริเวณอีลาสตินที่แข็งกระด้างลอกออกไป ร่างกายจึงค่อยๆ สร้างอีลาสตินใหม่ทดแทน และลดรอยย่นบนใบหน้าไปในตัว พวกเขายังบอกด้วยว่า เทคนิคใหม่ที่พวกเขาพบจะช่วยฟื้นฟูความอ่อนเยาว์ให้กับผิวทำได้ง่ายขึ้น
ข้อ สำคัญไม่ควรทดลองทำเองที่บ้าน เนื่องจากรายงานไม่ได้ระบุชัดเจนถึงระดับความเข้มข้นของแสง และระยะเวลาที่ใช้ส่องผ่านผิวหนัง ตลอดจนระยะห่างจากผิวหนัง ถ้าอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ไปอ่านบทความได้ที่ http://dx.doi.org/10.1021/cg8000703
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/22/news_305180.php
Tags: หลอด led