ช็อก คอมพ์ 61เปอร์เซนต์ติดมัลแวร์ ‘ไมโครซอฟท์’ แนะใช้โอเอสแท้ ลดเสี่ยงได้

ช็อก คอมพ์ 61เปอร์เซนต์ติดมัลแวร์ 'ไมโครซอฟท์' แนะใช้โอเอสแท้ ลดเสี่ยงได้

ไมโครซอฟท์ เผยผลสุ่มสำรวจคอมพิวเตอร์ใน 11 ประเทศ? พบว่า 61% ของจำนวนที่สุ่มตรวจล้วนติดมัลแวร์ ย้ำใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ช่วยปกป้องข้อมูลและลดความเสี่ยงภัยไซเบอร์ จี้ผู้ค้าคอมพ์ขายเครื่องพร้อมระบบปฏิบัติการแท้?

นายแมทเทียว มิลล์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ไอดีซี บริษัทวิจัยชั้นนำ และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ได้เปิดเผยผลการศึกษาเกี่ยวกับมูลค่าความเสียหาย จากผลกระทบของมัลแวร์แฝงที่มากับซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ ในหัวข้อความเกี่ยวข้องระหว่างซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์และการละเมิดระบบความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้ทำการตรวจสอบคอมพิวเตอร์จากประเทศต่างๆ ทั้งสิ้น 11 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย โดยผลการสำรวจคอมพิวเตอร์กว่า 203 เครื่อง พบว่า 61% ของจำนวนดังกล่าวนั้นติดมัลแวร์ อาทิ โทรจัน เวิร์ม ไวรัส เป็นต้น ส่วนผลสำรวจคอมพิวเตอร์จากประเทศไทยจำนวน 20 เครื่องนั้น พบว่ามีจำนวนกว่าติดมัลแวร์ถึง 84% ขณะที่คอมพิวเตอร์จากแม็กซิโกนั้น พบว่ามีมัลแวร์อยู่ทั้ง 100% ซึ่งขั้นตอนแรกในการป้องกันมัลแวร์ คือการซื้อคอมพิวเตอร์จากแหล่งที่ไว้ใจได้ แต่จากผลการสำรวจพบว่ากว่า 65% ของลูกค้าและกลุ่มองค์กรยอมรับว่าได้เลือกซื้อคอมพิวเตอร์จากแหล่งที่ไม่น่าไว้ใจ

ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้องค์กรทั่วโลกอาจต้องสูญเสียเงินมูลค่ากว่า 127,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อใช้ในการจัดการระบบความปลอดภัย โดยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นอาจต้องเสียเงินกับเรื่องดังกล่าวราว 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เนื่องจากมีการใช้งานคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมากและมีอัตราการใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์สูง อย่างไรก็ตาม มีการคาดการณ์ด้วยว่าผู้ประกอบการถึง 1 ใน 3 มีความเสี่ยงจะตกเป็นเหยื่อของอาชญากรออนไลน์ โดยอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในองค์กรนั้น พบว่า 27% มาจากพนักงานเป็นผู้ลักลอบติดตั้งซอฟต์แวร์ดังกล่าว ซึ่งซอฟต์แวร์ราว 20% นั้นล้วนเป็นซอฟต์แวร์เถื่อน และแม้ว่าองค์กรต่างๆ จะมีระบบตรวจสอบซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์ แต่พบว่ามีการตรวจสอบเพียง 2 ครั้งต่อปี ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอในการดูแลคอมพิวเตอร์

นายแมทเทียว กล่าวอีกว่า ผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอาจต้องสูญเสียเงินมูลค่าถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากปัญหาภัยคุกคาม จากจำนวนการใช้งานคอมพิวเตอร์ 140 ล้านเครื่องในภูมิภาคดังกล่าว พบว่า 90 ล้านเครื่องเป็นการใช้งานของผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งควรเพิ่มความระมัดระวังในการซื้อและการเก็บข้อมูลส่วนตัว ซึ่งภาครัฐเองก็มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเข้าถึงข้อมูลลับ อย่างไรก็ตาม ภาครัฐควรต้องมีสร้างความตื่นตัวแก่ผู้บริโภคและป้องกันความเสี่ยงจากการใช้งานด้วย

ด้าน นางกฤติยา เอี่ยมศิริ ผู้จัดการฝ่ายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์การละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ในประเทศไทยนั้นถือว่ายังไม่ดีขึ้น แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะร่วมกันรณรงค์ และสร้างความรู้ความเข้าใจในประโยชน์และความปลอดภัยจาการใช้ซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคถือเป็นส่วนสำคัญในการลดใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ แม้ว่าปัจจุบันการขายคอมพิวเตอร์จะมีการทำราคา โดยตัดระบบปฏิบัติการที่แถมไปกับเครื่องออก เพื่อทำให้สามารถจำหน่ายเครื่องได้ในราคาถูกลงก็ตาม แต่เรื่องดังกล่าวถือเป็นความเสี่ยงขั้นแรก ที่ทำให้ผู้ใช้อาจหันไปเลือกใช้ระบบปฏิบัติการละเมิดลิขสิทธิ์ ที่มีราคาถูกกว่า หรือได้รับเป็นของแถมเมื่อตอนซื้อเครื่องจากร้านค้า

