ปิดเพจแอนตี้ ‘บี้ เดอะสตาร์’ แอดมินรับแพ้ความดี

ปิดเพจแอนตี้ 'บี้ เดอะสตาร์' แอดมินรับแพ้ความดี

แฟนคลับนักร้องนิสัยขี้เล่นอย่าง “บี้ เดอะสตาร์” ได้เฮ เพราะเพจแอนตี้บนเฟซบุ๊ก ได้ออกมาประกาศปิดตัวลงแล้ว เมื่อหลายวันก่อน โดยแอดมิจเพจยอมรับแพ้ความดี การวางตัวในสังคม พร้อมขออภัยแฟนคลับที่ตั้งตัวอยู้ฝั่งตรงข้ามมาตลอด…

วันที่ 11 ก.พ. 57 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แอดมินเพจ “ชมรมคนเกลียด บี้ เดอะสตาร์” ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 57 ระบุว่า “วันนี้แอดมินจะมาบอกว่า จะขอปิดเพจนี้นะ เพราะเท่าที่ผ่านมา ได้ดูจากการกระทำหลายๆ อย่างของบี้ ค่อนข้างพอใจ ถึงแม้ว่าการร้องเพลงจะเสียงงั้นๆ แต่แอดมินดูจากการวางตัวในสังคมของเขาค่อนข้างโอเค สิ่งไหนที่เคยล่วงเกินไปต้องขออภัยแฟนคลับด้วยละกันครับ”

ขณะที่แฟนคลับของนักร้องชื่อดังต่างพึงพอใจ และกล่าวให้อภัยกับเรื่องที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สุกฤษฎิ์ วิเศษแก้ว หรือ “บี้” เคยได้รับรางวัลมาแล้วจากหลายเวที อาทิ รางวัลขวัญใจมหาชน จากไนน์เอ็นเตอร์เทน อวอร์ดส์, นักร้องยอดเยี่ยม จากท็อปอวอร์ด, นักร้องยอดนิยม จาก ซี้ด อวอร์ดส ด้านสื่อบันเทิงและโฆษณา อาทิ พรีเซ็นเตอร์แห่งปี จากนิตยสาร Marketeer ปี 2008, พรีเซ็นเตอร์ชายยอดนิยม ปี 2009 จาก โอ้โหอวอร์ด, เจ้าพ่อปกแมกกาซีน ปี 2009 โดยบางกอกทูเดย์ รวมถึงรางวัลต่างๆ จากเวทีในประเทศจีน ซึ่ง บี้ กลายเป็นดารา-นักร้องขวัญใจแฟนคลับชาวจีนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บนเฟซบุ๊กยังคงมีเพจแอนตี้ ปรากฏอยู่อีกมาก โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอล ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมานาน ทั้งที่เป็นการสร้างโดยกลุ่มฝั่งตรงข้าม อาทิ ชมรมคนเกลียดแมนฯ ยู ชมรมคนเกลียดลิเวอร์พูล เป็นต้น.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

บี้ กทค.รับผิดชอบซิมดับ แทนยืดสัมปทาน

บี้ กทค.รับผิดชอบซิมดับ แทนยืดสัมปทาน

คณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน เสนอ กทค. ให้ กสท เป็นผู้รับผิดชอบป้องกันปัญหาซิมดับ แทนการยืดอายุสัมปทาน เอื้อเอกชนส่อผิดกฎหมาย จวก กทค. มีเวลาแต่กลับส่งวิธีแก้ปัญหาโดยเอาผู้ใช้บริการคลื่น 1800 เป็นตัวประกัน…

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (15 ก.ค.) ตัวแทนจากคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชนจะเข้ายื่นหนังสือต่อ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเสนอความเห็นต่อแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน 1800 เมกะเฮิร์ตซ (MHz) ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กับบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (มหาชน)

