สื่ออาเซียนเผยคนนิยมเสพข่าวผ่านโซเชียลมีเดียมากสุด

สื่ออาเซียนเผยคนนิยมเสพข่าวผ่านโซเชียลมีเดียมากสุด

ตัวแทนสื่อจากประเทศอาเซียนยอมรับ เฟซบุ๊ก เป็นโซเชียลมีเดีย อันดับหนึ่ง คนใช้เสพข่าว ชี้รวดเร็ว เข้าถึงทุกสถานการณ์?

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 56 นางสาวสุธิดา มาไลยพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายดิจิตอลมีเดีย บริษัท โพสต์ พับลิชชิง ผู้บริหารเว็บไซต์ www.bangkokpost.com กล่าวในงานสัมมนาประจำปี เรื่อง สื่อสังคมออนไลน์กับการกำหนดวาระข่าวสารในสื่อกระแสหลัก ในการเสวนาเรื่อง อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์และการนำมาประยุกต์ใช้กับห้องข่าว จัดโดย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ว่า ในประเทศไทย นักข่าวมีการนำข้อความในทวิตเตอร์ของนักการเมือง เข้ามาในโพสต์ต่อในทวิตเตอร์ของตัวเอง หากไม่ตรวจสอบให้ดี อาจเกิดผลเสียตามมาได้ นอกจากนี้ กลุ่มสื่อยังใช้ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก แสะอินสตาแกรม ในการโฆษณาแบรนด์ของตัวเอง คือ ทำให้แบรนด์ของสื่อกระแสหลัก เข้ามาแข่งขันโดยผ่านสื่อออนไลน์

นายจอห์น แนรี่ รองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฟิลิปปินส์ เดลี่ อินไควเออร์ ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวว่า คนฟิลิปปินส์ใช้สื่อออนไลน์ในการบริโภคข่าวสารมากเป็นอันดับหนึ่งและโตเร็วมาก โดยเฟซบุ๊กมียอดกด Like 3 แสนกว่าคน ทวิตเตอร์ประมาณ 4 แสนคน ขณะที่ เฟซบุ๊ก ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ประมาณ 1 ล้าน Like เป็นของดารา นักแสดง ไม่ใช่สื่อ และจากการสำรวจล่าสุด ในเดือน พ.ย. 56 ของสหรัฐฯ พบว่า 64% ใช้อินเทอร์เน็ตรับข่าวสารจากเฟซบุ๊ก ดังนั้น บริษัทจึงสามารถเพิ่มยอดคนอ่านได้จากเฟซบุ๊กมากกว่าทวิตเตอร์ จึงพยายามศึกษาสังคมออนไลน์ในลักษณะเป็นแหล่งข่าว และเผยแพร่ข่าว ขณะเดียวกัน มีคนเคยพูดว่า ทวิตเตอร์ จุดประกายข่าวขึ้นมา แต่ที่ผ่านมา มีหลายข่าวที่มีการรายงานผ่านทวิตเตอร์ก่อนขึ้นเว็บไซต์ข่าว ซึ่งนั่นคือ เบรกกิงนิวส์ จึงคิดว่า การมีเบรกกิงนิวส์ ก็ควรทำก่อนขึ้นเว็บไซต์

รองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฟิลิปปินส์ เดลี่ อินไควเออร์ กล่าวต่อว่า บรรณาธิการรายหนึ่งเคยพูดว่า เวลาจะตอบทวิตเตอร์ ควรตอบภายใน 5 นาที เพราะนั่นคือ อายุของทวิตเตอร์ หมายความว่า ถ้ามีคนอ่านแล้วต้องการสื่อสารกับเรา ต้องสื่อสารภายใน 5 นาที ดังนั้น จึงต้องทวีตซ้ำๆ ไม่ให้ข้อความนั้นตายไป นอกจากนี้ สื่อยังสามารถพัฒนาได้ 3 ระดับ คือ สื่อมาตรฐานโซเชียลมีเดีย เช่น เว็บไซต์ต่างๆ และพัฒนาการด้านสื่อสังคมออนไลน์ หรือโซเชียลมีเดีย

