IT.SIAMHOST4U.COM ที่ที่ คุณจะไม่ตกข่าว!
20 Oct
แพทย์ผู้ชำนาญโรคผิวหนังเมืองผู้ดีอังกฤษประกาศเตือน การใช้โทรศัพท์มือถือมากเกินไปอาจจะเป็นต้นตอของผื่นคันที่เกิดขึ้นบนหูหรือ แก้มที่ไม่ทราบสาเหตุ ตั้งชื่อเล่นให้โรคนี้แล้วว่า “mobile phone dermatitis” หรือโรคผิวหนังอักเสบโทรศัพท์เคลื่อนที่
สมาคมแพทย์ผิวหนังอังกฤษหรีอ British Association of Dermatologists เปิดเผยผลการวิจัยล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุว่าโรคผิวหนังอักเสบโทรศัพท์เคลื่อนที่นี้จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงและมี อาการคัน อาจเกิดขึ้นกับผู้ที่แพ้สารนิกเกิลหรือโลหะทองแดงซึ่งเคลือบไว้ที่ผิว หน้ากากโทรศัพท์มือถือ เมื่อผู้ที่แพ้สารเหล่านี้ใช้โทรศัพท์มือถือแนบกับใบหูและแก้มเป็นเวลานาน ก็จะมีโอกาสสูงที่จะเกิดผื่นคันขึ้นบริเวณจุดสัมผัส
” งานวิจัยนี้มีประโยชน์ต่อแพทย์ผิวหนัง เพราะสามารถนำไปตั้งเป็นข้อสันนิษฐานได้หากพบคนไข้ที่มีผื่นคันบริเวณใบหู และแก้มโดยไม่ทราบสาเหตุ” สมาคมแพทย์อังกฤษกล่าว โดยบอกว่าแพทย์จำนวนมากยังไม่ทราบว่าโทรศัพท์มือถืออาจเป็นต้นเหตุที่ทำให้ เกิดอาการแพ้ได้
เช่นเดียวกัน ผู้บริโภคก็สามารถสังเกตตัวเองเพื่อรักษาความปลอดภัย ในยุคสมัยที่ผู้คนต้องใช้โทรศัพท์มือถือในการสื่อสารทุกวันเช่นนี้ โดยผดผื่นคันคือการเตือนภัยรูปแบบใหม่รองจากโรคมะเร็งในสมอง ที่ยังเป็นเรื่องถกเถียงกันในหมู่นักวิจัยว่ามีโอกาสเกิดขึ้นกับผู้ใช้ โทรศัพท์มือถือจริงหรือไม่
นิ้วก็ต้องระวัง
“ในโรคผิวหนังอักเสบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผื่นคันจะเกิดบนใบหูหรือแก้มที่สัมผัสกับโลหะบนโทรศัพท์มือถือ ซึ่งโดยทางทฤษฎีแล้ว ผื่นคันก็มีโอกาสเกิดขึ้นบนนิ้วของคนที่พิมพ์ข้อความบนโทรศัพท์มือถือผ่าน ปุ่มโลหะเป็นเวลานานๆด้วย” งานวิจัยระบุ
นอกจากโทรศัพท์มือถือ นิกเกิลเป็นโลหะที่ถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ประเภทจิวเวอรีเครื่องประดับเพชรพลอย และหัวเข็มขัด ซึ่งที่ผ่านมา ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยมีอาการแพ้จากสินค้าเหล่านี้ และอาการแพ้ก็มีลักษณะเป็นผดผื่นแดงบริเวณจุดสัมผัสเช่นเดียวกัน
ล่า สุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในอังกฤษได้ทดสอบโทรศัพท์มือถือยอดนิยม ราว 22 รุ่นในท้องตลาดจาก 8 ผู้ผลิตทั่วโลก พบว่ามีสารนิกเกิลในโทรศัพท์มือถือมากกว่า 10 รุ่น ถือเป็นสัดส่วนที่ทำให้ควรมีการให้ความรู้กับผู้บริโภคอย่างทั่วถึง
เรียบเรียงจากรอยเตอร์ส
ที่มา : http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9510000124257
Tags: mobile, โทรศัพท์มือถือ18 Oct
คุณคิดว่าโครงการพันล้านที่คุณ(อาจจะ)ได้ทำ ต้องมีจุดเริ่มต้นมาจากอะไร?
แน่นอนว่าคุณจะต้องขาย “ไอเดีย” หรือ “สินค้า” ที่สามารถ “อธิบาย” คุณประโยชน์ และข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้ ให้กลายออกมาเป็น “ภาพ” ที่จับต้องได้ ให้ลูกค้าคล้อยตาม และตกลงปลงใจ “ซื้อ” สินค้าหรือบริการของคุณในที่สุด!
ฉะนั้นถ้าคุณยิ่งมีเครื่องมือดีๆ ที่จะนำเสนองานได้อย่างมืออาชีพ และเต็มประสิทธิภาพ ที่ให้ข้อมูลได้ทั้งข้อความ ภาพและภาพเคลื่อนไหวแบบครบครัน จนเรียกเสียงปรบมือได้ทั่วห้องประชุม ไม่ว่าเท่าไหร่คุณก็ยอมจ่ายจริงไหม?
แต่!..เราไม่ขาย เครื่องมือนั้นเราแจกฟรี พร้อมยินดีบอกคู่มือวิธีใช้อย่างละเอียดให้คุณอีกด้วย!
280Slides.com คือ เว็บไซต์ที่จะกลายเป็นอาวุธสำคัญในการสร้างพรีเซ็นเทชันออนไลน์ให้กับคุณ สามารถใส่ภาพ เสียง วิดีโอ จนชิ้นงานของคุณบรรเจิดไปด้วยมัลติมีเดียทุกรูปแบบ (โดยที่ไม่ต้องลง หรือเปิดโปรแกรมใดๆ) ไม่เพียงเท่านี้คุณยังสามารถโชว์งานของคุณบนบล็อกของตัวเองได้อีกด้วย และที่สำคัญมากๆ คือ ฟรี และใช้งานภาษาไทยได้อย่างไร้ที่ติ!
ทำไมต้องสร้างพรีเซ็นเทชันแบบออนไลน์บนเว็บไซต์?
* ตัดปัญหาเรื่องไฟล์ที่ใหญ่มหึมา เพราะต้องใช้การแทรกรูปภาพ หรือวิดีโอแนบไปกับไฟล์ และประเด็นปวดหัวตามมาอีกลำดับก็คือ การส่งอีเมลให้ลูกค้าไม่ผ่าน อดขายงาน โดนนายดุ…ฯลฯ
* หมดข้อแก้ตัวสำหรับผู้ที่รู้ตัวว่าไม่ใช่ศิลปิน ที่ไม่ว่าจะใช้เทคนิคอะไร พรีเซ็นเทชันที่ออกมาก็เหมือนรายงานหน้าห้องตอนปี 4 ไปเสียทุกที เพราะการทำพรีเซ็นเทชันแบบออนไลน์มีรูป/วิดีโอนับล้านให้คุณเลือก
* ทำงานได้ทุกที่ ตามที่นายสั่งมา ขอเพียงแค่คอมพิวเตอร์มีอินเทอร์เน็ต
* ไม่ใช่โปรแกรมเถื่อน จึงไม่มีลิขสิทธิ์ ฉะนั้นไม่ต้องกลัวการปราบปราม เพราะที่นี่ทุกคนมีสิทธิ์ใช้ แค่สมัครสมาชิกเท่านั้น!
ทำไมต้องเป็น 280Slides.com?