ทั้งนี้ จากกรณีที่ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ได้ใช้วิธีการแก้ปัญหาการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน โดยการออก(ร่าง) ประกาศ มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญา การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ พ.ศ. … ซึ่งอาจจะเป็นการอนุญาตให้บริษัทตามสัญญาเดิมให้บริการต่อไปได้อีก 1 ปี นั้น

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวต่อว่า ในการประชุมร่วมกันของคณะกรรมการองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ผ่านมา นักวิชาการด้านกฎหมายของคณะกรรมการ ได้มีความเห็นว่า แนวทางดังกล่าวมีความสุ่มเสี่ยงที่เป็นการทำผิดกฎหมายตามมาตรา 45 พรบ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ปี 2553 เนื่องจากกฎหมายได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า การนำคลื่นความถี่ไปใช้นั้นจะทำได้โดยวิธีการประมูลเท่านั้น อีกทั้งการสิ้นสุดสัญญาสัมปทานไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน หรืออุบัติเหตุ แต่เป็นปัญหาที่ทราบล่วงหน้า และถูกเขียนไว้ในแผนแม่บทกิจการโทรคมนาคมตั้งแต่ปี 2555 รวมทั้งคณะอนุกรรมการฯอย่างน้อย 2 ชุด ซึ่ง กทค.เป็นผู้แต่งตั้งต่างได้เสนอความเห็นเพื่อให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหานี้ โดยวิธีการจัดการประมูลคลื่น และการเตรียมการโอนย้ายลูกค้า แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาจากบอร์ด กทค.

?น่าผิดหวังการทำงานของ กทค. ทั้ง ๆ ที่ทุกฝ่ายได้เร่งรัดให้รีบดำเนินการมาไม่น้อยกว่า 1 ปี แต่เมื่อเหลือเวลาอีก 60 วันจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน คือวันที่ 15 ก.ย.นี้ กทค. กลับออกร่างประกาศคุ้มครองดังกล่าว โดยเอาผู้ใช้บริการคลื่น 1800 เป็นตัวประกัน จากปัญหาซิมดับ ซึ่งเราไม่ต้องการให้เกิดปัญหาซิมดับสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค แต่ไม่ต้องการเห็น กทค. ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมาย? นางสาวสารี กล่าว

เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวอีกว่า มาตรการคุ้มครองชั่วคราวแม้จะดูมีจุดมุ่งหมายที่ถูกต้อง แต่วิธีการซึ่งเสมือนเป็นการอนุญาตให้บริษัท ทรูมูฟ และ บริษัท ดีพีซี ได้ใช้คลื่นความถี่ต่อไปโดยไม่ต้องประมูลนั้นนอกจากจะขัดต่อกฎหมายแล้ว ตลอดระยะเวลาอีก 1 ปี นี้บริษัททั้งสองยังไม่ต้องจ่ายค่าประมูลคลื่นความถี่ และในร่างประกาศยังอนุญาตให้บริษัทจ่ายเงินเข้ากองทุนน้อยลง

นางสาวสารี กล่าวด้วยว่า ยืนยันด้วยว่า สนับสนุนการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมโดยระบบใบอนุญาต ไม่ต้องการระบบสัมปทาน แต่การสนับสนุนการแข่งขัน คือการสร้างความชัดเจนกับผู้ให้บริการเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นความถี่ โดยการวางแผนการกำหนดการประมูลคลื่นความถี่ล่วงหน้า ก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน เพื่อให้ธุรกิจในระบบโทรคมนาคมได้เตรียมตัวเข้าสู่การแข่งขัน แต่ไม่มีการทำหน้าที่ดังกล่าว นอกจากนี้การอนุญาตให้บริษัทให้บริการต่อได้อีก 1 ปี ไม่ใช่หนทางเดียวที่จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการโทรคมนาคมมีความต่อเนื่อง แต่หนทางที่ควรจะเป็นคือ การเร่งรัดให้บริษัทดำเนินการโอนย้ายเครือข่ายให้ได้เต็มตามศักยภาพ การประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้า ซึ่งทางออกเหล่านี้ได้มีผู้พยายามเสนอมาตลอดเกือบ 2 ปี.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