นางสาวเหวียน เตียน ฮุย รองผู้อำนวยการ พีเพิล เดลี่ ออนไลน์ ประเทศเวียดนาม กล่าวว่า การใช้โซเชียลมีเดียในเวียดนาม เฟซบุ๊ก ได้รับความสนใจมากที่สุด ส่วนทวิตเตอร์รองลงมา แต่ละแพลตฟอร์มถูกใช้ด้วยวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน สำหรับการใช้งานในกองบรรณาธิการมีหลายอย่าง นักข่าวเริ่มใช้เป็นที่มาของข่าว และเมื่อไม่นานมานี้ มีนายพลท่านหนึ่งเสียชีวิต ส่วนตัวทราบเรื่องนี้จากเฟซบุ๊กในเวลาเพียง 5 นาที เฟซบุ๊กเป็นแหล่งกระจายข่าว ไม่ใช่องค์กรสื่อ ซึ่งการรับรู้ข้อมูลรวดเร็วนี้เอง ทำให้สามารถสั่งงานได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ยังเป็นตัวเชื่อมนักข่าวกับคนอ่าน ซึ่งในยุคก่อน หนังสือพิมพ์สื่อข่าวทางเดียว แต่เมื่อมีสื่อออนไลน์เข้ามา จะเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสื่อกับผู้อ่าน ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายอยู่จากความรวดเร็ว ซึ่งในฐานะนักข่าว จะสร้างความรวดเร็วกับความถูกต้องได้อย่างไร

นายซอย สุเพียบ กรรมการผู้จัดการ DAP-news.com ประเทศกัมพูชา กล่าวว่า การบริโภคข่าวสารของชาวกัมพูชา เฟซบุ๊ก มาเป็นอันดับหนึ่ง จากกรณีที่สมเด็จพระนโรดม สีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชาสวรรคต ไม่มีนักข่าวคนไหนสามารถเก็บภาพได้ แต่เฟซบุ๊ก ทำให้เจ้าหน้าที่จากกัมพูชาส่งภาพออกมาได้ โดยใช้สมาร์ทโฟน ไอแพดถ่ายภาพ และโพสต์ขึ้นเฟซบุ๊ก ซึ่งบางภาพถูกใช้ จึงทำให้คนในวงการสื่อเริ่มคิดว่า ไม่จำเป็นต้องเป็นนักข่าว ที่สามารถส่งข่าวได้ ขณะเดียวกัน ก็จำได้แม่นว่า ในช่วงแห่พระศพ ทุกคนจ้องแต่เฟซบุ๊ก เพื่อติดตามข่าวสาร และพอเว็บไซต์ข่าวล่ม เฟซบุ๊กก็กลายเป็นสื่อกระจายข่าวสารแทน

ขณะเดียวกัน เฟซบุ๊กก็ถูกใช้ในทางการเมือง และทำได้เป็นอย่างดี โดยถูกฝ่ายค้านใช้งาน ทำให้การเลือกตั้งดีกว่าในอดีตของฝ่ายค้าน แม้พรรครัฐบาลจะได้เสียงข้างมาก แต่ก็เสียที่นั่งไปหลายที่ ซึ่งรัฐบาลก็ออกมาบอกให้เคารพการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ไม่ได้ปิดกั้น

กรรมการผู้จัดการ DAP-news.com กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีปราสาทพระวิหาร พวกเราจำเป็นต้องมีความเข้าใจในการกระจายข่าว เพราะเฟซบุ๊กมีผู้ใช้งานมากในกัมพูชา และไม่ต้องการให้คนทั้งไทยและกัมพูชาเกลียดกัน จึงต้องระมัดระวังอย่างสูง นอกจากนี้ กัมพูชา ยังกำลังวางโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะสมบูรณ์ในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวถ้าต้องการข่าวประเทศไทยในอดีต ต้องรอหนังสือพิมพ์ถึง 1 วัน แต่ตอนนี้มีเว็บไซต์ข่าว ทำให้เรียนรู้ข่าวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งล่าสุด อ่านเจอข่าวว่า ประเทศไทยสูญเสียนักท่องเที่ยวกว่า 3 แสนคนแล้ว จากสถานการณ์ทางการเมือง

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:

Post a Comment