จากที่ทำการทดสอบเว็บไซต์สร้างสร้างพรีเซ็นเทชันออนไลน์หลายเว็บ ปัญหาใหญ่ที่พบก็คือ ไม่สามารถใช้งานภาษาไทยได้ แต่ที่ 280Slides.com อ่านและเขียนไทยได้อย่างสมบูรณ์
มาถึงตอนนี้หลายประเด็นที่คุณยังแอบสงสัยอยู่ในใจก็ได้เคลียร์ไปหมด แล้ว ฉะนั้นฝ่ายเซลล์ นักการตลาด อาจารย์ ผู้บริหาร ไปจนถึงคุณเลขาสาวสวย คงอดใจรอไม่ไหวที่จะทดลองใช้ 280Slides.com กันแล้วใช่ไหม?
เพียง 3 ขั้นของการสร้างพรีเซ็นเทชันออนไลน์แบบมัลติมีเดีย
1. เข้าไปที่ www.280Slides.com กดที่ปุ่มสีน้ำเงินกลางหน้าจอที่เขียนว่า “Try it now, Free”
2. รอสักพัก (ประมาณ 1-3 นาที) ให้โหลดโปรแกรมขึ้นมาบนหน้าจอ
3. คุณจะพบกับปุ่มต่างๆ ที่หน้าตาเหมือนโคลนนิ่งโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์มา ก็ลงมือสร้างงานพรีเซ็นเทชันใหม่ด้วยการคลิกที่ “New” ปุ่มมุมซ้ายสุดของจอ (คุณสามารถทดลองใช้ก่อนได้โดยไม่ต้องสมัครสมาชิก)
ดูพรีเซ็นเทชันที่แนะนำวิธีใช้งาน 280slides ได้ที่นี่
อะไร ที่เรียกว่าการสร้างพรีเซ็นเทชันออนไลน์แบบไม่ธรรมดา? ก็เพราะต้องสร้างให้ตระการตาแบบมัลติมีเดียนั่นเอง! ที่ 280Slides คุณสามารถ…
* เปลี่ยนธีม : ต้องยอมรับว่า 280Slides ยังอยู่ในช่วงทดลองใช้ (Beta) จึงไม่ได้มีธีม หรือ โครงสร้างสีออกมาให้เลือกมากนัก แต่อย่างไรก็ดี คุณสามารถนำภาพสวยๆ มาตั้งเป็นภาพพื้นหลังแทนธีมได้
* ใส่รูป : แค่กดปุ่ม “Photo” คุณก็มีถึง 3 วิธีในการนำรูปสวยนับพันล้านรูปมาใช้ ดังนี้
1. อัปโหลดรูปของตัวเองที่มีอยู่ในเครื่องขึ้นไปโดยคลิกที่ปุ่ม “Upload”
2. ค้นหาภาพ (ซึ่งจะดึงฐานข้อมูลภาพกว่า 2 พันล้านภาพจากเว็บไซต์เก็บรูปออนไลน์อย่าง flickr.com) โดยพิมพ์คำคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นหา อาทิ sea, flower (แนะนำให้ใช้ภาษาอังกฤษจะพบภาพมากกว่า) เมื่อพบรูปที่ต้องการก็แค่ลากแล้วนำมาวางไว้ในตำแหน่งที่คุณต้องการบนพรีเซ็นเทชัน
3. ดึงภาพจากเว็บไซต์อื่นมาใช้ เพียงแค่ทราบที่อยู่ของภาพใด ๆ ก็ตามที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต คุณก็สามารถนำมาใช้ประกอบบนพรีเซ็นเทชันของคุณได้
ตัวอย่าง ถ้าต้องการใส่ภาพแรกของเรื่อง Anyite (เว็บไซต์สำหรับการนัดออนไลน์ที่เคยรีวิวไปเมื่อศุกร์ที่แล้ว) ก็เพียงคลิกขวาที่เมาส์บนภาพ > เลือกเมนูสุดท้าย “properties” > จะพบ Address (URL) ที่ลงท้ายด้วยด้วย .JPG (ตัวอย่าง http://pics.manager.co.th/Images/551000013012101.JPEG) คุณก็เพียงคัดลอกที่อยู่ของภาพนี้มาไว้ แล้วกดที่ “Enter URL” ใน 280Slides และวางที่อยู่ของภาพนี้ลงไป > กดปุ่ม “Enter” ที่คีย์บอร์ด ก็จะมีรูปภาพนั้นๆ ปรากฏขึ้นมาทันที จากนั้นก็เลือกปรับขนาดของภาพได้ตามชอบใจ
* ใส่วิดีโอ : คุณสามารถอัปโหลดวิดีโอของคุณเองไปใส่ไว้ในพรีเซ็นเทชันออนไลน์ หรือเลือกวิดีโอคลิปนับล้านๆ จากเว็บไซต์วิดีโอชื่อดังอย่าง Youtube.com มา ใส่ประกอบไฟล์ของคุณได้ ซึ่งแน่นอนว่าคุณจะเลือกวิดีโอที่คุณทำขึ้นเองแล้วอัปโหลดขึ้นไปบนยูทูบ หรือ เลือกวิดีโอของคนอื่นมาแปะใส่ไปในชิ้นงานของคุณก็ได้
ขั้นตอนการแทรกวิดีโอจากยูทูบลงไปใน 280Slides ก็ทำง่ายไม่แพ้การเพิ่มรูป เพียงแค่คลิกที่เมนู “Video” > เลือก Enter URL: ใส่ลิงก์วิดีโอของยูทูบ (ตัวอย่าง http://www.youtube.com/watch?v=NQdIhGlI_gg) แล้วกด Enter ที่คีย์บอร์ด ก็จะมีหน้าจอทีวีของยูทูบปรากฏขึ้นมา จากนั้นก็เลือกปรับขนาดของจอวิดีโอได้ตามชอบใจ
ซึ่ง การแทรกไฟล์วิดีโอลงในพรีเซ็นเทชันนี้ถือว่าเป็นจุดที่ 280Slides ทำได้เหนือกว่าการใช้งานโปรแกรม ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ พาวเวอร์พอยต์อย่างมาก เพราะถ้าคุณใช้ 280Slides ในการนำเสนอแบบออนไลน์ คุณสามารถคลิกและเปิดวิดีโอนั้นขึ้นมาโชว์ได้ทันที ไม่ต้องนำไฟล์วิดีโอใหญ่ๆ แทรกเข้าไปและต้องออกจากโปรแกรมพาวเวอร์พอยต์เพื่อมาเปิดโปรแกรมเล่นวิดีโอ อื่นๆ ให้การนำเสนองานของคุณต้องสะดุด
ถ้ามีไฟล์งานพรีเซ็นเทชันอยู่แล้ว จะใช้งานร่วมกับ 280Slides ได้หรือไม่?
