กูรู IT แนะเสพการเมืองผ่านโซเชียล อย่างมีสติ

กูรู IT แนะเสพการเมืองผ่านโซเชียล อย่างมีสติ

เจาะความเห็นคนไอทีต่อประเด็นการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กกับการเมือง ย้ำภัยคุกคามเล็งใช้สถานการณ์ที่คนสนใจเพื่อลวงข้อมูล-เงิน…

หากกล่าวถึงการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในปัจจุบัน ภาพที่ทุกคนสามารถเห็นได้ชัดเจน คงหนีไม่พ้นการถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ทั้งใช้ส่งข่าว กระจายข้อมูล แสดงความเห็น ไม่เว้นแม้กระทั่งนำมาใช้โจมตีกัน ซึ่งดูเหมือนยิ่งนานวัน สถานการณ์ก็ยิ่งทวีความรุนแรงตามไปด้วย จนกลายเป็นความสงสัยว่าสารพัดข่าวที่แพร่กระจายอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด ยิ่งในช่วงใกล้วันเลือกตั้ง 2 ก.พ. ยิ่งดูเหมือนการตอบโต้บนโลกออนไลน์ก็ยิ่งดุเดือด ไม่มีทีท่าจะลดความร้อนลง…

“ส่วนตัวไม่เชื่อถือกระแสข่าวบนโซเชียลเน็ตเวิร์กเลย เพราะมนุษย์มีนิสัยชอบเผยแพร่ข่าวลือ ข่าวลวงมานานแล้ว เช่น การส่งจดหมายลูกโซ่ แต่ปัจจุบันมีโซเชียลเน็ตเวิร์กซึ่งกระจายข่าวได้กว้างและเร็วมาก จึงกลายเป็นช่องทางแพร่ข่าวทั้งที่เป็นจริงและไม่จริงอยู่เสมอ ประกอบกับคนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบตรวจเช็กข้อมูล แม้จะทำได้ง่ายแต่ก็ไม่นิยมทำ โซเชียลเน็ตเวิร์กจึงกลายเป็นเครื่องมือทรงพลังในการขยายข่าวลวง” นายปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานคอมมาร์ต แสดงความเห็น

เจ้าพ่องานคอมมาร์ต กล่าวอีกว่า ปัจจุบันโซเชียลเน็ตเวิร์กถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางการเมืองอย่างมาก ทั้งใช้กระจายข่าวและใส่ร้ายกล่าวหาฝ่ายตรงข้าม จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใช้ทุกคนในการเรียนรู้ว่าควรเชื่อหรือไม่ ควรเชื่อสิ่งไหน จำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองในการบริโภคข้อมูล เนื่องจากความเห็นทางการเมืองที่แตกออกเป็น 2 ฝ่ายนั้น เป็นสาเหตุให้แต่ละฝ่ายต้องการออกมาแสดงพลัง แสดงความคิดเห็นในมุมมองของตนเอง

สำหรับความเห็นในการจัดเลือกตั้ง 2 ก.พ. นี้ นายปฐม เปิดใจว่า ส่วนตัวมองว่าถ้าอะไรที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนคนอื่น ตนก็จะทำ ตั้งใจไว้ว่าจะไปใช้สิทธิ์ในฐานะประชาชน แต่อีกมุมหนึ่งเรามีครอบครัวแล้ว ถ้าทำอะไรแล้วเสี่ยงก่อให้เกิดความเดือดร้อนและไม่ปลอดภัย ก็คงจะไม่ทำ

“ช่วง 1-2 เดือนนี้ คนรอบตัวมักชวนพูดถึงประเด็นการเมืองตลอด ทั้งมาระบายมาปรึกษา เพราะเกิดความเครียดจากการเสพสื่อรับข้อมูลเข้าไปมาก ยิ่งอยู่ในสังคมที่เห็นต่างกับตัวเองยิ่งทำให้เกิดความอึดอัด บางครอบครัวกลายเป็นปัญหาทะเลาะกัน เพราะทุกวันนี้ไม่ได้เป็นปัญหาว่าคนเราไม่ยอมรับความเห็นต่าง แต่กลับเป็นการมองว่าคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามนั้นคนป่วย จึงพยายามหาข้อโต้แย้งมาถกเถียงเอาชนะอีกฝ่าย อยากฝากเตือนให้คิดกันให้ดี เพราะหากหน่วยที่เล็กที่สุดในสังคมอย่างครอบครัวยังเกิดความไม่มั่นคง ไม่มีความเป็นเอกภาพจากประเด็นทางการเมือง ที่สุดแล้วจะกลายเป็นปัญหาใหญ่และส่งผลต่อสังคม ไม่ว่าจะเห็นชอบกับฝ่ายไหนก็ไม่ควรดึงเรื่องการเมืองเข้ามาถกเถียงกันในครอบครัว” นายปฐม กล่าว

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยข้อมูลอย่าง นายประมุท ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ไซแมนเทค (ประเทศไทย) จำกัด แสดงความเป็นห่วงว่า ข้อมูลที่แพร่สะพัดอยู่บนโซเชียลเน็ตเวิร์กในขณะนี้จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะเสี่ยงจะถูกโจมตีด้วยไวรัสและมัลแวร์ เนื่องจากแนวโน้มของอาชญากรออนไลน์ทั่วโลกนิยมใช้สถานการณ์ที่อยู่ในความสนใจเป็นเครื่องมือลวงผู้ใช้อินเทอร์เน็ต