บี้ กทค. เคลียร์ปมย้ายลูกค้า3จีอืด ค้าง6ล้านเลขหมาย

บี้ กทค. เคลียร์ปมย้ายลูกค้า3จีอืด ค้าง6ล้านเลขหมาย

กสทช. เผยเตรียมถก บอร์ด กทค.หารือเกี่ยวกับระบบโอนย้ายลูกค้าจากระบบ 2จี เป็น 3จี เหตุลูกค้าคงค้างเพียบ พบเอไอเอสและดีแทคมีลูกค้ารอคิวรวมกันเกือบ 6 ล้านเลขหมาย…

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากการติดตามการเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิตรซ์ (GHz) ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนพ.ค.ที่ผ่านมา โดยมีลูกค้ารวม 4.3 ล้านเลขหมาย เนื่องจากมีผู้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 2 ราย และยังติดปัญหาเรื่องระบบการโอนย้ายเลขหมายแต่ค่ายมือถือรายเดิมหรือการคงสิทธิเลขหมาย โดยจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ในวันที่ 18 ก.ค.นี้ เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการโอนย้ายเลขหมายต่อไป

สำหรับการเปิดให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ อย่างเป็นทางการรายแรก คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ที่เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 7 พ.ค.56 ที่ผ่านมา มีลูกค้า 4.3 ล้านเลขหมาย แบ่งเป็นลูกค้าซิมใหม่ 1.3 ล้านเลขหมาย ส่วนที่เหลือ 3 ล้านเลขหมาย เป็นลูกค้าที่โอนย้ายจากระบบ 2จี มาเป็น 3จี แต่ยังคงติดปัญหาเรื่องการโอนย้ายเลขหมาย ปัจจุบันโอนย้ายได้สำเร็จ 500,000 เลขหมาย และคงเหลือในระบบ 2.5 ล้านเลขหมาย ซึ่งอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัจจุบันเอดับบลิวเอ็นมีสถานีฐานจำนวน 5,709 แห่ง

ส่วนบริษัท เรียล ฟิวเจอร์ จำกัด ในเครือกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วเช่นกัน และมีลูกค้าใช้บริการ 1,000 ราย โดยมีสถานีฐาน 92 แห่ง ส่วนการให้บริการ 3จี ของทรู ส่วนใหญ่เป็นการให้บริการบนคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิตรซ์ (MHz) ขณะที่บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด ในเครือบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ก.ค.นี้ โดยมีสถานีฐาน 881 แห่ง และมีลูกค้ารอการโอนย้าย 3.1 ล้านเลขหมาย

นายฐากร กล่าวต่อว่า สำหรับการปรับลดค่าบริการ 3จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์นั้น ผู้ประกอบการทุกรายยื่นยันว่าได้ปรับลดราคาลง 15% ตามเงื่อนไขใบอนุญาตและตามราคาที่ กสทช.ประกาศไว้ ณ วันที่ 7 ธ.ค.2555 และยังได้ปรับลดค่าบริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิม คือ 800, 850 และ 900 เมกะเฮิรตซ์อีกด้วย ซึ่งจะเห็นว่าขณะนี้ค่าบริการมือถือก็ปรับลดลงอย่างมาก เพราะทุกค่ายมือถือก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี กสทช.จะติดตามและตรวจสอบค่าบริการมือถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สำหรับราคากลางบริการ 3จี ตามที่สำนักงาน กสทช.ประกาศ คือ ค่าบริการด้านเสียง (วอยซ์) 0.97 บาทต่อนาที ต้องลดเหลือ 0.82 บาทต่อนาที บริการส่งข้อความสั้น (เอสเอ็มเอส) ข้อความละ 1.56 บาท ลดเหลือ 1.33 บาท บริการส่งข้อความมัลติมีเดีย (เอ็มเอ็มเอส) ข้อความละ 3.90 บาท ลดเหลือ 3.32 บาท บริการอินเทอร์เน็ตนาทีละ 0.33 บาทต่อเมกะไบต์ ลดเหลือ 0.28 บาทต่อเมกะไบต์.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

เหนือเมฆ2จุดชนวน NBTC Watch บี้ กสทช.ตอบให้ ‘ใบอนุญาต’ ไทยคม

เหนือเมฆ2จุดชนวน NBTC Watch บี้ กสทช.ตอบให้ 'ใบอนุญาต' ไทยคม

เหนือเมฆ 2 จุดชนวน NBTC Watch ชี้มี ?ดาวเทียม? กสทช.กับคำถามเรื่องการให้ ?ใบอนุญาต? ไทยคม เปิดประเด็นร้อน ตั้งคำถาม 3 ข้อ บี้ กสทช.ตอบต่อสาธารณชน ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินการต่างๆ ตีความการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม…

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. คณะติดตามการทำงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (NBTC Watch) เผยแพร่บทความระบุว่า ระหว่างที่การยุติออกอากาศละครเรื่องเหนือเมฆ 2 โดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 กำลังเป็นประเด็นร้อน ให้ กสทช. ต้องรีบหาทางออก ยังมีอีกประเด็นที่ กสทช.ควรจะออกมาให้คำตอบกับสังคม นั่นคือการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทสาม ก. กับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Satellite Network Operator) ที่มีอายุ 20 ปี โดยไม่ผ่านการประมูลคลื่นความถี่ ปิดโอกาสผู้ประกอบการรายใหม่ในการเข้าสู่ตลาด แถมยังพลาดโอกาสในการปลดล็อกการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการรายเดียว จากสมัยที่ยังใช้ระบบสัมปทาน ทั้งที่กิจการโทรคมนาคมเปลี่ยนมาใช้ระบบใบอนุญาต ตั้งแต่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปี พ.ศ.2543

ในรายงานที่คณะทำงานติดตาม กสทช.หรือ NBTC Watch จัดทำขึ้นเร็วๆ นี้ เรื่อง ?กสทช.กับการทำลายโอกาสในการเลิกการผูกขาดในกิจการดาวเทียมสื่อสาร? ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาในการให้ใบอนุญาตกับบริษัทไทยคมไว้หลายประการ ดังนี้

1.คำถามเรื่องตีความข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ตีความว่าผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม เป็นกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดประมูลตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 45 โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากดาวเทียมเป็นวัตถุที่ลอยอยู่บนฟ้าเกินกว่า 100 กิโลเมตร จึงถือว่าอยู่นอกเหนือเขตอธิปไตยของไทย แต่สิ่งที่ กสทช.ควรตอบก็คือ ตำแหน่งวงโคจรไม่ว่าจะ 120 หรือ 50.5 องศาตะวันออก เป็นสิทธิที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรจาก ITU หากยึดตามที่ กทค.ตีความว่าอยู่นอกเหนือเขตอธิปไตย ก็จะไม่มีประเทศใดสามารถบังคับใช้กฎหมายในประเทศนั้นๆ กำกับดูแลการให้บริการดาวเทียมของตนได้เลย

นอกจากนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังมีข้อสังเกตว่าในขณะที่ดาวเทียมแต่ละดวงใช้คลื่นความถี่ไม่เหมือนกัน เช่น C-Band Ku-Band หากให้ผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นผู้ประมูลคลื่นความถี่ แปลว่าทุกรายต้องประมูลคลื่น ?ทุกชนิด? เพื่อให้บริการผ่านช่องสัญญาณคลื่นดาวเทียมที่แตกต่างกันทั้งหมด ซึ่งไม่สมเหตุสมผลและคลื่นความถี่มาตรฐาน อย่าง C-Band Ku-Band ผู้ประกอบการหลายรายสามารถใช้งานในย่านเดียวกันและเวลาเดียวกันได้อย่างไม่จำกัด (ต่างจากตำแหน่งวงโคจรที่มีจำกัด) การที่ให้ผู้ให้บริการสถานีดาวเทียมภาคพื้นที่ต้องประมูลคลื่นจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในตลาดโดยไม่จำเป็น