ได้แน่นอน มันสามารถย้ายงานไปมาระหว่างออนไลน์ และเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ เหมาะมากสำหรับคนที่งานยุ่งจนศีรษะฟูฟ่อง พอเสียงนาฬิกา 6 โมงต้องฝ่ารถติดออกมาจากออฟฟิศ อาจจะแวะไปนั่งที่คอฟฟี่ชอปแถวสยาม และลุยงานต่อได้ทันที แค่กดปุ่ม “Import” นำไฟล์พาวเวอร์พอยต์มาโหลดเข้าไปที่ 280Slides อีกทีหนึ่ง และเมื่องานของคุณลุล่วงก็ยังสามารถกดปุ่ม “Download” เพื่อดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมดเก็บเอาไว้ที่เครื่องฮาร์ดดิสก์ของคุณได้อีกทอดหนึ่ง
:: ส่งต่อ และแสดงไฟล์พรีเซ็นเทชันได้ทุกช่องทาง ::
ที่เมนู “Share” ด้านขวามือสุด คุณจะมี 3 ทางเลือกในการส่งต่อ และแสดงไฟล์พรีเซ็นเทชันของคุณ อันได้แก่
1. ส่งทางอีเมล ก็กรอกอีเมลคนที่คุณต้องการส่งต่อ โดยผู้รับจะได้อีเมลจาก presentations@280slides.com พร้อมไฟล์พรีเซ็นเทชันนามสกุล .pptx แนบมาให้
2.อัปโหลดไฟล์ของคุณไปโชว์ที่ศูนย์รวมไฟล์พรีเซ็นเทชันอย่าง Slideshare.net โดยอัตโนมัติ
3 คัดลอกลิงก์ของไฟล์พรีเซ็นเทชันชิ้นนี้แล้วนำไปแปะที่บล็อกหรือเว็บไซต์ของคุณ
หมายเหตุ กรณีที่ 2-3 เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้ชิ้นงานเปิดเผยต่อสาธารณชน
สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ 280Slides
* ไฟล์ที่คุณสามารถทำมา “Import” เข้าไปใช้เปิดชม และแก้ไขใน 280Slides จะต้องเป็นนามสกุล .pptx,ppt, และ odp เท่านั้น
* ไฟล์พรีเซ็นเทชันที่คุณจะ “ดาวน์โหลด” ลงเครื่องได้จะมีหลายนามสกุลให้เลือก อาทิ ppt, pptx,odp, และ pdf และหากคุณแนบวิดีโอจากยูทูบลงในพรีเซ็นเทชัน เมื่อ Download ไฟล์นั้นมาเพื่อมาเปิดในเครื่องคอมพิวเตอร์ จะไม่สามารถเปิดชมวิดีโอได้ทันที (มันจะกลายเป็นภาพนิ่ง) ต้องเปิดพรีเซ็นเทชันจากเว็บไซต์เท่านั้นถึงจะสามารถดูวิดีโอออนไลน์ได้ ทันที
* ถ้าพิมพ์ภาษาไทยจะมีแบบตัวอักษร (Fonts) แค่แบบเดียว
* ขณะทำงานจะมีการบันทึกไฟล์ให้โดยอัตโนมัติ (Autosave & Recovery) ทุกๆ นาที โดยที่สามารถดูการแก้ไขทีละขั้นจากประวัติการทำงาน (History) ได้ เพียงคลิกที่ปุ่ม Undo, Redo
* คนที่คุ้นชินกับการใช้ปุ่มลัดที่แป้นพิมพ์ในการคัดลอกข้อความ ก็สามารถใช้งานได้ดีบน 280Slides อาทิปุ่ม ctrl-z, ctrl-v
* เว็บไซต์สร้างด้วยภาษาจาวา ไม่ใช่เป็นแฟลช ฉะนั้นไม่ต้องกังวลเรื่องการติดตั้งและอัปเกรดโปรแกรมแฟลชในเครื่อง คอมพิวเตอร์ของคุณ
ข้อดี
* ไม่ว่าจะ Import หรือ Download ไฟล์พรีเซ็นเทชัน สามารถอ่านภาษาไทยได้ 100% ไม่มีตกหล่น
* ต่อไปนี้พรีเซ็นเทชันของคุณจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป เพราะทั้งภาพ และวิดีโอ ก็สามารถมีให้เลือกใส่ได้ไม่จำกัด
* หน้าตาโปรแกรมใช้งานง่ายไม่ต่างไปจาก ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ พาวเวอร์พอยต์ที่คุณรู้จัก ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการเรียนรู้วิธีใช้งานอีก
* หมดปัญหาเรื่องส่งไฟล์ให้คนอื่นไม่ได้เนื่องจากใหญ่เกินไป เพราะมีหลายทางเลือก ทั้งให้ระบบแนบและส่งทางอีเมล นำไปโพสออนไลน์ที่เว็บไซต์ศูนย์รวมไฟล์พรีเซ็นเทชันอย่าง Slideshare.net หรือจะแปะบนบล็อกของตนให้คนอื่นเข้ามาอ่านออนไลน์ก็ได้
ข้อเสีย
* หากอินเทอร์เน็ตของคุณมีความเร็วต่ำกว่า 1 เมกกะบิตขึ้นไป อาจจะพบว่าใช้งานได้ช้าสักหน่อย ซึ่งจะส่งผลถึงการ Import และ Download งานเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วย
* ฟีเจอร์พื้นฐานยังไม่ค่อยเพียบพร้อม อาทิ ธีมน้อยเกินไป ใส่แผนภูมิไม่ได้ เพิ่มลูกเล่นเอฟเฟกต์ต่างๆ ให้ภาพ กับตัวอักษรไม่ได้
* ไม่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ (ไม่มีฟีเจอร์ที่อีเมลไปให้เพื่อมาช่วยกันแก้ไขไฟล์เดียวกัน (ไม่เหมือนกับ Gliffy เว็บไซต์สร้างแผนภูมิออนไลน์ที่เคยรีวิวไปก่อนหน้านี้)
สรุป
นอกเหนือจากโปรแกรมนำเสนองาน หรือ การสร้างพรีเซ็นเทชันสุดคลาสสิกอย่าง ไมโครซอฟท์ ออฟฟิศ พาวเวอร์พอยต์ (Mircrosoft Office PowerPoint) ที่คุณรู้จักและใช้มาจนนมนานแล้ว การอัปเกรดตัวเองให้คุ้นเคยกับซอฟต์แวร์ใหม่ๆ บนอินเทอร์เน็ตที่มีหลายประสิทธิภาพเหนือกว่า ก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่คุณจะสามารถ “สร้างสิ่งที่เหนือความคาดหมาย” ให้กับองค์กรได้ และผลสุดท้ายก็คือ การตบโบนัส และตำแหน่งงานที่สูงยิ่งขึ้นไปในที่สุด
เกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับ 280Slides
หน้าตาของเว็บ 280Slides ได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากโปรแกรมสร้างพรีเซ็นเทชันของเครื่องแมคอินทอ ช ที่ชื่อว่า คีย์โน้ต (Keynote)
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000123627
Tags: 280slides, online power point, presentation online18 Oct
บริการใหม่จากแคนาดา อาศัยคุณสมบัติจีพีเอส หากพบมือถือกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว แปลว่าเจ้าของเครื่องขับรถอยู่
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : แคมเปญ”ขับไม่คุย” ฮิตไปถึงเมืองนอกเมืองนา ล่าสุดบริษัทในแคนาดาเปิดตัวซอฟท์แวร์เลขาเสมือน ป้องกัน “คนช่างจ้อ” คุยโทรศัพท์ขณะขับรถ

เอกิสโมบิลิตี้ บริษัทเอกชนจากแคนาดา เผยถึง “ไดรฟท์ แอสซิสต์”? ว่า เป็นเทคโนโลยีการบริหารจัดการโทรศัพท์มือถือแบบพิเศษที่สร้าง เลขานุการส่วนตัวแบบเสมือนจริง สามารถจับสัญญาณโทรศัพท์หรือข้อความที่ส่งเข้ามาในโทรศัพท์มือถือขณะที่รถ กำลังวิ่ง โดยการจับการเคลื่อนที่ของโทรศัพท์มือถือจากความเร็วของรถแล้วส่งข้อความไป ยังผู้ที่โทรเข้ามาว่า เจ้าของเครื่องอยู่ระหว่างการขับรถ พร้อมกับให้ทิ้งข้อความ หรือเบอร์โทรกลับเอาไว้
นอกจากนี้ซอฟท์แวร์ยังมีบริการพิเศษ ที่สามารถจำเพาะเบอร์สำคัญว่า คนที่โทรมาเป็นผู้ปกครองหรือที่ทำงาน เพื่อแจ้งว่า ผู้รับหรือเจ้าของ โทรศัพท์เครื่องนี้ กำลังอยู่ ณ ตำแหน่งไหน โดยใช้เทคโนโลยีพิกัดดาวเทียมที่มีอยู่ในอุปกรณ์ หรือการกำหนดตำแหน่งผ่านเซลล์ทาวเวอร์ที่รับส่งสัญญาณ เครือข่ายโทรศัพท์ที่เจ้าของเครื่องใช้อยู่ อย่างไรก็ดี ผู้ที่โทรเข้าสามารถแจ้งไปยังผู้ขับให้รับโทรศัพท์ได้ โดยชี้ว่าเป็นกรณีฉุกเฉิน