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยข้อมูล กล่าวด้วยว่า การคลิกหรือยอมรับลิงก์ต่างๆ ที่ไม่รู้ต้นทาง ไม่รู้จักผู้ส่ง ยิ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อเรื่องความปลอดภัยอุปกรณ์ ข้อมูล หรือทรัพย์สิน ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีการแนะนำกันมาโดยตลอด แต่พบว่าคนไทยจำนวนมากมีพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามเหล่านั้น

นายประมุท แนะนำว่า การที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมีพฤติกรรมดังกล่าว จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องติดตั้งซอฟต์แวร์สแกนไวรัสบนอุปกรณ์ ซึ่งไม่เฉพาะกับคอมพิวเตอร์ แต่รวมถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีการส่งลิงก์แพร่หลายผ่านอีเมล์ โซเชียลเน็ตเวิร์ก หรือแอพพลิเคชั่นแชตที่ใช้งานบนสมาร์ทโฟน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ควรตระหนักถึงและให้ความสำคัญ เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนยังคงได้รับความนิยมและขยายตัวต่อเนื่อง

“จากการสำรวจเกี่ยวกับการให้ความสำคัญในการป้องกันข้อมูลและอุปกรณ์ของคนไทย พบว่าให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าวในสัดส่วนที่น้อยมาก โดยมีผู้ใช้สมาร์ทโฟนจำนวนกว่าครึ่งไม่ตั้งรหัสล็อกเครื่อง ดังนั้นคำแนะนำที่ควรส่งเสริมแก่ผู้ใช้ก็คือต้องมีความรู้ความเข้าใจและให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ต้องมีการป้องกันในการใช้งาน เช่น ตั้งค่ารหัสปลดล็อกเครื่อง และติดตั้งซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชั่นเพื่อป้องกันภัยคุกคาม” นายประมุท กล่าว

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะกลับมาสงบสุข หรือยังคงต้องเผชิญกับสถานการณ์ความขัดแย้งต่อไป แต่สิ่งที่ไม่ควรปล่อยให้ลดลงไปก็คือ ความมีสติในการตระหนักถึงการรับข้อมูลข่าวสาร อย่ารอให้สถานการณ์ร้ายๆ ต้องเป็นตัวกำหนดให้เสพข่าวสารแบบมีสติ.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

กูรู กม.คอม ยืนยัน กดไลค์ ไม่ผิดกฎหมาย

กูรู กม.คอม ยืนยัน กดไลค์ ไม่ผิดกฎหมาย

หลักสูตรนิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต ม.ศรีปทุม คว้า 3 กูรู ระดับแนวหน้าด้านข่าว-กฎหมายคอมฯ-ทนายความ ไขข้อข้องใจ พร้อมเปิดทุกประเด็นคำถามเรื่องการแชร์ผ่านโลกไซเบอร์ ในเวทีสัมมนา “แชร์ภาพจนเป็นข่าว รู้หรือเปล่าว่ามันผิด”…

นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การลงภาพและข่าวในลักษณะละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิของผู้อื่นของสื่อมวลชนไทย มีมาอย่างต่อเนื่องในอดีต และปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป การสื่อสารทางสังคมออนไลน์เข้ามามีอิทธิพลและเปลี่ยนวิถีชีวิตการรับข้อมูลข่าวสารของผู้คนมากขึ้น และง่ายต่อการหยิบยกมานำเสนอ หากภาพหรือข้อความต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลดูมีความรุนแรง หรือผิดแผกไปจากพฤติกรรมปกติของสังคมทั่วไป

ขณะที่องค์กรที่ทำงานด้านเด็กและองค์กรวิชาชีพ เช่น ยูนิเซฟ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สถาบันอิศรา ร่วมกันรณรงค์ เผยแพร่ความรู้และกฎหมายในด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิเด็กให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่องหลายปี การพัฒนากฎหมายด้านนี้ของไทยค่อนข้างก้าวหน้าในระดับสากล แต่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะตำรวจและผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งในพิธีกร บรรณาธิการจนถึงระดับปฏิบัติการมิได้พัฒนาวิธีคิดและการทำงานให้สอดคล้องกับระบบกฎหมายที่ก้าวล้ำหน้า จึงเห็นภาพและข่าวที่ละเมิดสิทธิเด็กและเยาวชนอยู่เป็นประจำ รวมถึงภาพข่าวต่างๆ ที่เป็นสิทธิส่วนบุคคล หรือมีการเผยแพร่พฤติกรรมออกมาเพื่อดิสเครดิต

ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา กล่าวต่อว่า การนำเสนอข่าวและภาพข่าวที่มีการปิดบังหน้าตา ชื่อสกุลของเหยื่อ ผู้ต้องหาหรือจำเลยพอเป็นพิธี โดยเชื่อว่าไม่เป็นการละเมิดกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงโทษทางอาญาเท่านั้น แต่มิได้มีความตระหนักอย่างแท้จริงว่า การนำเสนอภาพและข่าวต้องคำนึงถึงการคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กและเยาวชนเหล่านี้ต้องดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอีกยาวนาน การถูกประจานให้อับอายขายหน้าต่อสาธารณะผ่านสื่อ อาจกลายเป็น “ตราบาป” ไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ ออนไลน์ หรือโทรทัศน์ การขาดความตระหนักในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเด็ก และคุ้นชินกับวิธีการนำเสนอภาพและข่าวแบบเดิมๆ โดยไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่คำนึงถึงกฎหมายและจรรยาบรรณ แข่งกันนำเสนอภาพและข่าวละเมิดสิทธิต่างๆ กันอย่างน่าละอาย โดยเฉพาะสิทธิเด็ก

“ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.2541 ข้อ 15 ความเบางตอนที่เกี่ยวข้องการละเมิดสิทธิเด็ก ตราไว้ว่า ในการเสนอข่าวหรือภาพใดๆ หนังสือพิมพ์ต้องคำนึง มิให้ล่วงละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลที่ตกเป็นข่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องให้ความคุ้มครองอย่างเคร่งครัดต่อสิทธิมนุษยชนของเด็กในการเสนอข่าว ต้องไม่เป็นการซ้ำเติมความทุกข์ หรือโศกนาฏกรรมอันเกิดแก่เด็ก ไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง” นายประสงค์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การที่ภาพและข้อความที่ละเมิดสิทธิต่างๆ ต่อมามีการแพร่กระจายไปในสังคมออนไลน์ และหนังสือพิมพ์ได้นำไปขยายความต่อ มีแหล่งที่มาจากเฟซบุ๊ก ไม่ได้เป็นเหตุยกเว้นความรับผิดตามกฎหมาย รวมทั้งมิใช่เป็นคำอนุญาตที่สื่อสามารถที่จะนำไปตีพิมพ์ได้ หากพิเคราะห์เจตนาของผู้ที่โพสต์ภาพและข้อความนี้แต่แรก อาจเป็นด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความไม่เข้าใจในภาพและข้อความ ซึ่งอาจถูกหยิบฉวยไปเป็นผลร้ายกับบุคคลนั้นๆ ในอนาคต

นายไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคอมพิวเตอร์ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การใช้สื่อออนไลน์ในการกดไลค์ หรือกดแชร์ เป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชน ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ โดยเฉพาะในส่วนการกดไลค์ เพื่อแสดงความเห็นว่าชอบหรือไม่ชอบกับข้อความที่มีคนโพสต์ เป็นส่วนที่สามารถกระทำได้ โดยไม่ผิดกฎหมายใดเลย เนื่องจากเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็น แต่ในส่วนของการกดแชร์อาจต้องระมัดระวังเรื่องการแชร์ข้อมูลบางอย่างที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกดแชร์จะทำให้เกิดการเผยแพร่ ซึ่งคลิปวิดีโอ หรือข้อความ ซึ่งถ้าข้อความหรือวิดีโอคลิปที่แชร์นั้นเป็นข้อมูลที่ผิดกฎหมาย ก็อาจเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดนั้นได้

ทั้งนี้ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่ควรระวังเกี่ยวกับการกดแชร์ ดังนี้

1.กฎหมายลิขสิทธิ์ ในส่วนการกดแชร์โดยผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตสามารถทำได้โดยไม่มีข้อจำกัด เว้นแต่การกดแชร์ถูกนำไปใช้ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ โดยผู้ใช้บริการ หรือ user ของเฟซบุ๊กเป็นบริษัท หรือองค์กรที่แสวงหากำไรก็อาจมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ได้

2.กฎหมายอาญา อาจมีความผิดในเรื่องการแชร์ข้อมูลที่หมิ่นประมาท หากผู้ที่กดแชร์ทราบอยู่แล้วว่า ข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง และมีเจตนาเผยแพร่ต่อบุคคลที่สามเพื่อให้เกิดความเสียหาย

3.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมฯ) การกดแชร์ ควรระมัดระวังในเรื่องฐานความผิด 3 เรื่อง คือ แชร์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก่อการร้าย และการก่อรัฐประหาร ซึ่งจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อ ผู้แชร์ทราบอยู่แล้วว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นเท็จแต่มีเจตนาต้องการเผยแพร่ หรือปลุกระดมให้บุคคลภายนอกกระทำความผิดดังกล่าว

นอกจากนี้ มีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้สื่อโซเชียลมีเดียควรระลึกเสมอว่าการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว แต่เป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูล และตรวจสอบข้อมูลที่มีการโพสต์ หรือวิพากษ์วิจารณ์ย้อนหลังได้

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายคอมฯ กล่าวต่อว่า ผู้ที่จะแชร์ข้อมูล หรือข้อความ หรือวิดีโอคลิปต่างๆ ควรต้องระมัดระวังการกระทำความผิดตามมาตรา 14 (5) ของกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งจะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีการเผยแพร่ หรือส่งต่อ หรือแชร์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยผู้กดแชร์รู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลที่ปลอม หรือข้อมูลเท็จ หรือข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรือการก่อการร้ายตามกฎหมายอาญา รวมถึงการแชร์ข้อมูลที่มีลักษณะลามกอนาจาร ซึ่งจะมาโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พฤติกรรมของประชาชนที่นิยมแชร์ภาพ หรือข้อความของบุคคลอื่นในโลกสังคมออนไลน์ ส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าก่อให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง เมื่อมีผู้เสียหายมาแจ้งความว่า ต้องนำกรณีเหล่านั้นมาพิจารณาถึงเจตนา ความสุจริตของผู้แชร์ภาพ หรือข้อความประกอบการตัดสินของศาลด้วย เช่น อาจแชร์โดยมองว่าตลกดี หรือต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยไม่คิดว่าจะเกิดความเสียหาย ซึ่งต่างจากการกด like ที่ผู้กดแค่แสดงออกว่าชอบข้อความ หรือภาพเหล่านั้น แต่ไม่เกิดการส่งต่อ ถือว่ายังไม่มีความผิด

?การที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการส่งสาร ผู้ใช้จึงควรวิจารณญาณในการใช้ ควรพิจารณาภาพ หรือข้อความก่อนตัดสินใจแชร์ หรือส่งต่อ เพราะสุดท้ายคุณอาจกลายเป็นผู้สนับสนุนโดยไม่รู้ตัว? นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทย กล่าว.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

