นักวิจัยจี้ กสทช.หาวิธีคิดลดราคา 3 จี 15เปอร์เซนต์ แท้จริง

นักวิจัยจี้ กสทช.หาวิธีคิดลดราคา 3 จี 15เปอร์เซนต์ แท้จริง

นักวิจัยฯ เปิดวิธีวัดราคาค่าบริการ 3จี ลง 15% แบบ ?ตะกร้าสินค้า? มุ่งประโยชน์-สะท้อนการใช้งานผู้บริโภคอย่างแท้จริง พร้อมแนะ กทค. หาวิธีคิดเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาการให้บริการในอนาคต…

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายพรเทพ เบญญาอภิกุล นักวิจัยประจำโครงการและอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงโครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม หรือ NBTC ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) รายงานในหัวข้อ ลดค่าบริการ 3จี ลง 15% ใครได้ประโยชน์? : ข้อเสนอวิธีการเพื่อใช้วัดการเปลี่ยนแปลงค่าบริการ ว่า หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กำหนดให้ผู้ให้บริการทุกรายลดราคาแพ็กเกจบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี ลง 15% จากราคาแพ็กเกจ 2จี และกำหนดอัตราอ้างอิงสำหรับแพ็กเกจใหม่ โดยกำหนดค่าโทรนาทีละ 0.82 บาท เอสเอ็มเอสข้อความละ 1.33 บาท เอ็มเอ็มเอสครั้งละ 3.32 บาท อินเทอร์เน็ตต่อ 1 เมกะไบต์ละ 0.28 บาท

ทั้งนี้ พบว่าการติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาแพ็กเกจแต่ละแพ็กเกจว่าเป็นไปตามอัตราที่กำหนดหรือไม่นั้นทำได้ยาก เนื่องจากอัตราอ้างอิงที่ประกาศเป็นรายบริการนั้นไม่สอดคล้องกับลักษณะการให้บริการและการคิดราคาที่เกิดขึ้นตามสภาพความเป็นจริงที่ผู้บริโภคซื้อเป็นแพ็กเกจ ไม่สามารถแยกซื้อบริการแต่ละประเภทแยกกันได้ การที่บริการทั้งหมดถูกผูกรวมเข้าด้วยกันในรูปของแพ็กเกจ ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้บริโภค และ กสทช. จะตรวจสอบว่าในแต่ละแพ็กเกจ บริการใดคิดราคาเกินกว่าราคาอ้างอิง

?การที่บริการเสียงและข้อมูลถูกขายพ่วงรวมกันเป็นแพ็กเกจ ทำให้ผู้บริโภคที่ใช้บริการน้อยถูกคิดราคาในอัตราที่แพงกว่าผู้บริโภคที่ใช้บริการมาก การกำหนดราคาอ้างอิงเพียงอัตราเดียวแยกตามประเภทบริการ อาจจะไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคบางกลุ่ม เช่น กลุ่มที่มีการใช้งานสูง ซึ่งอัตราค่าบริการต่อหน่วยการใช้ของแพ็กเกจที่ผู้บริโภคกลุ่มนี้ใช้อยู่ จะมีค่าที่ต่ำกว่าอัตราอ้างอิงที่ กสทช. ประกาศอยู่แล้ว? นายพรเทพ กล่าว

นักวิจัยฯ กล่าวต่อว่า กสทช. จำเป็นต้องกำหนดวิธีการวัดราคาที่สะท้อนลักษณะการใช้งานของผู้บริโภคที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถแน่ใจว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง และเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของราคาการให้บริการในอนาคต ซึ่งวิธีที่ใช้คือ การสร้างลักษณะการใช้บริการ หรือตะกร้าสินค้า แสดงปริมาณการใช้บริการประเภทต่างๆ ที่จะเป็นตัวแทนของผู้บริโภคหลายกลุ่ม ที่มีลักษณะการใช้บริการเสียงและข้อมูลที่ต่างกัน และคำนวณค่าใช้จ่ายของแต่ละกลุ่มว่าเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใดจากแพ็กเกจที่เปลี่ยนแปลงไป จำนวน 24 ลักษณะ โดยคำนวณค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคต้องจ่ายภายใต้แพ็กเกจ รายเดือน 2จี ของผู้ให้บริการทั้งสามราย และเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากแพ็กเกจรายเดือน 3จี ของผู้ให้บริการรายเดือน และตรวจสอบดูว่าในแต่ละลักษณะการใช้บริการ แต่ละกลุ่มมีค่าใช้จ่ายเปลี่ยนแปลงไปเท่าไร และมีกลุ่มใดบ้างที่จ่ายลดลงกว่า 15% ตามความตั้งใจของ กสทช.