2.คำถามเรื่องความผิดปกติในการให้ใบอนุญาต ทั้งนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 45 กำหนดว่าการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด แต่การอนุมัติใบอนุญาตให้กับบริษัทไทยคมของ กทค.กลับมีขึ้น ในขณะที่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมยังอยู่ในขั้นตอนการร่างเท่านั้น โดยที่ ?เงื่อนไขสำคัญ? ในหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือประเด็นเรื่องใครควรเป็นคนประมูลคลื่นความถี่ ยังไม่ได้ข้อยุติ

ที่สำคัญ หลังจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2554 ได้มีมติเห็นชอบให้รักษาวงโคจร 120 องศาตะวันออก ภายหลังดาวเทียมไทยคม 1 ปลดระวางไปตั้งแต่เดือน ม.ค.2553 ขณะที่บริษัทไทยคมได้ลากดาวเทียมเอเชียแซท 6 ของฮ่องกงเข้ามาในตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวแล้ว ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาสิทธิวงโคจรดังกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องคืนให้กับ ITU แล้วเหตุใด กทค.จึงต้องเร่งรัดอนุมัติใบอนุญาตให้กับบริษัทไทยคม

3.คำถามเรื่องเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่อาจกีดกันการแข่งขันในกิจการ ดาวเทียม เนื่องจากในใบอนุญาตที่ กสทช.ให้กับไทยคม ที่มีอายุ 20 ปี ได้กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทไทยคมสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตได้อีก 10 ปี ทั้งที่ควรกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องคืนตำแหน่งวงโคจรกลับมาจัดสรรใหม่ เพื่อการใช้ประโยชน์ตำแหน่งวงโคจรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการขอต่ออายุยังกำหนดให้ทำภายใน 30 วัน ซึ่งหากบริษัทไทยคมตัดสินใจไม่ต่ออายุใบอนุญาต ก็เป็นการยากที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเตรียมตัวทันในการขอใบอนุญาต พร้อมจัดส่งดาวเทียมขึ้นไปแทนภายในระยะเวลา 2 ปี ตามที่ ITU กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขว่าให้บริษัทไทยคมส่งเอกสารจองสิทธิการใช้งานวงโคจรเพิ่มเติม ที่ตำแหน่งวงโคจรใดๆ ได้ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทไทยคมที่เป็นผู้ประกอบการรายเก่าใน การขยายสิทธิการใช้วงโคจรที่มีอยู่อย่างจำกัด จนอาจทำให้ไม่มีวงโคจรเหลือสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่

คำถาม 3 ข้อข้างต้นคือสิ่งที่ กสทช.ควรให้คำตอบต่อสาธารณชน ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินการต่างๆ ทั้งการตีความว่าการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลื่น ความถี่ ความผิดปกติในการอนุมัติใบอนุญาตให้กับบริษัทไทยคมอย่างเร่งรัด โดยปราศจากหลักเกณฑ์สำคัญตามกฎหมายรองรับ และการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่อาจกีดกันการแข่งขันในกิจการดาวเทียม สื่อสารในอนาคต อย่าปล่อยให้สังคมเข้าใจว่ากระบวนการให้ใบอนุญาตของ กสทช.เป็นไปแบบ ?เหนือเมฆ? เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายผูกขาดกิจการดาวเทียมต่อไป เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านดาวเทียมสร้างประโยชน์มหาศาลทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง การออกกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีตลาดดาวเทียมย่อมสร้างความเสียหาย ให้กับประเทศอย่างมากมาย กสทช.จึงควรพิจารณาใช้อำนาจกำกับดูแลตามกฎหมายเพื่อ ?ปลดแอก? กิจการดาวเทียมออกจากระบบสัมปทาน และสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , , ,