ซอฟต์แวร์พาร์ค หนุนบ.ไอทีไทยเปิดตลาดในคอมมูนิคเอเชีย 2016

ซอฟต์แวร์ พาร์ค จับมือกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ นำผู้ประกอบการไอทีไทยร่วมโชว์เทคโนโลยีและจับคู่ธุรกิจ ในงานคอมมูนิคเอเชีย 2016 ที่สิงคโปร์ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าซื้อขายให้ผู้ประกอบการไทยกว่า 25 ล้านบาท

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก เดลินัวส์

Tags:
, ,

ซอฟต์แวร์พาร์ค ซิป้า ภาคเอกชน ผนึกกำลัง IT Professional ก้าวสู่เออีซี

ซอฟต์แวร์พาร์ค ซิป้า ภาคเอกชน ผนึกกำลัง IT Professional ก้าวสู่เออีซี

ซอฟต์แวร์พาร์ค จับมือ ซิป้า ผนึกกำลังภาคเอกชน ดันบุคลากรไอทีไทย รับมือเออีซี 2015 ในงาน Software Park Annual Conference 2012 ภายใต้หัวข้อ IT Professional toward AEC2015 วันที่ 7-8 ก.ย.นี้…

นายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า ซอฟต์แวร์พาร์ค ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า และภาคเอกชน มุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับบุคลากรไอที ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็ง และขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของประเทศ งานสัมมนาวิชาการประจำปีของซอฟต์แวร์พาร์ค Software Park Annual Conference 2012 จึงจัดขึ้นภายใต้แนวคิด ?IT Professional toward AEC 2015? ในวันที่ 7 ก.ย. ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซาลาดพร้าว และวันที่ 8 ก.ย.2555 ณ ห้องออดิทอเรี่ยม อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค เพื่อเจาะลึกรวมถึงเตรียมความพร้อมในการปรับตัวเข้าสู่เวที AEC2015 และส่งเสริมให้บุคลากรในวงการไอทีของไทย ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดจากการเปิดตลาดสู่เวทีอาเซียน

ทั้งนี้ ภายในงานมีกิจกรรมที่เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไอทีไทยในหลากหลายมิติ แบ่งเป็นการประชุมสัมมนาวิชาการ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชน เพื่อเป็นเวทีในการนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาบุคลากรไอทีไทย ทั้งในเชิงเทคนิคการพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาทักษะและศักยภาพบุคลากรไอที เพื่อสามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ การจัดนิทรรศการแบ่งเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย บูธแสดงสินค้า และบริการขององค์กร หน่วยงานที่สนับสนุนการจัดงาน อาทิ บริษัทเจ้าของเทคโนโลยีชั้นนำ ภาคการศึกษา บริษัทฝึกอบรมด้านไอที บริษัทที่ปรึกษาไอที และการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทจัดหางาน ร้านหนังสือ และสื่อด้านไอที บูธประชาสัมพันธ์ซอฟต์แวร์พาร์ค และเครือข่ายพันธมิตร TSPA และ หอเกียรติยศ Software Park Thailand?s Hall of Fame 2012 เพื่อเผยแพร่ผลงาน และแสดงศักยภาพขององค์กรที่เห็นความสำคัญและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้มีผู้ได้รับใบประกาศเกียรติคุณ ”Software Park Thailand Hall of the Fame 2012” จำนวน 3 องค์กร

ผอ.ซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลาการดำเนินการของซอฟต์แวร์พาร์คที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรด้านซอฟต์แวร์ของไทยมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบุคลากรเป็นกำลังสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมฯ โดยได้ดำเนินการผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนาทั้งทางด้านเทคนิคและการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการไทย การสนับสนุนการสอบมาตรฐานวิชาชีพไอทีในระดับสากล เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญระดับสูงในด้านต่างๆ ให้แก่อุตสาหกรรม การผลักดันและสนับสนุนให้บริษัทซอฟต์แวร์ไทยเข้าสู่มาตรฐานในการปรับปรุงกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยใช้ CMMI ตลอดจนเป็นหน่วยงานที่ริเริ่มและขับเคลื่อนให้เกิดการรวมกลุ่ม และสร้างชุมชนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในแขนงต่างๆ

นายไตรรัตน์ ฉัตรแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า กล่าวว่า การพัฒนาคนด้านไอทีเพื่อรองรับการแข่งขันการเปิดเสรีในอาเซียน โดยยุทธศาสตร์ของซิป้านั้นวางการพัฒนาเป็นสองระดับ ระดับแรกคือพัฒนาเต็มรูปแบบ ด้วยการกำหนดงานด้านไอทีสำหรับ 6 อุตสาหกรรมหลัก ที่ไทยมีโอกาสแข่งขันและเป็นเจ้าตลาดได้สูงกว่า คือ ด้านเกษตรกรรมและอาหาร ด้านการท่องเที่ยว ด้านอัญมณี ด้านการศึกษา ด้านการขนส่ง ด้านสาธารณสุข ซึ่งทั้งหมดซิป้าจะร่วมมือกับพันธมิตรทุกด้านยกระดับคนไอทีทั้งกระบวนการขึ้นมา

นายณัฐพล อภิลักโตยานันท์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยและมาเลเซีย ซีเอ เทคโนโลยี กล่าวว่า ซีเอ เทคโนโลยี มุ่งหวังที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้มืออาชีพในอุตสาหกรรมไอทีสามารถเพิ่มพูนศักยภาพของตนเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะให้ข้อมูลภายใต้แนวคิด ?IT at the speed of business? อัพเดทเกี่ยวกับระบบไอทีอันทันสมัย ที่จำเป็นสำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตให้ทันกับความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบโมไบล์ โซเชียลมีเดีย คลาวด์ การรักษาความปลอดภัยระบบ ซึ่ง ซีเอ เทคโนโลยี มีความเชี่ยวชาญอยู่ในขณะนี้

นายเอกราช คงสว่างวงศา ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า แนวทางของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ในการเตรียมความพร้อมประเทศไทยสู่ประชาคมอาเซียน เน้นไปที่การพัฒนาศักยภาพและความรู้ความสามารถของบุคลากรในทุกวัย ตั้งแต่เยาวชนไปจนถึงผู้ใหญ่ และครอบคลุมคนทุกกลุ่ม อีกทั้งการสร้างสรรค์นวัตกรรมเป็นหลัก เนื่องจากเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการต่างๆ ของไมโครซอฟท์ที่ได้ริเริ่มขึ้นในประเทศไทยด้านต่างๆ เช่น โครงการ Partners in Learning, Imagine Cup, Microsoft Innovation Center (MIC), และ Microsoft BizSpark เป็นต้น?

ดร.ณัฎฐกฤตย์ สงวนดีกุล Senior System Analyst บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บุคลากรด้านไอทีของไทยจำเป็นจะต้องมีความพร้อมและสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดที่กำลังขยายตัวและปรับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน บริษัทจึงกำหนดแนวทางออกเป็นสองรูปแบบ คือการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีสำหรับนักพัฒนาด้านไอทีไทย และการพัฒนาตัวบุคลากรภายในศูนย์เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของตลาดในอนาคตอันใกล้ได้ โดยพัฒนาระบบคลาวด์ขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสและลดความซับซ้อนในการสร้างบริการชนิดใหม่ๆ ส่วนด้านการพัฒนาตัวบุคลากรภายในนั้น ทางศูนย์ได้มีนโยบายในด้านการวิจัยพัฒนาร่วมกันกับบริษัทพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ ทำให้เจ้าหน้าที่ของเราได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในเชิงลึก แต่ยังทำให้ได้ประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับคนต่างชาติอีกด้วย