ผู้จัดการฝ่ายลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ยังคงเดินหน้าเพื่อรณรงค์ให้ผู้บริโภคเลือกใช้ระบบปฏิบัติการแท้ที่ถูกลิขสิทธิ์ พร้อมขอความร่วมมือจากผู้ค้าคอมพิวเตอร์ให้ขายพ่วงระบบปฏิบัติการเมื่อลูกค้าซื้อเครื่องใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังพยายามสนับสนุนให้วินโดวส์กลายเป็นระบบปฏิบัติการสำหรับแท็บเล็ต เพื่อตอบสนองการใช้งานแท็บเล็ตที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทยอีกด้วย.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , ,

ช็อก พบการละเมิดข้อมูลองค์กรกว่าครึ่ง เกิดโดยไม่ตั้งใจ

ช็อก พบการละเมิดข้อมูลองค์กรกว่าครึ่ง เกิดโดยไม่ตั้งใจ

เทรนด์ ไมโคร เผยผลวิจัยเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูล พบจำนวนกว่าครึ่งเกิดจากพนักงานในองค์กรไม่ตั้งใจ ขณะที่การป้องกันก็ไม่สามารถหยุดการโจมตีของแฮกเกอร์ได้…

บริษัท เทรนด์ ไมโคร อิงค์ เปิดเผยผลสรุปรายงานวิจัยเรื่องปัจจัยด้านมนุษย์ในการปกป้องข้อมูล (The Human Factor in Data Protection) จากสถาบันโพเนมอน จากการสำรวจผู้ปฏิบัติงานด้านการรักษาความปลอดภัยระบบไอทีและฝ่ายไอทีจำนวน 709 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าสาเหตุของการเกิดกรณีละเมิดข้อมูลเป็นจำนวนมากนั้น มีสาเหตุหลักมาจากความประสงค์ร้ายหรือความประมาทเลินเล่อของพนักงาน โดยกว่า 78% ของผู้ตอบแบบสอบถามตำหนิพฤติกรรมของพนักงานทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ สำหรับกรณีการละเมิดข้อมูลที่เกิดขึ้นภายในองค์กรของตนอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

โดยสาเหตุหลัก 3 อันดับแรกของกรณีละเมิดข้อมูล ได้แก่ การที่พนักงานทำแล็ปท็อปหรืออุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่มีข้อมูลสำคัญอยู่หายไป 35% เหตุการณ์ประสงค์ร้ายหรือความผิดพลาดจากบุคคลอื่น 32% และความบกพร่องของระบบ 29% โดยเกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสำรวจเห็นด้วยหรือเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าการรักษาความปลอดภัยขององค์กรของตนในปัจจุบันนั้นยังไม่เพียงพอที่จะหยุดการโจมตีแบบมีเป้าหมายหรือหยุดเหล่าแฮกเกอร์ได้

รายงานฉบับนี้ยังเปิดเผยด้วยว่า มีพนักงานกระทำความผิดโดยไม่ตั้งใจในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง โดยพบว่าการละเมิดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจนั้นมีจำนวนมากถึง 56% และมีเพียง 19% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่ระบุว่าพนักงานได้รายงานการละเมิดข้อมูลด้วยตนเอง นอกจากนี้ 37% ยังระบุด้วยว่าการตรวจสอบและการประเมินภายในองค์กรช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงกรณีของการละเมิดที่เกิดขึ้น และ 36% ระบุว่าเทคโนโลยีการป้องกันข้อมูลช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงการละเมิดได้ด้วยเช่นกัน

ลาร์รี โพเนมอน ประธานและผู้ก่อตั้งสถาบันโพเนมอน กล่าวว่า ภัยคุกคามส่วนใหญ่เกิดจากพนักงานและเกิดขึ้นภายในบริษัทกำลังขยายตัว สืบเนื่องจากความคล่องตัวในการทำงานนอกสถานที่ของพนักงาน ความแพร่หลายของอุปกรณ์พกพาที่จัดเก็บข้อมูลสำคัญไว้ ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคในแวดวงไอที และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในที่ทำงาน แสดงให้เห็นว่านอกจากเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยที่มีข้อมูลเป็นศูนย์กลางแล้ว การให้ความรู้และการตื่นตัวในกลุ่มพนักงานก็เป็นสิ่งที่มีความสำคัญเช่นกัน.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,