“ไดรฟท์ แอสซิสต์” เป็นหนึ่งในบริการของเจ้าของเครือข่าย โดยสามารถแจ้งใช้บริการโดยแจ้งรับบริการเป็นรายเดือน
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
Tags: drive assist, ขับรถ โทรศัพท์, ไดรฟท์ แอสซิสต์18 Oct
เตือนฟังเพลงจากเครื่องเล่นเอ็มพี เสียงดังนานเกิน 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี มีสิทธิ์หูหนวกถาวร
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นักวิทยาศาสตร์ทำการศึกษาวิจัยตามคำร้องของสหภาพยุโรป(อียู) ที่ต้องการศึกษาพฤติกรรมการฟังเพลงในยามว่าง ชี้ว่า เด็กและวัยรุ่นควรจะ หลีกเลี่ยงการฟังเสียงที่ดังเกินกว่ามาตรฐาน ซึ่งเสียงโทรศัพท์มือถือที่ดังเกินเหตุนั้นก็จะนำมาเป็นประเด็นในการ วินิจฉัยต่อไป

นักวิจัยชี้ว่าอัตราเสี่ยงที่จะส่งผล ต่อการได้ยินนั้น ขึ้นอยู่กับความดังของเสียงและระยะเวลาฟัง ซึ่งบรรดาเด็กวัยรุ่นมีความเสี่ยงสูง
ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าประชากร ระหว่าง 50-100 ล้านรายที่ใช้เครื่องเล่นเพลงแบบพกพาฟังเพลงเป็นประจำทุกวัน หากฟังเพลงเสียงดังเกิน 85? เดซิเบล 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็ถือว่า ได้รับเสียงที่ดังเกินกว่าที่สหภาพยุโณปกำหนดความดังของเสียงที่ได้ยินในที่ ทำงาน และหากฟังในระยะเวลาที่นานกว่า นั้น ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะสูญเสียการได้ยินแบบถาวรภายในระยะเวลา 5 ปี
เมื่อลองคำนวณนักวิจัยพบว่า ผู้ที่มีความเสี่ยงอยู่ในระหว่าง 5-10% ของผู้ที่ฟังเพลงผ่านเครื่องเล่นเอ็มพี หรือเท่ากับประชากรในสหภาพยุโรป กว่า 10 ล้านคน
ยอดขายของเครื่องเล่นเพลงพกพาใน ประเทศแถบยุโรปเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะ เครื่องเล่นเอ็มพี ซึ่งเจ้าหน้าที่ สหภาพยุโรปคาดการณ์ว่า ยอดขายระหว่า 184-246 ล้านเครื่องสำหรับเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา จะเป็นยอดขายเครื่องเล่นเอ็มพี ถึง? 124-165 ล้านเครื่อง
ในขณะที่โทศัพท์มือถือก็เป็นอีกหนึ่ง ประเด็นที่เม็กลีน่าคูเนว่า เจ้าหน้าที่กิจการผู้บริโภคของสหภาพยุโรปมองเห็นอันตรายต่อการได้ยิน โดยกล่าว ว่า บรรดาวัยรุ่นใช้ระดับเสียงที่ดังเกินกว่ามาตรฐานและอาจส่งผลต่อการได้ยินได้
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
Tags: mp3, ฟัง mp3, หูดับ, หูเสีย17 Oct
ว่างไหม…ไปคอมเวิลด์กันป่าว
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : นายวิโรจน์ อัศวรังสี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิแอสไปร์เรอร์ส ผู้จัดการคอมเวิล์ค กล่าวว่า ภาพรวมการเปิดงานวันแรกซึ่งจัดที่พารากอน วานนี้ (16 ต.ค.) ค่อนข้างน่าพอใจ เมื่อเทียบกับผลกระทบจากเศรษฐกิจและการเมืองที่เกิดขึ้น ซึ่งตลอด 4 วันของการจัดงานน่าจะมีผู้เข้าชมถึง 1 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ส่วนของยอดซื้อสินค้า น่าจะลดลงเหลือ 1,500 ล้านบาท จากเดิม 1,800 ล้านบาทเนื่องจากราคาสินค้าต่อหน่วยลดต่ำลง
“การที่มีผู้เข้าชมคับคั่ง ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากไม่มีงานไอทีใหญ่ ๆ ช่วง 3 เดือน และเป็นช่วงปิดเทอมทำให้มีคนสนใจเข้ามา และโปรโมชั่นก็ดึงดูดที่โดดเด่นซื้อ 1 แถม 1ซึ่งจูงใจได้มากและยังทำให้ผู้ค้าได้กระแสเงินสดเข้าบริษัทมากกว่าการหั่น ราคารุ่นต่อรุ่นแบบเดิม” นายวิโรจน์กล่าว
ทั้งนี้ ค่ายยักษ์อย่างเอเซอร์ คอมพิวเตอร์ หั่นราคาเน็ตบุ๊คแอสไปร์วันรุ่นสีน้ำเงิน จาก 9,900 เหลือ 6,900 บาท จำนวน 100 เครื่อง ตลอด 4 วันของการจัดงาน
ขณะที่ อัสซุส คอมพิวเตอร์ ใช้เวทีคอมเวิลด์ เปิดตัวสินค้าตระกูลใหม่ของอีอีอีพีซี นำเสนอ อี-บ็อกซ์ เครื่องพีซีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ประหยัดพลังงานมากกว่าพีซีทั่วไป 90% ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท ซึ่งคาดหวังว่าจะมียอดขาย 20 ล้านบาทสิ้นปีนี้ พร้อมหั่นราคาอีอีอี พีซี 701 ที่เปิดตัวเหลือ 5,990 บาทต่ำกว่าคู่แข่ง
ส่วนของฮิวเลตต์-แพคการ์ด ร่วมกับเฟิร์สชอยซ์ ผ่อนสินค้านาน 2 ปี พร้อมลดราคมินิโน้ต 19,900 เหลือ 15,900 บาท
ฟากผู้ผลิตที่ยังไม่มีเน็ตบุ๊ค ก็หั่นราคาคอมพิวเตอร์หน้าจอขนาดเล็ก โดยฟูจิตสึ จะลดราคาตระกูลไลฟ์บุ๊ค รุ่นหน้าจอ 12.1 และ 13.1 นิ้ว เฉลี่ยรุ่นละ 10,000 บาท โดยไลฟ์บุ๊คพี 8010 เหลือ 59,900 บาท และเอส 6410 เหลือ 39,900 พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน 10 เดือน
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/17/news_304055.php
Tags: คอมเวิลด์17 Oct
ดิแอสไพเรอร์สกรุ๊ป จัดงานคอมเวิลด์ดันกระแสเทคโนโลยีโมบายยุคที่ 2 พร้อมร่วมมือกับผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าไอทีหวังฟื้นตลาดเทคโนโลยีส่งท้าย ไตรมาสสุดท้ายของปี
นายวิโรจน์ อัศวรังสี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ดิ แอสไพเรอร์ส กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า จะเน้นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ชิปเซต เซนทริโน 2 จากอินเทล, เน็ตบุ๊ก ยุคที่ 2 จากอัสซุส ผู้นำด้านโน้ตบุ๊กขนาดเล็กเป็นรายแรก, ระบบมัลติทัช บนพีดีเอโฟน และแผนที่นำทางผ่านดาวเทียม โน้ตบุ๊กรุ่นใหม่พร้อมชิปเซ็ตประหยัดไฟ สามารถใช้งานต่อเนื่องได้เกิน 18 ชั่วโมงต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้งแล้ว โดยผู้ขายต่างให้ความร่วมมือในการจัดโปรโมชันเพื่อกระตุ้นยอดขายของตลาด เทคโนโลยีในช่วงท้ายปีนี้
” สำหรับภาวการเมือง และมีวิกฤติการณ์การเงินในอเมริกา น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ต้องจัดงานคอมเวิลด์เพื่อเข้ามากระตุ้นตลาด เพราะแม้ว่าตลาดราชการและเอกชนขนาดใหญ่จะชะลอการซื้อ แต่ตลาดคอนซูเมอร์และธุรกิจขนาดเล็ก ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสินค้าไอทีมีความจำเป็นต่อการทำงานและการศึกษามากขึ้น?