ดร.พีรสัณห์ บุณยคุปต์ นายกสมาคมส่งเสริมการส่งออกอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (TSEP) กล่าวว่า การใช้ซอฟต์แวร์และไอทีมีความสำคัญสำหรับทุกอุตสาหกรรมในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้นความสามารถด้านการพัฒนาและการใช้ไอทีจะเป็นกุญแจสำคัญในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เรามีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหมู่ผู้ใช้ไอซีที รวมทั้งการสร้างอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ผลิตภัณฑ์ไอที และบริการไอทีของเรา ให้เติบโตและเป็นที่ยอมรับ ประเทศไทยยังคงขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีในทุกระดับ กลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากร ผู้ประกอบการ และผู้ใช้งาน เราจึงควรมุ่งเน้นไปในทิศทางและกลุ่มอุตสาหกรรมที่เสริมอุตสาหกรรมหลักที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และตรงกับความต้องการของตลาด ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานที่เหมาะสม และตอบสนองพฤติกรรมของผู้ใช้งานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมาคม TSEP หวังว่าการประชุมสัมมนาครั้งนี้จะสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของไอซีทีในอุตสาหกรรมไทยและนำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาอุตสาหกรรมไอซีทีไทย

นางสาวอธิตานันท์ อภิธนทวีพัฒน์? Managing Director บริษัทเอเซี่ยน อินเทลลิเจนท์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า ในฐานะของผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญด้านไอที ได้เล็งเห็นถึงการเตรียมความพร้อมระดับองค์กรสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015 ในเชิงกลยุทธ์อันสำคัญ คือ 1.การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร 2.การพัฒนาโครงสร้าง และระบบบริหารจัดการเชิงนโยบาย และ 3.แนวปฏิบัติอันประกอบการพัฒนาภาพลักษณ์องค์กรเพื่อให้สามารถแข่งขันในเวทีอาเซียนได้ ในส่วนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร หรือการสร้างคนนั้น มุ่งเน้นในการเพิ่มทักษะ และความสามารถให้บุคลากรมีคุณภาพหลากหลาย และมีจุดเด่นในความต่างมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเสริมสร้างวิสัยทัศน์ของบุคลากร เพื่อรองรับความต้องการของตลาด ดังนั้นการจะทำให้องค์กรประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน ในการขับเคลื่อน เพิ่มโอกาสทางการค้า และเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นโดย AIIT ขอร่วมเป็นหนึ่งในการให้ความร่วมมือ และการเป็นพันธมิตรของธุรกิจด้านไอที และหวังว่างานนี้จะเป็นแรงกระตุ้นให้คนไอทีสามารถมีแนวคิดใหม่ในการพัฒนาความรู้ความสามารถ มีแนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาความรู้ความสามารถของตนเอง เพื่อการก้าวไปสู่สังคมอาเซียน

อาจารย์ชยุตม์ สิงห์ธงธำรงกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาการฝึกอบรมระหว่างประเทศด้านความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า ในการเตรียมความพร้อมบุคลากรไอทีของไทยสู่ AEC2015 สิ่งที่จำเป็นอย่างมากคือ การที่ภาครัฐและเอกชนควรสนับสนุนการสอบใบรับรองความสามารถของบุคลากรไอทีของไทย โดยเฉพาะในเรื่องงบประมาณ และส่งเสริมงานทางด้านไอทีให้เป็นวิชาชีพ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีการวัดความรู้ความสามารถของบุคลากรทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อให้บุคลากรไอทีของไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

นายอดิเรก ปฏิทัศน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) กล่าวว่า การเปิดเสรีภาคการบริการของ AEC ในปี 2015 เป็นโอกาสดีของนักอุตสาหกรรมไอทีไทยที่จะเข้าถึงตลาดบริการโลกที่ไร้พรมแดนและใหญ่มาก เพราะอุตสาหกรรมภาคการบริการครอบคลุมธุรกิจหลายประเภทที่ต้องใช้ข้อมูลข่าวสารและเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นสำคัญ ซึ่งประเทศไทยมีทักษะและคำตอบไอทีที่ดีในหลายประเภท แต่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยและแพร่หลายทั้งในและนอกประเทศ การร่วมมือกับสมาชิก AEC แลกเปลี่ยนกันทำการค้า สร้างพันธมิตรธุรกิจ การสามารถใช้แรงงานที่มีประสบการณ์และต้นทุนต่างกันจากต่างแดน จะเป็นประโยชน์กับแต่ละสมาชิกของ AEC และเป็นการเร่งการพัฒนานักไอทีและอุตสาหกรรมไอทีของไทยด้วย อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาอีกสองปีกว่านี้ ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความรู้และความมั่นใจของซอฟต์แวร์และบริการของคนไทย เช่น การสนับสนุนจากภาครัฐในการใช้งบประมาณทางด้านนี้ให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายและได้ผลงานตรงกับความต้องการมากกว่าการลงทุนในซอฟต์แวร์ที่มี feature และ function เกินกว่าความจำเป็น และเป็นการพัฒนานักพัฒนาซอฟต์แวร์ไทยให้แข็งแกร่งขึ้นอีก

