เตือน 12 สิ่งที่วัยรุ่นไม่ควรทำบนโซเชียลมีเดีย

เตือน 12 สิ่งที่วัยรุ่นไม่ควรทำบนโซเชียลมีเดีย

เตือน! 12 สิ่งที่วัยรุ่น วัยระเริง ที่แสนคึกคะนองยุคใหม่ไม่ควรกระทำบนโซเชียลมีเดีย เพราะอาจได้ไม่คุ้มเสีย และเสี่ยงต่ออนาคตทั้งการเรียนและการทำงานได้…

เมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงที่ง่ายขึ้นอย่างวัยมัธยมและนักศึกษามหาวิทยาลัย ที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตหากใช้งานอย่างไม่ระมัดระวังและขาดสติ

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ จึงขอหยิบยก 12 สิ่งที่วัยรุ่นไม่ควรทำบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ ดังนี้

1. โพสต์กิจกรรมที่ผิดกฎหมาย
จริงอยู่ที่วัยรุ่นถือเป็นวัยที่กำลังคึกคะนอง และอยากจะทดลองทำสิ่งใหม่ๆ แต่เมื่อใดที่โพสต์ภาพหรือกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย อย่างเช่น ถ่ายรูปทดลองเสพสารเสพติด เป็นต้น โดยถึงแม้ว่า จะตั้งค่าโพสต์ดังกล่าวไว้เป็นส่วนตัวแล้ว แต่ใครที่เป็นเพื่อนกับผู้ใช้ในเฟซบุ๊ก ก็สามารถเซฟภาพหรือดาวน์โหลดวิดีโอไปเผยแพร่ต่อได้ อาจนำมาซึ่งความเสียหายและผลกระทบในชีวิต อย่างการต้องถูกไล่ออกจากสถานศึกษา หรือถูกดำเนินการทางกฎหมาย

2. กลั่นแกล้ง
การข่มขู่กลั่นแกล้ง ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่มักพบได้ในโรงเรียน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อ่อนไหวกับความรู้สึกง่ายๆ ทั้งจากเพื่อนที่ตั้งสเตตัสกลั่นแกล้งผ่านทางเฟซบุ๊ก หรือโซเชียลมีเดียอื่นๆ และเมื่อโดนกลั่นแกล้งมากเข้า ช่องทางที่จะโต้ตอบกลับ หรือระบายความอัดอั้นที่เกิด คือ โซเชียลมีเดียเช่นกัน อย่างการตั้งสเตตัสบนเฟซบุ๊ก หรือเขียนบล็อก เป็นต้น ซึ่งทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและอาจนำมาสู่ความรุนแรง อย่างการฆ่าตัวตาย เป็นต้น

3. โพสต์ว่าครู-อาจารย์
การโพสต์หรือตั้งสเตตัสในแง่ลบเกี่ยวกับครู-อาจารย์ จะนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อการทำงาน หรือสมัครเข้าเรียนในอนาคต ทุกคนสามารถรับรู้ถึงความเห็นและทัศนคติของผู้ใช้ที่มีต่ผู้สอน รวมถึงอาจมองสถาบันในแง่ลบ

4. โพสต์สิ่งไม่เหมาะสมจากคอมพิวเตอร์ หรืออินเทอร์เน็ตของโรงเรียน
โรงเรียนหลายแห่ง มักมีกฎห้ามโพสต์กิจกรรม หรือสเตตัสใดๆ ที่ไม่เหมาะสมจากคอมพิวเตอร์ หรือเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของโรงเรียน หรือมหาวิทยาลัย ทั้งการดูหมิ่นเหยียดหยามผู้อื่น เรื่องราวลามกอนาจาร เป็นต้น หากมีการตรวจสอบเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ทางเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะตรวจสอบจากทาง IP address ซึ่งอาจส่งผลกระทบมายังสถาบันการศึกษาดังกล่าว

5. โพสต์ข้อมูลที่เป็นเรื่องส่วนบุคคล
การโพสต์ข้อมูลที่มีความเป็นส่วนตัวอย่าง ข้อมูลในบัตรประชาชน บัตรประกันสังคม เป็นต้น อาจเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล นำไปสู่การปลอมแปลงเอกสารและสวมรอยเป็นผู้ใช้แทน