อัสซุสเปิดตัว Eee Family
อัสซุสเทค ใช้โอกาสในงานคอมเวิลด์เพื่อแนะนำสินค้ารุ่นใหม่ในตระกูล Asus Eee Family เพิ่มไลน์สินค้าให้ครอบคลุมมากขึ้น
นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ความสำเร็จของสินค้าอย่าง อี-พีซี ขนาดหน้าจอ 7 – 10 นิ้ว ทำให้ทางอัสซุสเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่มีขนาดเล็ก อย่างเช่น อี-บ็อกซ์ เครื่องพีซีที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ซึ่งขณะนี้เริ่มมีการออกวางจำหน่ายแล้ว
” ทางอัสซุสหวังว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในตระกูล ‘Asus Eee Family’ จะมาสร้างกระแสไอทีให้ตลาดบ้านเราตื่นตัวมากขึ้น เบื้องต้นวางเป้าหมายอยู่ที่ประมาณ 2,000 เครื่องภายในสิ้นปีนี้”
มุมมองสภาวเศษฐกิจในขณะนี้ ทางอัสซุสเทค มองว่า การที่เริ่มเกิดวิกฤตการต่างๆในช่วงไตรมาสสุดท้ายนี้ อาจจะไม่มีผลกระทบต่อรายได้ของปีนี้มากนัก แตจะส่งผลกระทบหลักในช่วงต้นปีหน้า ที่จะทำให้ตลาดชะลอการซื้อ ทำให้ทางบริษัทต้องวางแผนในการทำตลาดมากขึ้นกว่าเดิม
นอกจากสินค้าอย่าง อี-บ็อกซ์แล้ว ทางอัสซุสยังได้เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอีกเช่น อี-ท็อปที่เป็นคอมพิวเตอร์พร้อมหน้าจอขนาด 15.6 นิ้ว โดยราคาเปิดตัวของ อี-บ็อกซ์ อยู่ที่ 9,900 บาท
เอชพี โชว์โซลูชันการพิมพ์และมัลติมีเดีย
เอชพีร่วมกับเครือข่ายสถาบันสอนการพิมพ์และมัลติมีเดียนำประสบการณ์ Personalized Printing สู่ผู้บริโภคเพื่อขยายฐานตลาดการพิมพ์ในอนาคต เน้นการให้ความรู้ด้านการพิมพ์ในรูปแบบต่างๆที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้บริโภคอย่างเต็มที่
นายสมชัย สูงสว่าง ผู้จัดการทั่วไป กลุ่มธุรกิจภาพและการพิมพ์ บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ทางเอชพีมองว่าแนวโน้มของตลาดการพิมพ์ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตาม ความต้องการใช้งานทางธุรกิจและการใช้งานของผู้ใช้ตามบ้านทั่วไป โดยเฉพาะการพิมพ์แบบดิจิตอลที่เอชพีคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตในอัตราที่สูง ขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าภายในปี 2553 การพิมพ์ดิจิตอลจะเพิ่มเป็น 53 ล้านล้านแผ่น หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของการพิมพ์ทั้งหมด
” ผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์การพิมพ์ที่สามารถสร้างสรรค์และจัดการได้ด้วย ตัวเองอย่างง่ายๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่ผู้บริโภคในแง่ของความสะดวกและลดต้นทุนโดย เฉพาะในส่วนของผู้ประกอบการขนาดเล็กและขนาดย่อม”
เครือข่ายสถาบันสอนการพิมพ์และมัลติมีเดีย เป็นการร่วมมือของ 6 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มหาวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ และ มหาวิทยาลัยสยาม ที่มีสาขาหรือเนื้อหาวิชาการสอนเกี่ยวกับทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000123442
Tags: comworld17 Oct
พันธวณิช ออกโรงสอนมวยรัฐบาล ชี้ 6 มาตรการรับมือวิกฤตโลกทำได้จริงคือการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ และควรทำอี-ออกชันทั้งหมดเพื่อให้เงินอัดฉีดลงรากหญ้าอย่างเต็มที่ ลั่นรัฐต้องเลิกประมูลด้วยวิธีพิเศษเพราะทำให้งบประมาณกระจุกตัว ฟันธงวิกฤตเศรษฐกิจปี 52 แรงกว่าปี 40 เศรษฐกิจโลกช่วยซ้ำฝรั่งไม่มีเงินเที่ยว สั่งซื้อสินค้าไทย
นายรังษี กิติญาณทรัพย์ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พันธวณิช จำกัดกล่าวว่า 6มาตรการฉุกเฉินรับมือวิกฤตโลกที่รัฐบาลประกาศออกมานั้นเห็นด้วยกับมาตรการ ที่ 4 .เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณโดยกระทรวงการคลังจะเร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายภาย ในครึ่งแรกปีงบประมาณ 2552 เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 1.8 แสนล้านบาท ผ่านช่องทางหมู่บ้านเอสเอ็มแอล,กองทุนหมู่บ้าน และโอทอป เพราะเป็นการอัดฉีดเงินให้หมุนเวียนในประเทศอย่างแท้จริง
?ทั้ง 6 มาตรการที่รัฐบาลประกาศออกมาผมเห็นว่ามาตรการที่ 4 เป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุด ตอนนี้เราต้องอัดฉีดเงินหมุนเวียนในประเทศ เพราะเราไม่สามารถพึ่งพาประเทศอเมริกาและยุโรปได้ ฉะนั้นการหวังกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและส่งออกจึงเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันและ ผมกล้าฟันธงได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจปี 2552 จะรุนแรงกว่าปี 2540 เพราะในปี 40 คนไทยได้รับผลกระทบแต่ระดับบน เพราะยังมีแรงหนุนจากต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวและซื้อของเนื่องจากตอนนั้น ฝรั่งยังเฟื่องฟู?
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนมาตรการฉุกเฉินรับมือวิกฤตโลก ข้อ4 ให้ได้ผลนั้น อยากจะเสนอให้รัฐบาลดำเนินการในเชิงลึก 4 ข้อคือ 1. กระทรวงการคลังควรเน้นย้ำการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามระเบียบอย่างเคร่ง ครัดและโปร่งใสมากที่สุด นั่นคือการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ออกชัน) ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าโปร่งใสจริง และควรเลิกการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษอย่างเด็ดขาดยกเว้นต้องจัดซื้อ อุปกรณ์ที่มีผู้ผลิตรายเดียวซึ่งไม่ควรมีมากกว่า 10% ของมูลค่าการประมูลทั้งหมด
โดยการประมูลแบบอี-ออกชันนั้นหากรัฐหรือหน่วยงานรับผิดชอบกำหนด ระเบียบการประมูลอย่างเคร่งครัด จะช่วยให้การอัดฉีดเงินงบประมาณอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะหากหละหลวมเงิน ก็จะไม่ถูกนำมาใช้ในการประมูลอย่างเต็มที่
?รัฐบาล ต้องเลิกเสียทีการประมูลด้วยวิธีพิเศษเพราะทำให้งบประมาณที่อัดฉีดลงไปไม่ กระจายตัว ควรหันมาให้ความสำคัญการประมูลอี-ออกชัน ?และมีกฎระเบียบที่รัดกุมเพื่อให้งบประมาณกระจายทั่วถึงเกิดการจ้างงานมี กำลังซื้อเพิ่มขึ้น?นายรังษีกล่าว
2. มาตรการผ่อนปรนการเสนอราคากลาง จากในปีนี้ มีตัวเลขยกเลิกการประมูลอี-ออกชันถึง 20 % เนื่องจากผู้ประกวดราคาไม่สามารถทำราคาให้ต่ำกว่าราคากลาง เพราะประสบปัญหาต้นทุนผันผวนตามราคาน้ำมัน ราคาเหล็ก แต่ควรกำหนดการผ่อนปรนราคากลางไม่ให้สูงเกินกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งรัฐบาลสามารถ กำหนดได้ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการอัดฉีดเงินได้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายและพบ ว่างบประมาณปี 2551 สูงกว่าปี 2550 ถึง 6,000 ล้านบาทแต่กับมีการประมูลอี-ออกชันเท่ากับปี 2550
3.ภาครัฐควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณที่อนุมัติแล้วออกสู่หน่วยงานใน ภูมิภาคต่างๆอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเงินเข้าไปในระบบ ไม่ควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปลายปีเหมือนที่ผ่านมา
4.เร่งให้หน่วยงานภาครัฐส่งเงินเข้ากระทรวงการคลังเดือนละ 1 ครั้ง โดยที่ผ่านมามีเพียงสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ส่งเงินเข้ากระทรวงการคลัง ทุกเดือน ส่วนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ กรมศุลกากร สรรพสามิต กรมสรรพากร ยังคงส่งเงินเข้าคลังเป็นรายไตรมาส ซึ่งภาวะฉุกเฉินแบบนี้ควรเปลี่ยนวิธีเพื่อเพิ่มสภาพคล่องในประเทศ มิเช่นนั้นสภาพคล่องในประเทศจะตึง เสียหายกันหมดไปจนถึงระดับรากหญ้า
?มาตรการ ที่เหลือผมเห็นว่าเป็นเรื่องเพ้อฝันวันนี้เราต้องหันมาเพิ่มสถาพคล่องใน ประเทศเราก่อนลดการพึ่งพาต่างชาติ อย่าเอาเงินออกนอกประเทศ แม้แต่การลงทุนเม็กโปรเจกต์ก็ไม่เหมาะเพราะเป็นการนำเงินออกนอกประเทศไม่ เกิดการจ้างงานเพราะงานก่อสร้างเหล่านี้ใช้หัวขุดและเทคโนโลยีใต้ดิน แต่การกระจายงบประมาณออกไปในประเทศทำให้เกิดการจ้างงานเกิดขึ้นในประเทศมี เงินหมุนเวียนเกิดขึ้นในประเทศ?นายรังษีกล่าว
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000123462
Tags: พันธวณิช, เศรษฐกิจ, เศรษฐกิจ 5214 Oct
ซิสโก้เผยผลสำรวจทำข้อมูลภายในบริษัทรั่วไหลออกจากภายนอก พบ 10 พฤติกรรมอันตรายของพนักงานที่ควรแก้ไขเพื่อป้องกันและรักษาข้อมูล อันดับ 1 พนักงานมีการแก้ไขระบบป้องกันในคอมพิวเตอร์เพื่อต้องการล่วงละเมิดนโยบาย ระบบไอที และพบพนักงานปล่อยให้คนแปลกหน้าเดินเข้าห้องทำงาน
นายแพทริก ปีเตอร์สัน รองประธานฝ่ายเทคโนโลยี หน่วยธุรกิจไอรอนพอร์ต ซิสเต็มส์ บริษัท ซิสโก้ ซีสเต็มส์ เปิดเผยว่า ซิสโก้ได้ว่าจ้างอินไซท์เอ็กซ์เพรส บริษัทวิจัยตลาดที่มีฐานวิจัยอยู่ในสหรัฐอเมริกาให้ศึกษาข้อมูลการรักษาความ ปลอดภัยและการรั่วไหลของข้อมูลองค์กรธุรกิจ?ผลศึกษาการรักษาความปลอดภัย ข้อมูลจากทั่วโลก โดยสำรวจพนักงานและผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีกว่า 2,000 คนใน 10 ประเทศ ระบุ 800 คนอยู่ในออสเตรเลีย จีน อินเดีย และญี่ปุ่น พบว่าลักษณะการทำงานในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พนักงานสามารถทำงานจากนอกสำนักงานได้มากขึ้น จึงเกิดการเหลื่อมซ้อนกันระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว ทั้งนี้ เนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วของอุปกรณ์และแอปพลิเคชันต่างๆ อาทิ โทรศัพท์มือถือ แล็ปท็อป เทคโนโลยี เว็บ 2.0 วิดีโอ และสื่อทางสังคมอื่นๆ เป็นต้น
สำหรับพฤติกรรมอันหลากหลายที่ค้นพบในการศึกษานี้ มี 10 พฤติกรรมที่ควรพิจารณามากที่สุดดังนี้
1. การแก้ไขระบบป้องกันในคอมพิวเตอร์ พนักงาน 1 ใน 5 คนจะแก้ไขระบบป้องกันบนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน เพื่อที่จะสามารถล่วงละเมิดนโยบายที่ฝ่ายไอทีติดตั้งไว้ ทำให้สามารถเข้าเว็บไซต์ที่บริษัทไม่อนุญาตได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในสังคมเศรษฐกิจดาวรุ่งเช่นในประเทศ บราซิล จีน และอินเดีย โดยมีจำนวน 52% ให้เหตุผลว่าเพียงแค่ต้องการเข้าเว็บไซต์เหล่านั้น
2. การใช้งานแอปพลิเคชันที่ไม่ได้รับอนุญาต ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที 7 ใน 10 คนเชื่อว่าการใช้งานโปรแกรมที่ไม่ได้รับอนุญาตมีผลกับการทำให้ข้อมูลองค์กร รั่วไหลอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งความเชื่อดังกล่าวเป็นเรื่องที่พบเป็นปกติในสหรัฐอเมริกา (74%) บราซิล (75%) และอินเดีย (79%)