นายสมพร มณีรัตนะกูล นายกสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย (ATSI) กล่าวว่า ในส่วนของสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย ที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ขนาดกลางและขนาดเล็ก จำนวนมากกว่า 400 ราย เห็นด้วยอย่างยิ่งที่มีการจัดงานนี้ เพราะจะเป็นช่องทางที่กระตุ้นเตือน และให้ข้อมูลกับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ได้เข้าใจและเตรียมตัวให้พร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นเมื่อประเทศไทยเข้าสู่ AEC ในปี 2015 โดยผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ในไทยมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ โอกาส ผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ยังขาดอย่างน้อย 3 เรื่อง คือ 1. ด้านความเข้าใจเกี่ยวกับ AEC 2. ด้านภาษาทั้งภาษาสากล ภาษาท้องถิ่น 3. และความร่วมมือกันอย่างจริงจังต่อเนื่องที่จะพัฒนาความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทย ซึ่งนี่เป็นบทบาทที่สำคัญของทุกหน่วยงานที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , , ,

ซอฟต์แวร์พาร์ค จับมือผู้ประกอบการ ตั้งกลุ่มคลาวด์ มุ่งสู่อาเซียน

ซอฟต์แวร์พาร์ค จับมือผู้ประกอบการ ตั้งกลุ่มคลาวด์ มุ่งสู่อาเซียน

ซอฟต์แวร์พาร์ค ร่วมกับผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ จัดตั้งกลุ่มคลาวด์เทคโนโลยี เพื่อร่วมผลักดันการให้บริการซอฟต์แวร์อย่างเป็นระบบ เตรียมเดินหน้าสู่ประชาคมอาเซียน 2015…

นายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวว่า การก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายผู้ให้บริการคลาวด์ในประเทศไทย หรือ Cloud Thailand Alliance (CTA) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยคลาวด์เทคโนโลยี หรือพัฒนาซอฟต์แวร์แบบ Software as a Service (SaaS) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ ในการสร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่น เป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ตลอดจนเป็นตัวเชื่อมคู่ค้าและพันธมิตรใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจซอฟต์แวร์ไทย และเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2558 หรือ AEC 2015

ผอ.ซอฟต์แวร์พาร์ค กล่าวต่อว่า ซอฟต์แวร์พาร์ค ร่วมกับผู้ให้บริการด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ในประเทศไทยที่มีดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับโลก อาทิ บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (ดีซีเอส)บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด บริษัทเอนิส เอเซีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทคลาวด์ครีเอชั่น จำกัด และบริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคโนโลยี และนานาชาติรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่ม Cloud Thailand Alliance (CTA) เพื่อร่วมกันส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิด SaaS อย่างมีมาตรฐานและเป็นศูนย์กลางในการติดต่อสื่อสารช่วยเหลือสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วยคลาวด์เทคโนโลยี ในการพัฒนาระบบธุรกิจและลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการในประเทศไทย และเพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในประเทศไทยมีมาตรฐานระดับสากล โดยได้ให้ความรู้และความตระหนักทางด้านคลาวด์ฯ แก่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจจากหลายๆ ด้าน และถือเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านความต้องการของผู้ใช้และทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้

นายหะริน อุปรา กรรมการผู้จัดการ บริษัทดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (ดีซีเอส) กล่าวว่า จะช่วยกันสนับสนุนให้กลุ่มผู้ผลิตซอฟต์แวร์คุณภาพจำนวนมาก ได้มีทางเลือกและโอกาสในการนำซอฟต์แวร์เหล่านั้นเข้าสู่การเป็น SaaS ที่มีความมั่นคงและยั่งยืนทางธุรกิจอย่างแท้จริง และดีซีเอสมีความพร้อมในการต่อยอดความต้องการทางธุรกิจสู่การให้บริการแบบ Cloud Computing ที่มี ISO 20000 (IT Service Management) และ ISO 27001 (Information Security Management) เป็นหัวใจหลักในการให้บริการ และศูนย์ข้อมูลคุณภาพที่ให้บริการตลอด 7 วัน 24 ชั่วโมง พร้อมด้วยบุคลากรมืออาชีพของดีซีเอสที่ได้รับการอบรม และมีระบบงานสนับสนุนต่างๆ ที่ทำให้สามารถส่งมอบบริการที่วัดผลได้ และทางดีซีเอสก็จะช่วยผลักดันธุรกิจ SaaS ให้สามารถเกิดได้จริงและร่วมดูแลระบบงานเหล่านั้นให้เป็นบริการที่ยั่งยืนต่อไป

นางสาวจันทนา เตชะศิรินุกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สำนักพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้มุ่งสนับสนุนซอฟต์แวร์เฮาส์ของคนไทยที่เข้าร่วมโครงการ ในการนำระบบซอฟต์แวร์เพื่อการบริหารงานให้บริการผ่านระบบคลาวด์ฯ ของ ทีโอที IDC ทั้งเป็นการช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs สามารถประหยัดเงินลงทุนจากการนำระบบไอทีเพื่อช่วยการบริหารธุรกิจ โดยมีความพร้อมทั้งในด้านบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมีศูนย์บริการข้อมูลอินเทอร์เน็ต ที่ผ่านการรองรับมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2005 อาทิ ทีโอที สำนักงานใหญ่แจ้งวัฒนะ ชุมสายโทรคมนาคมกรุงเกษม และแหลมฉบัง เป็นต้น มีระบบรักษาความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต ที่พร้อมให้บริการ SaaS และที่สำคัญคือ ทีโอทีให้บริการไอซีทีแบบครบวงจร ICT Solution โดยมีศูนย์ NOC (Network Operation Center) พร้อมบุคลากรที่มีความสามารถให้คำแนะนำปรึกษาแก่เอสเอ็มอี รวมถึงการรับแจ้งเหตุขัดข้องผ่านคอลเซ็นเตอร์ หมายเลข 1100 ตลอด 24 ชม.

ด้าน นายเจนวิทย์ คราประยูร ผู้จัดการทั่วไป บริษัททรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทจัดทำโครงการความร่วมมือกับซอฟต์แวร์พาร์คเพื่อสนับสนุนส่งเสริมการพัฒนาซอฟต์แวร์บนระบบคลาวด์คอมพิวติ้งมาอย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการเฟ้นหานักพัฒนาซอฟต์แวร์ในรูปแบบ SaaS บนคลาวด์คอมพิวติ้งรายแรกในไทย ในชื่อโครงการ ทรู คลาวด์ วินเนอร์ การจัดงานสัมมนาและจัดอบรมความรู้ด้านเทคโนโลยีคลาวด์ คอมพิวติ้ง รวมไปถึงการสนับสนุนให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เรียนรู้และพัฒนาจริงบนบริการ True Cloud Services มาโดยตลอด

นายสุพล ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Anise Asia (Thailand) จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้มีแผนที่จะเปิดให้บริการในหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มต้นในประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ภายใต้ชื่อ Star Anise Cloud มาตั้งแต่ปลายปี 2554 และยังเชื่อมโยงกับ Joyent Public Cloud ซึ่งให้บริการในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลางมานานกว่า 6 ปี ส่วนในประเทศไทยนั้น เราร่วมมือกับ Internet Thailand Public Co., Ltd. (INET) ในการให้บริการ Public Cloud ซึ่งขณะนี้ได้เปิดให้ผู้ที่สนใจได้ทดลองใช้ระบบอยู่ และจะเริ่มเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือน ส.ค.นี้