6. เจาะจงสถานที่เช็กอินมากเกินไป
การเช็กอินที่ระบุสถานที่แบบเจาะจงมากเกินไป ทั้งที่ผู้ปกครองอาจจะพอใจกับการกระทำแบบนี้ เพราะทำให้ทราบได้ตลอดว่าลูกของตนอยู่ที่ใด แต่อาจจะเป็นการเสี่ยงเกินไป เพราะอาจจะนำมาซึ่งความเสี่ยงของบุคคลแปลกหน้า ที่สามารถรับรู้เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ซึ่งทำให้เกิดอันตรายก็เป็นได้

7. การโกหกหรือขโมยความคิดผู้อื่น
การอัพเดตรูปภาพ ตั้งสเตตัสผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่าได้ไปสถานที่นั้นๆ พบเจอคนดัง หรือก๊อบสเตตัส หรือบทความผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งการกระทำต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องโกหกทั้งเพ อาจส่งผลให้ตอนไปสมัครเรียน หรือทำงาน ที่หากมีการตรวจสอบอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตได้

8. การคุกคามและความรุนแรง
โพสต์เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง การคุกคามผู้อื่น แม้ในโลกออฟไลน์จะไม่ได้กระทำเช่นนั้นก็ตาม แต่เมื่อมีคนได้อ่านอาจนำไปสู่ความกลัวและความไม่ปลอดภัย และอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบเรื่องดังกล่าว

9. การโพสต์โดยไม่สนใจนโยบายของโรงเรียน
นโยบายหลายๆ โรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับศาสนา มักออกกฎสำหรับการใช้งานโซเชียลมีเดียของนักเรียน ที่ห้ามโพสต์เรื่องที่บิดเบือนไปจากหลักศาสนา หรือการโพสต์ที่อาจส่งผลกระทบต่อศาสนาและตัวสถาบันได้ ซึ่งหากพบเห็น อาจมีการลงโทษนักเรียนที่กระทำความผิด

10. โปรไฟล์ที่ไม่มีความเป็นมืออาชีพ
ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่กำลังหางานพาร์ทไทม์ทำ หรือนักศึกษาที่เรียนจบแล้ว กำลังมองหาอาชีพที่มั่นคง การแสดงข้อมูล ข้อความ สเตตัสต่างๆ รวมถึงรูปโปรไฟล์ ควรโพสต์ให้มีความเหมาะสม สื่อถึงความเป็นมืออาชีพ ไม่แสดงความไม่เหมาะสม เพราะผู้ว่าจ้างงานอาจจะเข้ามาตรวจสอบสอดส่องพฤติกรรมของผู้ใช้ และอาจตัดสินการรับเข้าทำงาน จากสิ่งที่พบเจอในโปรไฟล์บนโซเชียลมีเดียของผู้ใช้ก็เป็นได้

11. แม้จะตั้งค่าความเป็นส่วนตัวแต่ก็ใช่ว่าจะ 100%
แม้โซเชียลมีเเดียจะมีฟีเจอร์ ที่สามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวให้กับผู้ใช้งานได้ แต่ก็ใช่ว่าจะปกป้องความเป็นส่วนตัวในการโพสต์เรื่องราวต่างๆ ได้ 100% เพราะใครที่เป็นเพื่อนกับผู้ใช้ก็สามารถนำข้อมูลไปเผยแพร่ต่อได้ ทางที่ดีหากเป็นเรื่องที่ส่วนตัวจริงๆ ไม่ควรโพสต์

12. โพสต์ตามอารมณ์
การโพสต์ หรือทวีตระบายอารมณ์ตอนที่กำลังโกรธ เศร้า หรือเสียใจ อาจเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบที่ทำให้เกิดผลเสียในภายหลัง เมื่อย้อนกลับมาอ่านตอนที่อารมณ์กลับมาดีแล้ว อาจทำให้คนรอบข้างมีทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์ของผู้ใช้ก็เป็นได้

ที่มา : mashable

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

Post a Comment