3. การใช้งานระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต 2 ใน 5 ของผู้เชี่ยวชาญและผู้ดูแลระบบไอทีต้องพบกับปัญหาพนักงานเชื่อมต่อเข้าไปยัง ระบบเครือข่ายหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในประเทศจีน และ 14% ยืนยันว่าเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกเดือน
4. การแลกเปลี่ยนข้อมูลที่อ่อนไหวขององค์กร 1 ใน 4 ของพนักงาน (24%) ยอมรับว่าได้แลกเปลี่ยนข้อมูลที่อ่อนไหวขององค์กรกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ พนักงาน ประเทศบราซิลเกิดเหตุการณ์นี้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์สูงที่สุด (47%)
5. การแลกเปลี่ยนอุปกรณ์ขององค์กร เกือบครึ่งของพนักงานที่ทำแบบสำรวจ (44%) ได้แลกเปลี่ยนการใช้อุปกรณ์ในการทำงานกัน และแลกเปลี่ยนกับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่พนักงาน
6. ความไม่ชัดเจนของการใช้งานอุปกรณ์ส่วนตัวกับการทำงาน 2 ใน 3 ของพนักงานยอมรับว่าได้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับการทำงานไปกับเรื่องส่วนตัว
7. ขาดการป้องกันตัวอุปกรณ์ 1 ใน 3 ของพนักงานเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยังคงล็อกอินอยู่ในระบบทิ้งไว้เมื่อไม่อยู่ที่โต๊ะ หรือเปิดเครื่องไว้ข้ามคืน
8. การเก็บชื่อผู้ใช้และพาสเวิร์ดไว้ในที่ที่เปิดเผย 1 ใน 5 ของพนักงานเก็บชื่อผู้ใช้และรหัสลับไว้บนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเขียนวางทิ้งไว้บนโต๊ะ บ้างเก็บในตู้ที่ไม่ได้ล็อก รวมถึงติดไว้บนคอมพิวเตอร์ ในบางประเทศเช่นประเทศจีน (28%)
9. อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลสูญหาย เกือบ 1 ใน 4 ของพนักงาน (22%) จัดเก็บข้อมูลองค์กรไว้ในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่เคลื่อนย้ายได้และนำออกไป นอกสำนักงาน พฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องปกติในประเทศจีน (41%)
10. การปล่อยให้มีคนภายนอกเดินตามพนักงานเข้าไปในสำนักงานโดยไม่มีการตรวจสอบ และการอนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่พนักงานเข้ามาในสำนักงานโดยไม่ได้ปรึกษาหัว หน้า: ?มากกว่า 1 ใน 5 ของพนักงานในประเทศเยอรมัน (22%) อนุญาตให้ผู้ที่ไม่ใช่พนักงานเข้ามาในสำนักงานโดยไม่ได้ขออนุญาตหัวหน้าของ ตน ผลเฉลี่ยอยู่ที่ 13% และ 18% ของพนักงานอนุญาตให้บุคคลที่ไม่รู้จักเดินตามหลังเข้ามาและรุกล้ำเข้าไปใช้ อุปกรณ์สำนักงานโดยไม่ได้รับอนุญาต
ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000121966
Tags: cisco, ข้อมูลบริษัท, ข้อมูลรั่วไหล, ซิสโก้14 Oct
เอฟทีซีเตือนวิกฤติการเงินโลก เปิดช่อง “ฟิชชิ่ง” ระบาดหนัก อาศัยจังหวะธนาคารเปลี่ยนเจ้าของขโมยข้อมูลแนะลูกค้าธนาคารระวังตัว ห้ามตอบอีเมล หรือให้ข้อมูลทางการเงินผ่านเวบ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :
สำนักข่าวบีบีซี รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ต แจ้งเตือนถึง อาชญากรรมไฮเทคที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากวิกฤติสถาบันการเงินทั่วโลก โดยล่าสุด คณะกรรมการการค้าแห่งชาติสหรัฐ (เอฟทีซี) ระบุว่า กลุ่มฟิชชิ่ง (เทคนิคการลวงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต) กำลังอาศัยช่วงปั่นป่วนนี้ ขโมยข้อมูลสำคัญจากลูกค้าธนาคาร
ขณะที่ กลุ่มรัฐสภาสหราชอาณาจักร เผยว่า อาชญากรบนโลกไซเบอร์เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายจากการขโมยไอดี มาโจมตีผู้ถือสมุดบัญชีธนาคารแทน โดยมีรายงานของ Association of Payment Clearing Services (Apacs) ซึ่งเป็นตัวแทนธนาคารในอังกฤษ ระบุว่า ช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ พบการโจมตีจากฟิชชิ่งแล้ว 20,682 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้น 186%
เอฟทีซี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในสถาบันการเงินทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการเปลี่ยนมือเจ้าของใหม่แบบทันทีทันใด อาจช่วยให้อาชญากรไฮเทคขโมยรหัสเข้าใช้ และข้อมูลส่วนตัวอื่นๆได้ง่ายขึ้น
พร้อมแนะนำว่า ผู้บริโภคควรระมัดระวัง และไม่ตอบอีเมล หรือป็อบอัพที่ถามข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงิน แม้จะปรากฎข้อมูลที่แสดงว่ามาจากธนาคารโดยตรง
นอกจากนี้ ผู้บริโภคควรตรวจสอบธนาคาร และสถานะของบัตรเครดิตว่า มีอำนาจในการทำธุรกรรมหรือไม่
“เหล่าสแคมเมอร์ (นักต้มตุ๋นผ่านอินเทอร์เน็ต) กำลังฉวยประโยชน์ในช่วงที่เกิดความโกลาหลในสถาบันการเงิน ทำให้ลูกค้าเกิดความสับสนกับข้อมูลสำคัญส่วนตัว”
ด้านบริษัทซีเคียว คอมพิวติ้ง ระบุว่า รายงานสถานการณ์สแปมเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาพบว่า สถาบันการเงินหลายแห่งที่กำลังประสบปัญหา ได้ตกเป็นเป้าหมายอันดับแรกๆ ของกลุ่มฟิชชิ่งอันดับแรกๆ ได้แก่ เชส วาโชเวีย และแบงค์ ออฟ อเมริกา รวมถึงบริติช แบงค์ ที่กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่สัปดาห์นี้
ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/14/news_302891.php
Tags: ฟิชชิ่ง14 Oct
อินเตอร์ เน็ตเป็นสื่อบันเทิงที่รวดเร็วและเปิดกว้างเสรี แต่ “จุดอ่อน” ของโลกออนไลน์ที่กลายเป็นเวทีของ การ “ทำร้าย” ผ่านข้อมูลในลักษณะ “แฉ” “ประจาน” หรือ “ใส่ร้าย” ได้ก่ออิทธิพลมืดในสังคม
ตัวอย่างเหตุการณ์ใหม่ๆ มีทั้งการแพร่คลิปแอบถ่ายนักร้องสาวโฟร์-มด มาจน ถึงคลิปส่วนตัวของดาราหนุ่ม อ้น สราวุฒิ

นอก จากนี้ ยังมีกรณีในประเทศของเอเชีย อย่างภาพลับ เฉินก้วนซี ซูเปอร์ สตาร์ฮ่องกง คลิปสวาทนางเอกสาวเวียดนาม เหวียน ถวี่ลิงห์ และเว็บบอร์ดแพร่ข่าวเม้าธ์โจมตีนางเอกเกาหลีใต้ ชอย จินซิล ที่กลายเป็นปมให้ดาราสาวฆ่าตัวตาย
ไม่เพียงดาราเท่านั้น คนธรรมดาทั่วไปก็ถูก “เล่นงาน” ในลักษณะ เดียวกัน แม้ไม่ได้เป็นข่าวแพร่สะพัด แต่ก็ถูก “อาวุธ” ของเทคโน โลยีนี้ทำร้ายบาดเจ็บเช่นกัน
ที่สำคัญก็คือ เหยื่อส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิง”
พ. ญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้หญิงต้องศึกษาหา ความรู้เรื่องไอทีบ้าง ว่ามีอะไรที่นำมาสู่ความเสี่ยงบ้าง เวลาที่ไปไหน ต้องดูว่าเป็นสถานที่อโคจรหรือไม่ สภาพแวดล้อมไว้ใจได้ไหม บุคคลที่ไปด้วยเป็นอย่างไร เราเองต้องใช้วิจารณญาณ
ภาพโป๊หรือคลิ ป โดยมากเป็นเรื่องที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นและท้า ทายความคิดในคนบางวัยทำให้อยากดูและที่ทำให้เกิดการแพร่ระ บาด ขณะเดียวกัน กระแสข่าวทำให้คลิปมีสีสันมากขึ้น คนที่ไม่รู้ก็อยากดู เพราะจะได้อินเทรนด์ตามสมัยแต่ดูแล้วก็ผ่านไป ไม่มีอะไร แต่ถ้าข่าวนำเสนอนานๆ คลิปเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่
ขณะ เดียวกัน บ้านเมืองคงต้องดูแลสิ่งเหล่านี้ ค่านิยมทางสังคม การทำร้ายด้วยวิธีการแบบนี้ ทั้งการถ่ายและการเผยแพร่ ถ้าเป็นตัวเรา คนในครอบครัวหรือคนที่เรารักแล้วจะรู้สึกอย่างไร ความเห็นอกเห็นใจก็น่าจะเกิดขึ้น
นายจเด็จ เชาวน์วิไล ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิง เห็นว่า ปัจจุบันมีการแอบแฝงให้โหลดคลิปโป๊ คลิปลามก คลิปวับๆ แวมๆ อย่างโจ๋งครึ่มจากหนังสือบันเทิงดารา นิตยสารวัยรุ่น นิตยสารต่างๆ หรือยืนแจกใบโฆษณากันอย่างโจ่งแจ้งบนสะพานลอย ยิ่งเวลามีข่าวคลิปดาราหรือคลิปลามกยิ่งเผยแพร่กันรวดเร็วมาก ทั้งที่เรามีพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์บังคับใช้แล้ว แต่ไม่ มีการเผยแพร่รณรงค์ให้ความรู้ประชาชน สร้างความเข้าใจถึงโทษ ภัยออนไลน์อย่างจริงจัง
การลงโทษตามกฎหมายควรปฏิบัติให้เป็นเยี่ยง อย่าง เพราะส่วนใหญ่กลุ่มที่ใช้พื้นที่อินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีมาก คือ เยาวชน จึงต้องระมัดระวังสร้างกระบวนการรณรงค์ให้คนหันไปเสพสื่อสีขาว สื่อสร้างสรรค์ สื่อทางเลือก ให้เผยแพร่มากขึ้น เพราะตอนนี้คลิปดีๆ คลิปสร้างสรรค์เราไม่เห็น จะเห็นแต่คลิปลามกที่เผยแพร่แล้วสร้างผลกระทบต่อสังคม ส่งผลร้ายต่อชีวิตผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในคลิป
“ถึงเวลาที่เราควรรณรงค์ ให้คนในสังคมเคารพกัน คนที่กระทำผิดต้องถูกประณามอย่างจริงจัง พวกที่เอาผู้หญิงมาเป็นวัตถุทางเพศ เป็นเหยื่อหากิน เป็นพวกเอาเปรียบทางเพศ หรือการใช้สื่ออินเตอร์เน็ต ไปกดดันทำร้ายใคร ดังนั้น ต้องรณรงค์ให้เกิดเรียนรู้มิติบทบาทหญิงชายอย่างเข้าใจ อย่าเอาเปรียบผู้หญิง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันดำเนินการอย่างจริงจัง ภาครัฐโดยเฉพาะตำรวจควรเข้า ไปมีมาตรการควบคุม กรณีเปิดให้โหลดภาพโป๊ตามนิตยสาร ปล่อยไว้ได้อย่างไร ไม่ใช่เกิดข่าวทีค่อยออกมาทำทีแล้วก็หายไป คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้” ผู้จัดการมูลนิธิเพื่อนหญิงกล่าว
ด้าน อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการโครงการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีเป็นดาบ 2 คม ในกรณีอื่นที่มีการตั้งกล้องมือถือแอบถ่าย และนำไปเผยแพร่ คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน หากเจ้าหน้าที่สกัดไม่ให้นำลงในเว็บได้ จะช่วยปรามไม่ให้กระทำซ้ำ
“ทั้งหญิงชายเองต้องมีความระมัดระวังให้ มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ต้องรณรงค์ส่งเสริมให้เคารพสิทธิ์ความเป็นส่วนตัว ต้องสร้างจิตสำนึกที่ดีในการใช้เทคโนโลยี ไม่ใช่แค่ใช้กฎหมายมุ่งปราบปรามอย่างเดียวความเข้าใจในเรื่องสิทธิ์ของคน อื่นๆ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ” อุษากล่าว
ขณะที่ อารีวรรณ จตุทอง ทนายความอิสระ วิทยา กรและนักเขียน กล่าวว่า เทคโนโลยีมีมากและเป็นเหมือนดาบ 2 คม มีด้านที่ดี เช่น ช่วยในการจับโจรผู้ร้าย ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีต่างๆ แต่ขณะเดียวกันมีด้านร้าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเห็นอกเห็นใจผู้ที่ถูกละเมิด หากวันหนึ่งถ้าตัวเราถูกกระทำจะเป็นอย่าง ไร คนที่เสพสื่อเหล่านี้ควรปฏิเสธ ไม่ควรชื่นชมตามกระแส การยอมรับคือความแล้งน้ำใจและนำมาเผยแพร่ กลายเป็นธุรกิจที่เหยียบย่ำบนความเจ็บปวดของคนอื่นซึ่งไม่ถูกต้อง
อารี วรรณ เล่าต่อว่า ครั้งหนึ่งมีโอกาสร่วมเวทีและฟังความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาแห่ง หนึ่งถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม หนึ่งในนั้นคือเรื่องคลิป ซึ่งเยาวชนนำเสนอว่า “ใครมีควรจะลบทิ้ง ไม่ส่งต่อ สร้างกระแสในสังคมว่าสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เราควรปฏิเสธ” ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมยังมีกลุ่มเด็กๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสังคมมองเห็นปัญหา
“เทคโนโลยีไปเร็ว ส่วนกฎหมายเป็นเหมือนกระ ดาษ เป็นนามธรรม จะจับต้องได้ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้า มาควบคุม และประชาชนเองต้องเข้ามาช่วยเหลือด้วย เพราะการส่งข้อความนั้นกระจายครั้งเดียวได้หลายสิบคน ขณะที่เจ้าหน้าที่ 1 คน ถ้าตามจับไม่ทันก็เผยแพร่ไปในวงกว้างแล้ว เราต้องมองย้อนกลับมาว่าคนใช้เทค โนโลยีส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยรุ่นและวัยกลางคนที่มีความ รู้ และสร้างการรับรู้ในกฎกติกาว่าใช้ได้ในขอบเขตแค่ไหน แต่ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ จะปล่อยให้ ตำรวจจับอย่างเดียวก็คงไม่ทัน ต้องร่วมมือกันกลับมาเปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่และใช้สื่อให้เป็น”
ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
Tags: คลิป, คลิปฉาว, ภัยออนไลน์