ขณะที่ นายวิศิษฏ์ วัฒนานุกูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท Cloud Creation กล่าวว่า การสร้าง SaaS เพื่อให้บริการในรูปแบบ On demand services หรือการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง (pay-as-you-go model) คลาวด์ครีเอชั่นมุ่งเน้นในการส่งเสริมให้นักพัฒนาซอฟต์แวร์ของไทยมีจุดเริ่มต้น พยายามให้มุ่งเน้นในเรื่องการเสริมจากธุรกิจหลัก หรือ Core Competency ของลูกค้า นักพัฒนาซอฟต์แวร์ต้องคิดให้ครบกระบวนการแบบครบวงจร โดยเฉพาะผู้ใช้งานเป็นลูกค้าขนาดเล็ก

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ซอฟต์แวร์พาร์ค ผนึก3ทัพไอทีขยายตลาดธุรกิจซอฟต์แวร์แดนปลาดิบ

ซอฟต์แวร์พาร์ค ผนึก3ทัพไอทีขยายตลาดธุรกิจซอฟต์แวร์แดนปลาดิบ

ซอฟต์แวร์พาร์ค ผนึก 3 หน่วยงานไอทีลงนามพัฒนาซอฟต์แวร์ มั่นใจนำซอฟต์แวร์ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ และร่วมกันขยายฐานตลาดการส่งออกธุรกิจซอฟต์แวร์ในญี่ปุ่น…

นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กล่าวว่า อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดำเนินธุรกิจในภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ เป็นกลไกสำคัญที่สามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพการขาย สร้างช่องทางความสัมพันธ์ลูกค้า เป็นต้น ซอฟต์แวร์พาร์คเป็นหน่วยงานภายใต้ สวทช. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการซอฟต์แวร์ไทย ทั้งในด้านการพัฒนาบุคลากร การพัฒนากระบวนการผลิตซอฟต์แวร์ การขยายโอกาสทางธุรกิจทั้งภายในและต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างและเชื่อมโยงเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ สวทช.ยังมีบทบาทสำคัญกำหนดเป้าหมาย และมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนางานวิจัยที่สามารถรับมือกับสภาพปัญหาได้ทันเหตุการณ์ ทั้งในแง่การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไปล่วงหน้า และการสนับสนุนภาคเอกชนในด้านการบริการวิจัยให้เอกชน การรับจ้างทดสอบ หรือแม้กระทั่งการร่วมลงทุนตั้งบริษัทกับเอกชน เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และโดยอาศัยองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆ ที่ สวทช.ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ และการทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลักๆ ในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC 2015) ซึ่งจะมีการเชื่อมตลาดการค้าการลงทุนให้เป็นตลาดเดียว การเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีทักษะข้ามชาติ การเคลื่อนย้ายการลงทุนจากต่างประเทศดังนั้น การลงนามความร่วมมือกับทาง MIJS (Made in Japan Software Consortium) จากประเทศญี่ปุ่น ร่วมกับสมาคม ATCI (The Association of Thai ICT Industry) และ TSEP (Thai Software Export Promotion Association) ในประเทศไทยในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจร่วมกันทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันขยายตลาดการให้บริการซอฟต์แวร์ในทั้งสองประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไปนายธนชาติ นุ่มนนท์ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่วิกฤตการณ์ความถดถอยทางเศรษฐกิจ และเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น จากสถิติของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้แสดงว่า มีการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงเดือนมกราคม ถึง มีนาคม 2555 ประมาณ 12% และส่วนใหญ่เป็นโครงการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นมากเป็นอันดับ 1 อีกทั้งซอฟต์แวร์พาร์คได้รับการติดต่อจากหน่วยงานทั้งภาครัฐบาลและเอกชนจากประเทศญี่ปุ่นเพื่อขยายความร่วมมือในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมการเจรจาทางการค้า การจับคู่ธุรกิจ และการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการและนักลงทุน จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีความสนใจ และต้องการหาคู่ค้าและพันธมิตรในธุรกิจซอฟต์แวร์ของประเทศไทยสำหรับในปีนี้ มีกิจกรรมความร่วมมือระหว่างซอฟต์แวร์พาร์คและหน่วยงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น เช่น โครงการแลกเปลี่ยนนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยการคัดเลือกนักพัฒนาของไทยเพื่อเดินทางไปฝึกงาน เรียนรู้ระบบการทำธุรกิจซอฟต์แวร์ในญี่ปุ่น รวมถึงสร้างเครือข่ายกับบริษัทซอฟต์แวร์ที่ญี่ปุ่น เป็นเวลา 1 เดือน อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ Inbound-outbound สร้างเครือข่ายพันธมิตรกับหน่วยงานต่างๆ เช่น Kanagawa Information Service Industry Association (KIA) และ Made in Japan Software Consortium (MIJS) เป็นต้นส่วนการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ กับทาง Made in Japan Software Consortium (MIJS) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคเอกชนซอฟต์แวร์ญี่ปุ่น ที่รวมตัวกันเพื่อผนึกกำลังสร้างความร่วมมือในต่างประเทศ ประกอบด้วยสมาชิก 55 บริษัท แบ่ง software เป็น 3 ประเภทหลักคือ ด้าน Infrastructure, Marketing และ Human Resource Management จะทำให้เกิดการบูรณาการทางด้านการตลาด สร้างความร่วมมือในระดับองค์กร แลกเปลี่ยน know-how การถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างเครือข่าย รวมถึงขยายช่องทางการตลาดซอฟต์แวร์ไทยไปตลาดญี่ปุ่นในอนาคต นอกจากนี้ในการบันทึกข้อตกลงร่วมมือกันในครั้งนี้ ได้มีหน่วยงานภาคเอกชนคือ สมาคมซอฟต์แวร์ไทย 2 สมาคมเข้าร่วมลงนามดังกล่าว ประกอบด้วย สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (The Association of Thai ICT Industry: ATCI) และ สมาคมส่งเสริมการส่งออกซอฟต์แวร์ไทย (Thai Software Export Promotion Association) ซึ่งจะทำให้บริษัทสมาชิกของทั้งสองสมาคม ได้รับประโยชน์จากการความร่วมมือในระดับองค์กรดังกล่าวนายมิโนะ คาซูโอะ Chief Director Made in Japan Software Consortium (MIJS) กล่าวว่า ประเทศไทยกับญี่ปุ่นถือมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น โดยหวังว่าจะร่วมมือกันสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ในเอเชีย และพัฒนาประเทศของตนเองให้มีศักยภาพทัดเทียมกับนานาประเทศต่อไปสำหรับความเป็นมาของ MIJS นั้นเป็นการรวมตัวกันของบริษัทซอฟต์แวร์หลายบริษัทที่มีแนวความคิดเหมือนกัน คือ อยากให้คนในหลายๆ ประเทศ ใช้ซอฟต์แวร์ญี่ปุ่นให้แพร่หลายมากขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกประจำ 19 บริษัท สมาชิกสมทบ 45 บริษัท พันธมิตรที่ทำสื่อมีเดีย 20 สื่อ และพันธมิตรอื่นๆ อีก 9 แห่ง โดยสมาชิกประจำส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่การผลิตและพัฒนาซอฟต์แวร์ขึ้นมาเอง ซึ่งครอบคลุมทั้ง โปรแกรมฟร้อนท์เอนด์ โปรแกรมใช้งานทางธุรกิจ และระบบสนับสนุนการดำเนินงาน ส่วนสมาชิกสมทบก็เป็นบริษัทขนาดไอทีชั้นนำของญี่ปุ่น เช่น NEC Hitachi และ Fujitsu เป็นต้นตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา MIJS ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมในต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยได้เปิดสำนักงานที่ประเทศจีนในเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งได้มีการจัดกิจกรรมร่วมกันอย่างต่อเนื่อง และในปี 2553 ได้ลงนามความร่วมมือกับ สมาคมซอฟต์แวร์เมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไต้หวัน ในปี 2555 ก็ได้ลงนามความร่วมมือร่วมกับองค์การซอฟต์แวร์ของฮ่องกงทั้งนี้ ตลาดที่กลุ่ม MIJS สนใจมากที่สุดคือ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย โดยเน้นการทำธุรกิจแบบเน้นผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย เพื่อการทำธุรกิจที่ยั่งยืนกับพันธมิตรในประเทศไทย และคาดหวังในการประสบความสำเร็จในความร่วมมือครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน จากจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออย่างเป็นทางการในวันนี้จะทำให้เกิดการแลกเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของทั้งสองประเทศต่อไป

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,