ไร้คู่แข่งเบียดสูสี กูรู ฟันธง เวทมนตร์เฟซบุ๊ก ยังไม่เสื่อม

ไร้คู่แข่งเบียดสูสี กูรู ฟันธง เวทมนตร์เฟซบุ๊ก ยังไม่เสื่อม

บริษัทวิจัยชั้นนำชี้ฐานผู้ใช้เฟซบุ๊กอิ่มตัว ขณะที่รูปแบบการโฆษณายังอ่อนแอ แนะเร่งปรับกลยุทธ์การตลาดรักษาธุรกิจ ฟากกูรูไอทีค้าน ยังไม่ใช่ขาลงเครือข่ายสังคมออนไลน์ฮิต…

แม้ว่าปีนี้จะเป็นปีมังกรทองตามความเชื่อของชาวจีน แต่ดูเหมือนไม่ใช่ปีที่น่ารื่นรมย์ของ “เฟซบุ๊ก” เพราะหลังก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ หุ้นเฟซบุ๊กที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ว่าจะเป็นดาวรุ่ง ก็ไม่ได้ฮือฮาหวือหวาตามที่คาดกัน แถมยังออกแนวเป็นดาวตกอีกต่างหาก

ต้องยอมรับว่าน่าหนักใจแทน มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งเฟซบุ๊กไม่น้อย เมื่อหลายฝ่ายออกมาทำนายทายทักว่าเฟซบุ๊กกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุคล่มสลาย โดยทั้งนักวิเคราะห์และบริษัทวิจัยหลายสำนัก ต่างชี้ถึงแนวโน้มที่ถดถอยลงของสังคมออนไลน์ชื่อดังไปในลักษณะเดียวกันว่า ผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเริ่มเบื่อหน่ายกับการใช้เฟซบุ๊กและหันไปใช้เวลากับการแชตผ่านแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน ทั้งยังระบุว่าเวลามรณะของเฟซบุ๊กนั้นใกล้เข้ามาทุกที !!!

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน บริษัทให้คำปรึกษาและวิจัยชั้นนำ ได้ออกมานำเสนอมุมมองผ่านบทความเรื่อง ?Can Facebook Live Up to Market Expectations? โดยระบุว่า แม้ว่าเฟซบุ๊กจะได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีผู้ใช้งานกว่า 900 ล้านรายทั่วโลกในปัจจุบัน แต่ก็ยังคงมีคำถามว่าเฟซบุ๊กจะสามารถสร้างรายได้จากฐานผู้ใช้ดังกล่าวได้หรือไม่

ถึงแม้เฟซบุ๊กจะกลายเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ค่อนข้างโตเต็มที่แล้วในแง่ของจำนวนผู้ใช้งาน แต่รูปแบบการโฆษณายังถือว่าค่อนข้างอ่อน ทั้งที่ส่วนดังกล่าวเป็นรายได้หลักของเฟซบุ๊ก ประกอบกับการที่ เจเนอรัล มอเตอร์ บริษัทยานยนต์ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ซึ่งเป็นผู้โฆษณาใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ ได้ประกาศถอนโฆษณามูลค่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ก็ยิ่งสร้างความท้าทายให้เฟซบุ๊กมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจากฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ยังวิเคราะห์ด้วยว่า หากเฟซบุ๊กปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสม ตั้งแต่การนำรูปแบบการทำโฆษณาออนไลน์ ยังควรให้ความสำคัญกับธุรกิจอื่น อาทิ แอพพลิเคชั่นเกมออนไลน์ คอนเทนต์ และโมบาย แพลตฟอร์ม สำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต รวมถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว เพราะด้วยศักยภาพที่แข็งแกร่งและการเติบโตของธุรกิจอย่างสม่ำเสมอในอีก 5 ปีถัดไป ประกอบกับฐานลูกค้ากว่า 900 ล้านรายนั้น น่าจะช่วยให้อนาคตของเฟซบุ๊กแข็งแกร่งได้ไม่ยาก

ขณะที่คนไอทีตัวจริงอย่าง ?อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์? เว็บมาสเตอร์บล็อกนัน (Blognone.com) ได้วิเคราะห์ว่า ยุคนี้ยังไม่ใช่ขาลงของเฟซบุ๊ก !!!

?สถานการณ์ของเฟซบุ๊กในตอนนี้ สำหรับเรื่องหุ้นถือเป็นช่วงปรับฐาน เมื่อเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนแล้ววิธีคิดก็จะต้องเปลี่ยนไป หุ้นเฟซบุ๊กค่อนข้างซวย ด้วยความที่เป็นเฟซบุ๊กที่ทุกคนรู้จัก หุ้นจะขึ้นหรือจะตกก็เลยเป็นที่จับตา แต่ถ้ามองเรื่องการใช้งานก็น่าจะเข้าถึงจุดอิ่มตัวแล้ว จากที่เคยอ่านบทวิเคราะห์ชิ้นหนึ่งระบุว่าในจำนวนผู้ใช้งานเฟซบุ๊กทั่วโลกที่ย่างเข้าหลักพันล้านคนนั้น แม้ว่าโลกยังมีประชากรอีกมากที่ยังไม่ได้ใช้เฟซบุ๊ก แต่จำนวนพันล้านคนแรกนั้นอาจเป็นผู้ใช้ที่มีพลังซื้อมากที่สุดแล้วก็เป็นได้? เว็บมาสเตอร์ของบล็อกนัน กล่าว