นายพรเทพ กล่าวอีกว่า จากลักษณะการใช้งานทั้ง 24 แบบ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส มีค่าบริการลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 7.8% ?ขณะที่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด มีค่าบริการลดลงเฉลี่ย 8.5% ส่วนโทเทิล แอคเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค มีค่าบริการลดลง 17.7% ?สำหรับบริษัทเอไอเอส พบว่ามีเพียง 5 กลุ่มลักษณะการใช้บริการ จาก 24 กลุ่มเท่านั้น ที่จะจ่ายค่าบริการลดลงมากกว่า 15% ในระบบ 3จี ในขณะที่มีถึง 13 กลุ่มลักษณะการใช้งานที่จ่ายค่าบริการลดลงน้อยกว่า 5% ส่วนบริษัททรู พบว่ามี 9 กลุ่มลักษณะการใช้บริการที่จ่ายค่าบริการลดลงมากกว่า 15% และ 11 กลุ่มที่จ่ายค่าบริการลดลงน้อยกว่า 5% ขณะที่ ดีแทค มีถึง 10 กลุ่มลักษณะการใช้งานที่ค่าบริการลดลงมากกว่า 15 % และมีเพียง 2 กลุ่มมีค่าบริการลดน้อยกว่า 5%

นักวิจัย กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาในภาพรวมจะพบว่า กลุ่มผู้ใช้บริการที่มีปริมาณการใช้งานบริการเสียงในระดับสูงจะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการลดราคาแพ็กเกจน้อยที่สุด เหตุผลเนื่องจากว่าผู้บริโภคในกลุ่มนี้มีแนวโน้มการใช้บริการเสียงเกินจำนวนนาทีที่แพ็กเกจกำหนด แต่ราคาค่าโทรเกินแพ็กเกจสำหรับผู้ให้บริการทุกรายที่ 1.25-1.5 บาทต่อนาที ยังมีค่าสูงกว่าอัตราขั้นสูงที่ กสทช. กำหนดและราคาค่าโทรเกินแพ็กเกจในระบบ 3จี เป็นต้นทุน ที่ยังไม่ลดลงสำหรับผู้บริโภคกลุ่มโทรมาก ในทางตรงกันข้าม ผู้บริโภคในกลุ่มที่มีการโทรน้อยแต่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมาก มีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์เต็มที่จากการลดราคาแพ็กเกจ 3จี ของผู้ประกอบการ ผลดังกล่าวบ่งชี้ว่า ผู้ประกอบการมีแนวโน้มการลดราคาแพ็กเกจผ่านการปรับเปลี่ยนลักษณะแพ็กเกจ โดยการเพิ่มปริมาณข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์เฉพาะกับผู้บริโภคกลุ่มที่เน้นการใช้อินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ

?กสทช.จำเป็นต้องมีเครื่องมือติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของการทำธุรกิจ และลักษณะการใช้งานของผู้บริโภค ซึ่งวิธีการใช้ตะกร้าสินค้าที่นำเสนอมีข้อดี ที่สามารถแสดงผลกระทบต่อผู้บริโภคได้หลายกลุ่ม และการคำนวณคำนึงถึงสภาพความเป็นจริง ที่บริการหลายประเภทถูกขายพ่วงเป็นแพ็กเกจ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยวัดผลของนโยบายและติดตามสภาวะราคาและระดับการแข่งขันในตลาด? นายพรเทพ กล่าว.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , ,