3ค่ายออกโรงเคลียร์ ยันประมูล3จีไร้ฮั้ว ขอมองอนาคตช่วยพัฒนาประเทศ

3ค่ายออกโรงเคลียร์ ยันประมูล3จีไร้ฮั้ว ขอมองอนาคตช่วยพัฒนาประเทศ

เอไอเอส ดีแทค ทรู หันหน้าจับมือ ไขข้อข้องใจกรณีฮั้วประมูล 3 จี แจงการเคาะราคาเป็นกลยุทธ์แต่ละบริษัท ขออย่าล้มประมูล สร้างโอกาสให้ชาติ…

เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ตัวแทนผู้ประกอบการโทรคมนาคม 3 ราย ได้แก่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือเอไอเอส บริษัท ดีแทค เนทเวอร์ค จำกัด ในเครือดีแทค และบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือทรู ได้ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับประเด็นการประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3จี คลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมีนายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส นายดามพ์ สุคนธทรัพย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค และนายอธึก อัศวานันท์ รองประธานกรรมการและหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มด้านกฎหมาย บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนแต่ละบริษัท เข้าร่วมการแถลงข่าวในครั้งนี้

โดยกรณีที่การประมูลถูกวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าไม่โปร่งใสและต้องการให้ล้มประมูล นายวิเชียร กล่าวว่า อยากให้มองถึงเหตุผล สำหรับคนที่ต้องการล้มประมูลก็ต้องถามว่าล้มเพราะอะไร ไม่ใช่อยากล้มประมูลก็ล้มได้ ในฐานะนักเทคนิคมองว่าไม่สมควรให้การประมูล 3 จี ครั้งนี้ล้ม เพราะว่าสงสารลูกหลานในอนาคตและประเทศชาติ แม้ไม่มี 3 จี ประเทศไทยก็สามารถอยู่ได้ แต่อีก 2 ปีจะมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านล้วนมี 3-4 จี ใช้แล้ว อยากถามว่าประเทศไทยจะสามารถแข่งขันกับชาติใดได้ ด้านนายดามพ์กล่าวว่า ไม่อยากให้ล้มประมูล เพราะถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องก้าวข้ามไปและอยากให้ใบอนุญาต 3 จีนั้นออกตามเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ ธุรกิจโทรคมนาคมยังสามารถก่อให้เกิดนวัตกรรมด้านต่างๆ ได้อีกมาก ส่วนนายอธึกกล่าวว่า ไม่รู้ว่าใครจะได้ประโยชน์หากเกิดการล้มประมูล แต่ประชาชนและประเทศไทยจะต้องเสียประโยชน์ ทางที่ดีที่สุดคือการเดินหน้าต่อไป เมื่อครั้งแรกมีการล้มประมูลก่อนวันจริงไม่กี่วัน หากครั้งที่สองจะต้องล้มประมูลหลังเสร็จสิ้นไม่กี่วัน อยากถามว่าการประมูลครั้งที่สามจะยังมีใครเชื่อถืออีกหรือไม่ อยากให้ทุกอย่างเดินหน้าต่อไปพร้อมทำการตรวจสอบไปด้วย หากพบว่ามีการฮั้วจริงก็ให้ลงโทษเต็มที่ แต่หากไม่พบการฮั้ว อยากถามว่าจะมีใครรับผิดชอบ

เมื่อถามถึงกรณีที่ดีแทคและทรูไม่ได้เคาะราคาประมูลเพิ่ม จากราคาตั้งต้น 4,500 ล้านบาทนั้น นายดามพ์ กล่าวว่า ราคาตั้งต้นการประมูลที่ กสทช. กำหนดไว้ 4,500 ล้านบาทนั้น ถือเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง เนื่องจากคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ มีมูลค่าไม่สูงเมื่อเทียบกับคลื่นความถี่อื่น การที่ดีแทคไม่เพิ่มราคาประมูลมาจากหลายปัจจัย อาทิ อายุสัมปทานคลื่น 2 จี ซึ่งดีแทคมีอายุสัมปทานเหลือราว 6 ปี สามารถใช้คลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์ได้ต่อไป จึงมองว่าไม่มีความจำเป็นมากนัก อย่างไรก็ตาม แต่ละค่ายต่างมีกลยุทธ์ในการประมูลและข้อพิจารณาแตกต่างกัน ส่วนนายอธึกกล่าวว่า ตั้งแต่ กสทช. กำหนดการแบ่งจำนวนสลอตเป็น 3 สลอตต่อราย ก็ไม่ได้มีรายใดคัดค้าน ราคาเริ่มต้นถือเป็นราคาสมควรขาย เนื่องจากมีการกำหนดให้เอกชนวางเงินประกันซองประมูล 1,350 ล้านบาท เพื่อให้ประมูลไลเซ่นส์ในราคา 4,500 ล้านบาท ถือเป็นกลไกอย่างหนึ่ง ประกอบกับทรูต้องการเพียงเพิ่มคลื่นเพื่อรองรับการให้บริการ นอกจากนี้เชื่อว่าใน 2-3 ปี อาจมีคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ให้ได้ประมูลด้วย ขณะที่ นายวิเชียร กล่าวว่า เอไอเอสมีเป้าหมายในการเป็นผู้ประมูลที่ให้ราคาสูงสุดเพื่อให้มีโอกาสเป็นผู้เลือกย่านความถี่ การให้ราคาประมูลสูงจากราคาตั้งต้นจึงถือเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทเลือกใช้ภายใต้ราคาที่บริษัทสามารถสู้รายอื่นได้ ส่วนการเลือกย่านความถี่ซึ่งอยู่ติดกับคลื่นของทีโอทีนั้น ยอมรับว่าเป็นแนวคิดการทำธุรกิจในอนาคตที่บริษัทคำนึงถึง แต่ยังไม่ใช่แผนธุรกิจเนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนในขณะนี้

สำหรับมติ กทค. ที่ขอให้ผู้ประกอบการลดราคาค่าบริการ 15-20% นั้น นายอธึก กล่าวว่า กสทช.มีสูตรการคำนวณต้นทุนค่าบริการอยู่แล้ว ซึ่งโอเปอเรเตอร์จะต้องเป็นผู้ส่งรายละเอียดให้ กสทช.พิจารณา และบริษัทยินดีให้ความร่วมมือภายใต้ความเป็นเหตุเป็นผล ด้านนายวิเชียรกล่าวว่า แน่นอนว่าการสร้างเน็ตเวิร์กใหม่จะต้องเกิดการลงทุนสูง แต่การกำหนดราคานั้นขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการว่าจะใช้กลยุทธ์ใด ซึ่งมีโอกาสทำให้ค่าบริการถูกลงหรือสูงขึ้นได้ทั้งนั้น ส่วนนายดามพ์กล่าวว่า ตลาดจะเป็นผู้กำหนดราคาเอง ทั้งนี้ราคาขึ้นอยู่กับภาวะการแข่งขัน

อย่างไรก็ตาม เอกชนทั้ง 3 ราย ต่างยืนยันว่าการจัดแถลงข่าวในครั้งนี้ เกิดจากความต้องการชี้แจงประเด็นต่างๆ ต่อสังคมซึ่งเกิดกระแสความไม่เข้าใจหลายประการ.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

Post a Comment