เช่นเดียวกับด้านการพัฒนา โดยนายอิสริยะแสดงความเห็นว่า สำหรับโซเชียลเน็ตเวิร์กนั้นการพัฒนาคงทำได้ในแนวทางที่เฟซบุ๊กเป็นอยู่ ซึ่งถือว่าค่อนข้างอิ่มตัว เช่นเดียวกับ กูเกิล เสิร์ช ในช่วง 5 ปีหลังที่ไม่ได้มีความแตกต่างจากเดิมมากนัก

?สิ่งที่เฟซบุ๊กยังทำได้ไม่ดีคือด้านโมบาย อาจเป็นเพราะเฟซบุ๊กโตมาจากวิธีคิดแบบเว็บไซต์ แต่โมบายมีวิธีคิดต่างกันเลยเกิดอาการไปไม่เป็น จะเห็นได้ชัดก็คือกรณีเข้าซื้ออินสตาแกรม นี่ก็เห็นได้ชัดว่าสู้ไม่ได้ก็เลยซื้อ เพราะปัจจุบันคนเริ่มไม่ได้ถ่ายรูปแล้วแชร์ขึ้นเฟซบุ๊ก แต่แชร์มาจากแอพพลิเคชั่นต่างๆ มากขึ้น อย่างอินสตาแกรมก็ถือว่าเยอะ ซึ่งถ้าปล่อยให้เป็นลักษณะนั้นต่อไปเฟซบุ๊กก็อาจถูกแย่งฐานลูกค้าในที่สุด?

นายอิสริยะ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันมีคนไทยใช้เฟซบุ๊กประมาณ 14 ล้านราย แม้จะถือเป็นสัดส่วนผู้ใช้ที่ไม่มากนัก แต่หากคิดจากจำนวนผู้ใช้ตามเมืองถือว่าน่าสนใจ เพราะกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีจำนวนผู้ใช้สูงเป็นอันดับ 1 เลยทีเดียว ส่วนการเปลี่ยนเป็นไทม์ไลน์นั้นก็ไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้ใช้เบื่อเฟซบุ๊กไปได้ ถือเป็นคอนเซปต์ที่คู่แข่งยังทำได้ไม่ดีเท่าเฟซบุ๊ก หากเทียบกับคู่แข่งอย่างกูเกิล พลัส ก็คงบอกได้แค่ว่าเฟซบุ๊กยังนำอยู่หลายเท่าตัว

เว็บมาสเตอร์ของบล็อกนัน แสดงความเห็นอีกว่า จุดแข็งของเฟซบุ๊กคือการมีผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งเปิดตัวมานานและทำอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นเบอร์หนึ่ง ขณะที่ฟีเจอร์การใช้งานก็ถือว่าค่อนข้างครบ ส่วนจุดอ่อนหลักของเฟซบุ๊ก คือเรื่องของโมบายที่ยังทำได้แย่ ในแง่ธุรกิจก็คือยังหาวิธีทำรายได้จากผู้ใช้งานได้ไม่ดีนัก ส่วนกระแสข่าวลือที่ว่าเฟซบุ๊กจะปิดตัวลงนั้น ถือเป็นเรื่องตลกที่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นจริง เป็นข่าวลือที่เห็นกันมานานไม่เฉพาะเฟซบุ๊ก แต่ยังรวมถึงฮอตเมล์ที่มีข่าวลือในลักษณะเดียวกันนี้หรือมีข่าวว่าจะคิดค่าบริการในการใช้อีเมล์ออกมาอยู่บ่อยครั้ง

?ในเร็วๆ นี้ คงยังไม่มีคู่แข่งรายใหม่ที่จะออกมาชนกับเฟซบุ๊กได้ตรงๆ เพราะสู้ไปก็คงแพ้ แต่เชื่อว่าอาจมีอะไรที่ใช้แทนกันได้แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียวออกมา ที่เห็นชัดตอนนี้ก็คือไลน์ ด้วยแนวโน้มแบบเป็นการแชตผ่านแอพพลิเคชั่นบนมือถือเพียงอย่างเดียว ทำตลาดแบบเฉพาะ ซึ่งหากสามารถอยู่ได้จริงทั้งบนเว็บไซต์และมือถือ ทั้ง 2 ส่วนก็จะค่อยๆ กินตลาดกันเองในอนาคต? นายอิสริยะ กล่าว

คงต้องติดตามดูว่าท้ายที่สุดแล้ว เจ้าพ่อเฟซบุ๊กจะปล่อย ?เฟซบุ๊กโฟน? ที่กำลังเป็นกระแสข่าวหลุดในขณะนี้ออกมาเป็นไม้เด็ดเพื่อทำรายได้หรือไม่ เพราะนอกจากจะสร้างเงินเข้ากระเป๋าได้อีกทาง ป๋ามาร์คคงหวังกระชากสาวกให้กลับมาติดแหง็กอยู่กับเฟซบุ๊ก เหมือนยุคก่อนมีสารพัดแอพพลิเคชั่นเพื่อการแชตทยอยออกมาดึงผู้ใช้ออกไปเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

กูรู ฟันธงแท็บเล็ตนายกปูคุ้มเงิน แต่คอนเทนต์ไม่ผ่าน

กูรู ฟันธงแท็บเล็ตนายกปูคุ้มเงิน แต่คอนเทนต์ไม่ผ่าน

กูรูไอที วิพากษ์แท็บเล็ต ป.1 นายกปู เผยเทียบราคากับคุณภาพพอไหว ห่วงต่อยอดการใช้งานและคอนเทนต์ไม่คืบหน้า แนะอย่าผลักภาระให้ครูหรือผู้ปกครองดูแลเด็กฝ่ายเดียว…

