IT.SIAMHOST4U.COM ที่ที่ คุณจะไม่ตกข่าว!
1 Sep
ชื่อของ “บลู-แฟรี่” ใครหลายคนคงคุ้นเคยจากหนังสือนิทานวัยเด็กหลายเรื่องไม่ว่าจะเป็นพิน็อคคิโอ หรือแม้แต่ภาพยนตร์ระดับตำนานอย่างเอ.ไอ. แต่สำหรับ “บลู-แฟรี่” พ.ศ.นี้ กำลังจะกลายเป็นชื่อที่หลายคนจดจำในฐานะใหม่
ฐานะที่ว่านั้นก็คือ ผู้ผลิตแอนิเมชั่นแถวหน้าของไทย ที่ฝากผลงานทั้งในและต่างประเทศมากมาย โดยการนำทัพของแอนิเมเตอร์สายเลือดไทย “สุรเชษฐ เฑียรบุญเลิศรัตน์”

กำเนิดบลู-แฟรี่
หลังจากคว้าปริญญาโทด้านแอนิเมชันจากนิวยอร์ก เมื่อปี 2541 เส้นทางสายแอนิเมชันของ “สุรเชษฐ” เริ่ม ต้นขึ้นจากก้าวเล็กๆ ในวงการโฆษณาไทย ผ่านการชักชวนของเพื่อนฝูงในวงการ ซึ่งตลอดช่วงเวลา 3 ปีของการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในแวดวงคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ทำให้เขาติดใจรสชาติความท้าทายของจินตนาการที่โลดแล่นบนจอคอมพิวเตอร์ จนเป็นที่มาของการก่อตั้งบริษัท “บลู-แฟรี่” ในที่สุด
“เรื่องมีอยู่ว่าผมชอบพิ น็อคคิโอ มาตั้งแต่เด็กๆ เป็นเรื่องของตุ๊กตาไม้ ที่ถ้าพูดโกหก จมูกจะยื่นออกมา ที่ผมประทับใจคือ ตอนท้ายตุ๊กตาไม้กลายเป็นเด็กจริงๆ จากพรของบลู-แฟรี่ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันเข้ากับสไตล์งานของผมคือ ผู้สร้างคาแรคเตอร์ให้มีชีวิต” กรรมการผู้จัดการ บลู-แฟรี่ ว่า
เขาเล่าว่า หลังจากรับงานเอาท์ซอร์สคอมพิวเตอร์กราฟฟิก (ซีจี) ให้ภาพยนตร์ปักษาวายุของอาร์เอสเมื่อราวปี 2545-2546 ทำให้ “อาร์เอส” เห็นแวว ยอมลงทุนตั้งบริษัทบลู-แฟรี่ ให้มีฐานะเป็นบริษัทลูกที่ลอยตัว เพื่อเปิดทางให้สามารถรับงานทั้งในและนอกอาร์เอส ได้อย่างอิสระ โดยเน้นบทบาทเป็นผู้รับงานซีจีในโฆษณา และทำคอนเทนท์ป้อนให้อาร์เอส
ผลงานชิ้นแรกที่ออกมาคือ ศิลปินไซเบอร์ “ดีดีซี” ตามติดมาด้วยการ์ตูนหมูหันปิ้ง ซึ่งได้รับการต้อนรับดี โดยเฉพาะ “ดีดีซี” ที่ถือเป็นการเปิดตัวศิลปินจากโลกไซเบอร์ตัวแรก
คนยุคดิจิทัลขี้เบื่อ
อย่างไรก็ตาม สุรเชษฐ ยอมรับว่า กระแสของศิลปินไซเบอร์ตัวแรก ได้รับการตอบรับดีในระดับหนึ่ง แต่หลังๆ เริ่มจืดจาง เพราะไลฟ์สไตล์ของคนยุคดิจิทัลที่มีตัวเลือกมากมาย ฉะนั้นงานที่นำเสนอออกมาในรูปแบบเดิมๆ อาจจะไม่ได้รับความสนใจเหมือนกับการเปิดตัวครั้งแรก
หลังจากใช้เวลาตีโจทย์ใหม่ระยะหนึ่ง “โปงลางละอ่อน” ฉบับการ์ตูนแอนิเมชัน คือผลงานชิ้นล่าสุดที่ “บลู-แฟรี่” ผลิตให้อาร์เอส ซึ่งเป็นการหยิบโปรดักท์ที่ชัดเจนของอาร์เอส เข้ามาผสมผสานกับความเชี่ยวชาญด้านแอนิเมชันของบลู-แฟรี่ โดยเริ่มออกอากาศตั้งแต่ 11 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางช่อง 7สี
“จุดขายของแอนิเมชันเรื่องนี้คือ เด็กๆ ซึ่งได้เปรียบตรงที่โปงลางใครๆ ก็รู้จักอยู่แล้ว น่าจะติดตลาดได้ไม่ยาก และความที่แอนิเมชันเป็นคอนเทนท์อิสระอยู่แล้ว ใครก็ทำได้ ไม่ว่าจะบริษัทไทย หรือต่างประเทศ ฉะนั้นแม้จะมีใครเอาแอนิเมชันนอกมาเปิดตลาดในไทยก็ไม่มีปัญหา ตรงกันข้ามผมกลับรู้สึกดีว่า ทำให้ตลาดคึกคัก กระตุ้นให้คนกลับมาดูแอนิเมชันเยอะขึ้น เพราะช่วงนี้สังคมเครียดๆ คนไม่ค่อยอยากเสพอะไรจริงจัง”
หากนอกเหนือจากผลงานที่ผลิตภายใต้แบ รนด์ของอาร์เอส บลู-แฟรี่ ยังมีผลงานสร้างชื่ออีกนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะผลงานถนัดในกลุ่มงานโฆษณา ซึ่งมีชื่อของบลู-แฟรี่ เป็นผู้ทำคอมพิวเตอร์กราฟฟิกให้ ไม่ว่าจะเป็นโฆษณาโตโยต้า ที่ใช้สำหรับออกอากาศในระดับภูมิภาค (สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และไทย) โฆษณาเอ็มเค แมน และเค-แบงก์ สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ รวมถึงมิวสิค วิดีโอ เวอร์ชั่น แอนิเมชันของเพชร โอสถานุเคราะห์
เล็กๆ ใช่… ใหญ่ๆ ยัง
สุรเชษฐ บอกว่า ทิศทางของบริษัทคือ เน้นงานบริการเป็นหลัก โดยไม่เกี่ยงว่าจะเป็นงานจากบริษัทไทย หรือต่างประเทศ พร้อมกับการขยายตัวเพื่อลองงานใหม่ๆ ในอุตสาหกรรม เช่น ภาพยนตร์แอนิเมชัน ตลาดเกมออนไลน์ รวมถึงความฝันที่จะมีชื่อขึ้นเป็น Credit ปิดท้ายภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดสักเรื่อง
แต่ทั้งนี้เขายืนยันว่า สภาพแวดล้อม และความพร้อมของอุตสาหกรรมแอนิเมชันไทยปัจจุบันนี้ รับงานขนาดไม่ต้องใหญ่โตมาก จะส่งผลดีกับแอนิเมเตอร์ไทยมากกว่า
เนื่องจากการผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่น หรือโปรเจคใหญ่ๆ จำเป็นต้องใช้งบลงทุนสูง บางโปรเจคอาจต้องใช้เป็นร้อยล้าน พร้อมทีมงานจำนวนมาก ซึ่งบริษัทแอนิเมชันในไทยยังไม่เห็นใครมีศักยภาพระดับนั้น
หรือแม้แต่ “บลู-แฟรี่” ก็ยังจัดว่าเป็นบริษัทเล็กๆ มีทีมงานไม่ถึง 30 คน คัดเฉพาะหัวกะทิ โดย 99% เป็นหัวกะทิไซเบอร์ สัญชาติไทยล้วนๆ เพื่อผลิตผลงานส่งให้ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
ขายโอเรียนทัล สไตล์
กระนั้น สุรเชษฐ บอกว่า ตลาดแอนิเมชันไทยก็ยังมีจุดขาย ที่อาจเป็นโอกาสสร้างชื่อให้แก่ประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดโลกกำลังต้องการงานที่เป็น Oriental จากความจำเจของแอนิเมชันเกี่ยวกับต่อสู้ เจ้าพ่อ หรือคาวบอย
เขายกตัวอย่าง หนังกังฟู แพนด้า ที่ประสบความสำเร็จทำรายได้ถล่มทลาย ซึ่งเป็นเพราะการขายประเด็นความเป็นตะวันออกในสไตล์ที่นานาชาติยอมรับได้
ไม่จำเพาะว่า จะต้องขายความเป็นโลคอล หรือความเป็นไทยในหนังแอนิเมชันเท่านั้น แต่ประเด็นคือ การหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Oriental Style และผู้เสพที่เป็นคนจากทั่วโลก ที่ในที่สุดแล้วก็จะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่ยังมีช่องทางให้ไปต่อได้อีกมาก
“ทุกวันนี้ผมยังรู้สึกว่าเป็นเด็ก หุ่นยนต์ ที่ยังไม่มีชีวิต ค่อยๆ โตไปเรื่อยๆ แต่ก็แอบหวังว่าถ้าแอนิเมชันโปงลางฯ ประสบความสำเร็จ เรทติ้งสักระดับ 7 ไม่แน่ว่าอาจจะได้เห็นโปงลางฯ เวอร์ชั่น 3 มิติบนจอก็ได้ ซึ่งถ้าถึงตอนนั้นแสดงว่าเราประสบความสำเร็จ เหมือนกับที่พิน็อคคิโอได้พรจากบลู-แฟรี่ กลายเป็นเด็กมีชีวิตจริงๆ ในที่สุด” สุรเชษฐ ทิ้งท้าย
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
Tags: สุรเชษฐ, เฑียรบุญเลิศรัตน์Tags: สุรเชษฐ, เฑียรบุญเลิศรัตน์
Leave a reply