“จากที่ได้ลองเล่นก็ลื่นไหลดี ไม่สะดุด ไม่ช้ามาก คงต้องบอกว่าเครื่องดีแต่คอนเทนต์ยังไม่ผ่าน”

นางสาวฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ หรือ @ceemeagain สาวสวยเก่งไอที ที่ได้รับฉายาเจ้าหญิงวงการไอที กล่าวและแสดงความเห็นด้วยว่า สเปกเครื่องแท็บเล็ต ป.1 ถือว่าพอใช้ได้เมื่อเปรียบเทียบจากราคา 2,400 บาท ถือว่าคุ้มค่าและเหมาะสมแล้วกับการใช้งานของเด็ก ป.1 แต่สิ่งที่คิดว่ายังไม่โอเคคือคอนเทนต์ เพราะมองว่ายังไม่ถูกจำกัด แม้ว่าเด็กอาจไม่ได้เป็นผู้ดาวน์โหลดหรือค้นหาเพื่อดาวน์โหลดเอง แต่ด้วยความอิสระบนโลกที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็ทำให้เรายังคงต้องเป็นห่วงพวกเขา

“การแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กชั้น ป.1 อาจถือว่าเร็วเกินไป แต่ถ้ามองในมุมที่จะเป็นการกระตุ้นและปลูกฝังความคิดหรือจินตนาการก็ถือเป็นเรื่องเหมาะสมแล้ว เด็กไทยจะได้ทัดเทียมต่างชาติ ขณะที่เด็กต่างจังหวัดก็จะได้มีโอกาสพัฒนาการเรียนให้เทียบเท่าเด็กในเมืองด้วย การจำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์หรือข้อมูลที่ไม่เหมาะสมนั้นอาจเป็นเรื่องที่ต้องควบคุม แต่ลึกๆ ก็เชื่อว่าเด็กที่ดีก็จะรู้ได้ด้วยตัวเองว่าควรจะใช้แท็บเล็ตเพื่ออะไร เลือกเข้าเว็บไหนถึงจะได้ความรู้”

แท็บเล็ตจะมีประโยชน์มากหากได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต แต่ในช่วงแรกการเปิดหรือปิดการใช้งานไวไฟอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะยังไม่มีความจำเป็น ควรเน้นให้เด็กได้เรียนรู้การใช้งาน ทำความรู้จักกับเครื่องก่อน แล้วจึงต่อยอดไปสู่การค้นคว้าหาข้อมูลหรือการศึกษาเพิ่มเติมในภายหลังก็ยังไม่ช้าเกินไป ก่อนหน้านี้เป็นห่วงเรื่องการใช้งานและผู้ที่จะดูแลแนะนำการใช้งานกับเด็กๆ มาก แต่เมื่อได้มีโอกาสรับทราบนโยบายหรือแนวทางจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แล้วก็อุ่นใจขึ้น แต่ยังไงครูและผู้ปกครองคงต้องรับบทหนักในเรื่องดังกล่าว

มีตัวอย่างในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศผู้ผลิตแท็บเล็ต ซึ่งมีการบรรจุอุปกรณ์ดังกล่าวเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน ซึ่งจากผลสำรวจระบุว่า มีผลตอบรับที่น่าพอใจเพราะช่วยให้เด็กนักเรียนฉลาดและเรียนรู้ได้มากขึ้น เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวจะใช้ได้ผลกับเด็กไทยด้วย หากมีการประยุกต์ใช้และมีแนวทางการใช้งานที่ดี

“สเต็ปต่อไปคงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน ครู พ่อแม่ ผู้ผลิตคอนเทนต์ หรือแม้แต่แพทย์เด็ก หน่วยงานภาครัฐและเอกชน อยากให้ทุกฝ่ายบูรณาการและระดมสมองกัน อย่าผลักภาระว่าได้เครื่องไปแล้วก็หมดหน้าที่ หมดภาระ เพราะยังมีอะไรอีกเยอะหลังจากที่เครื่องถึงมือเด็กๆ แล้ว” เจ้าหญิงวงการไอที กล่าวทิ้งท้าย

ขณะที่ นายประหยัด โกษาแสง บล็อกเกอร์-กูรูสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และแอพพลิเคชั่นในโลกทวิตเตอร์ หรือ @MobileDista นำเสนออีกมุมมองว่า หากเทียบราคากับสเปกและแท็บเล็ตเครื่องจีนด้วยกัน ถือว่าคุ้มค่าแล้ว เพราะคุณภาพเกินกว่าราคา หรือเปรียบเทียบกับแท็บเล็ตจีนที่ตนเองเคยได้ลองใช้ ซึ่งเป็นซีพียูแบบซิงเกิลคอร์ ขายในราคา 4,000 กว่าบาท ถือว่าราคาแท็บเล็ต ป.1 นั้นไม่แพงเลย

“ได้เห็นแท็บเล็ตและคอนเทนต์บางส่วนผ่านสื่อ ถ้าพูดถึงตัวเครื่องคงไม่ติดปัญหาอะไร ด้วยความสามารถของเครื่องคิดว่าคุณภาพเกินพอ แต่ประเด็นที่น่าสนใจคือคอนเทนต์ที่มาพร้อมแท็บเล็ต เพราะไม่รู้ว่าจะดึงดูดความสนใจของเด็ก ป.1 ให้ศึกษาหรือค้นคว้าหาความรู้ได้ทุกคาบเรียนหรือไม่ เพราะเด็กมีธรรมชาติที่จะเบื่อง่าย หรืออย่างสมัยเด็กที่เราเคยเรียนคอมพิวเตอร์กันมา เราก็แอบเล่นนอกลู่นอกทางไปบ้าง”

เรื่องที่น่าเป็นห่วงกว่าสเปกเครื่องก็คือคอนเทนต์ ส่วนตัวมองว่าคอนเทนต์บนแท็บเล็ตน่าจะเป็นการยกเนื้อหามาจากในหนังสือ เพราะเท่าที่เห็นเนื้อหาบางวิชาก็เหมือนการใช้อี-เลิร์นนิ่ง เนื่องจากการดัดแปลงหนังสือเรียนเป็นรูปแบบดิจิตอลอาจเหมาะกับบางวิชาเท่านั้น

ส่วนความสำคัญของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตกับแท็บเล็ต ป.1 นั้น ไม่น่าจะกลายเป็นปัญหา หากสื่อการเรียนการสอนทั้งหมดถูกยกขึ้นมาอยู่บนแท็บเล็ตหมด การปิดกั้นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจะถือเป็นข้อดีด้วยซ้ำที่สามารถจำกัดการเข้าถึงข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตได้ อย่างไรก็ตามหากมีการเปิดให้ใช้แบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็มีวิธีที่โรงเรียนจะสามารถบล็อกหรือเปิดให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้บางเว็บไซต์ เพราะเป็นเรื่องที่สามารถทำได้

“พอเด็กได้แท็บเล็ตแล้วก็ไม่อยากให้โยนความรับผิดชอบไปที่ครูหรือพ่อแม่ ต้องยอมรับว่าในสังคมไทยคงมีพ่อแม่ไม่มากนักที่จะแนะนำหรือสอนลูกใช้แท็บเล็ตได้ เพราะแท็บเล็ตไม่มีสารบัญบอกว่าอะไรอยู่หน้าไหนเหมือนในหนังสือ หากครูประจำชั้นสามารถสอนเด็กใช้งานได้เข้าใจทุกอย่าง เด็กก็ไม่ต้องไปถามพ่อแม่ว่าจะใช้อย่างไร แต่จริงๆ แล้วก็ไม่น่าเป็นห่วงเพราะไม่ได้ใช้งานยากมาก ถ้าถามผมจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เห็นด้วยกับโครงการ แต่เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วก็พร้อมจะแนะนำด้วยความยินดี”

บล็อกเกอร์คนเดิม ยังแสดงความกังวลด้วยว่า แท็บเล็ตคงเข้ากับเด็กไทยได้ไม่ยาก แต่ต้องบอกว่าเฉพาะเด็กในชุมชนเมืองคงไม่รวมเด็กต่างจังหวัด หากมองภาพรวมระดับประเทศคงเป็นปัญหาแน่นอน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าการเรียนการสอนในต่างจังหวัดนั้นไม่ได้ทันสมัยและเทียบเท่าในกรุงเทพฯ แม้จะมีโอกาสเข้าถึงแต่ก็ยังมีช่องว่างอยู่ แค่ให้ครูเลิกเขียนกระดานแล้วมาจับแท็บเล็ตสอนเด็ก ผมว่านั่นก็เป็นปัญหาหนึ่งแล้ว ขณะที่ตัวเด็กเองเดือนแรกที่ได้รับแท็บเล็ตก็อาจจะแทบไม่ได้เรียน เพราะมัวแต่เห่อของใหม่.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

กูรู ชี้ โซเชียลมีเดียเขี้ยวเล็บ บทบาทใหม่กับการรายงานข่าว

กูรู ชี้ โซเชียลมีเดียเขี้ยวเล็บ บทบาทใหม่กับการรายงานข่าว

นายก ส.นักข่าวฯ ชี้ นักข่าวต้องเข้าใจการใช้งานโซเชียลมีเดียก่อน ป้องต่อต้าน ด้าน “ก่อเขต” ระบุใช้สื่อโซเชียลมีเดียรายงานสถานการณ์ต้องระวังสิ่งที่จะตามมา-มีความรับผิดชอบเสมอ ในเวทีโซเชียลมีเดีย ทางเลือกใหม่? ของการรายงานข่าวในภาวะวิกฤติ

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอทีพีซี) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในโครงการ JR วิชาการครั้งที่ 4 ในหัวข้อ Social Media ทางเลือกใหม่ของการรายงานข่าวในภาวะวิกฤติ 09.00-16.00 น. ณ อาคารคอนเวนชั่นฮอลล์ อาคารศูนย์การเรียนรู้ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

นายฐิติชัย อัฏฏะวัชระ รองประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ทวิตเตอร์ @popclub_ceo กล่าวว่า วันนี้ ถือว่าโซเชียลมีเดียเป็นส่วนหนึ่งที่กระตุ้นให้คนบริโภคข่าวสารได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียไม่ใช่พระเอกหลัก ในการบริโภคข่าวสาร แต่จะเป็นตัวจุดประกายให้คนบริโภคช่าวสารให้มากขึ้น

ทั้งนี้ การเชื่อมโยง หรือปรับให้ข่าวไปถึงผู้รับสาร ทั้งที่แต่ละคนมีรูปแบบแตกต่างกัน เป็นเรื่องสำคัญ อีกทั้งการรายงานข่าว ต้องมีการตรวจสอบสื่อออกไปแล้วมีผลกระทบกับมวลชนหรือไม่ โดยมีกระบวนการรายงานข่าวผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กจะเป็นตัวเชื่อมโยง

นางสาวอศินา พรวศิน ประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทวิตเตอร์ (@lekasina) กล่าวว่า สิ่งที่ต้องระวังคือการทวีตข้อความออกไปทุกอย่าง แต่ส่วนตัวจะไม่ทวีตอารมณ์ จะทวีตเรื่องไอทีเป็นหลัก เพราะเป็นนักข่าวสายไอที ส่วนการแบ่งเวลาใช้งานโซเชียลมีเดีย การเลือกแชร์ หรือไม่แชร์ บนทวิตเตอร์ ต้องแยกก่อนว่าเป็นนักข่าว หรือส่วนตัว นอกจากนั้น ยังต้องดูว่าข้อความจะมีผลกระทบกับคนอื่นหรือไม่

?การทวีตไม่ได้เป็นวิบากกรรม ไม่ได้แบ่งเวลาทวีต แต่ด้วยหน้าที่นักข่าวรู้ว่ามีคนรอ ถ้าคุณเลือกที่จะแชร์ ทวีตไปแล้ว ต้องมีความลึกและแตกต่างจากเรื่องที่ทวีตออกไป แต่ถ้าเป็นเรื่องทั่วไป ต้องดูว่าแชร์ไปแล้วจะมีผลกระทบต่อคนอื่นหรือป่าว แต่ก่อนเราเหมือนเด็กน้อย ให้ประสบการณ์สอนเรา ลองผิดลองถูกอย่างน้อยมันเกิดผลลบอยู่แล้ว แต่ต้องให้มันเกิดผลลบน้อยที่สุด? นาวสาวอศินา กล่าว

นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ทวิตเตอร์ (@Chavarong) หัวหน้าศูนย์ข้อมูล และบรรณาธิการเว็บไซต์ กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ กล่าวว่า สิ่งที่เห็นความแตกต่างในแง่มุมการใช้ข่าว ส่วนตัวคิดว่าอะไรที่เป็นข่าวแล้วเกี่ยวข้องกับเรา บางครั้งไปงานแล้วไม่มีใครสนใจ ก็จะพยายามสรุปประเด็นแล้วทวีตออกไป เพราะอยู่ในวงการสื่อด้วย ส่วนเรื่องการเมือง หากทวีตออกไปมีผลกระทบมาก แต่ส่วนตัวในการใช้ คือ ไม่ได้ตอบโต้

ส่วนหัวข้อคนข่าวต้องปรับตัวอย่างไร ในการปรับตัวใช้โซเชียลมีเดีย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจว่าองค์กรข่าวอยู่ช่วงลองผิดลองถูก แม้แต่ในเครือเนชั่น แต่ทั้งนี้คิดว่าคนในเครือเนชั่นก็ต้องปรับ แต่จะทำอย่างไรให้เป็นประโยชน์?

ขณะที่ไทยรัฐออนไลน์ ก็ยังมีนโยบายที่ใช้โซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ ยังคิดว่าองค์กรสื่อทั้งหลาย คงมีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสื่อ รวมทั้ง ไทยพีบีเอส ด้วย ซึ่งผู้บริหารต้องรีบตัดสินใจว่า จะมีทิศทางไปทางไหน เพราะไม่เช่นนั้น คนที่อยู่ในองค์กรจะสับสน อย่างไรก็ตาม นักข่าวต้องเข้าใจการใช้งานโซเชียลมีเดียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดการต่อต้าน แต่ถ้าเข้าใจแล้วจะรู้ว่าไม่ใช่การนำข่าวสารของเราออกไปเท่านั้น แต่จะเป็นแหล่งของข่าวที่ออกไป

นอกจากนี้ การรายงานข่าวผ่านทวิตเตอร์ ต้องมีการใส่เวลากำกับเสมอ เพราะเมื่อมีผู้อื่นมารีทวีตเวลาจะเปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะอุบัติเหตุ แต่หากใส่เวลากำกับคนอ่านก็จะรู้??

นายก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ทวิตเตอร์ (@doveartist) กล่าวว่า ส่วนตัวใช้ทวิตเตอร์ทำข่าวอย่างเดียว ทั้งนี้ มุมมองส่วนตัวคิดว่า ในโลกของสังคมออนไลน์ ใครก็ตามที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในการสื่อสาร หรือรายงานต้องมีวิธีการหรือหลักคิดวิธีหนึ่ง เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่ติดตามคุณอยู่ แล้วคุณเล่าเหตุการณ์นั้นออกไป คุณคือ ผู้สื่อสารในโซเชียลทันที นอกจากนี้ การใช้โซเชียลมีเดียรายงานสถานการณ์ ต้องระวังสิ่งที่จะตามมา และต้องมีความรับผิดชอบเสมอ

นายณรงค์ศักดิ์ ศรีทานันท์ อาจารย์ภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทวิตเตอร์ (@narongsaksritan) กล่าวว่า ขณะนี้ นักศึกษาที่เรียนวารสารศาสตร์ กำลังวิ่งตามโซเชียลมีเดีย แต่วิ่งตามเพื่อความเป็นส่วนตัวมากกกว่า ซึ่งการกระทำแบบนี้ ถือเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง แต่ก็พยายามบอกให้โพสต์เรื่องราวที่เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ ยังมองว่าโซเชียลมีเดียที่มีอยู่ขณะนี้ เนื้อหาการเรียนการสอนอยู่กับที่ไม่ได้แล้ว คงต้องมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ไปสู้กับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น?

?คิดว่าตำราเรียนควรปรับเปลี่ยน รูปแบบเดิมคงใช้ไม่ได้ 100% คงต้องมาประยุกต์ ซึ่งยอมรับว่า ม.กรุงเทพ ที่ปรับการเรียนการสอนใหม่ ได้มาจากเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นการช่วยให้เข้าถึงนักศึกษามากขึ้น? อาจารย์ภาควิชาวารสารศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ทวิตเตอร์ กล่าว.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,