สพฉ.ถอดบทเรียนรถทัวร์ ประสานงานรถพ่วงดับหลายศพ

สพฉ.ถอดบทเรียนรถทัวร์ ประสานงานรถพ่วงดับหลายศพ

สพฉ. ถอดบทเรียนเหตุการณ์ทัวร์ประสานงานรถพ่วงชี้เกิดจาก สภาพคนขับ ?สภาพถนน-สภาพรถ เสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยผู้โดยสาย ฝึกอบรมพนักงาน ด้านทีมกู้ชีพเล่านาทีชีวิตสาเหตุที่มีผู้เสียชีวิตมากเหตุเพราะหนีออกจากรถไม่ได้ …

ภายหลังจากที่เกิดกรณีอุบัติเหตุรถทัวร์ชนประสานงากับรถบรรทุกพ่วงบนถนนมิตรภาพ ขาล่องหลัก ก.ม.ที่ 19 ม.9 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี จนเกิดไฟลุกไหม้ และเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตจากการถูกไฟคลอกเป็นจำนวนมาก เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานั้น สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ได้ถอดบทเรียนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นซ้ำสองอีก

น.ส.นวพร สุขประเสริฐ ฝ่ายประชาสัมพันธ์มูลนิธิร่วมกตัญญู รหัสนคร 0592 และนักสื่อสารกู้ชีพของสพฉ.ตัวแทนของมูลนิธิที่ได้เข้าร่วมการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ เพราะคนขับรถเทลเลอร์เกิดหลับใน และข้ามเกาะกลางมาชนประสานงากับรถทัวร์ ร้อยเอ็ด-กรุงเทพ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 21 คน โดยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 19 คน และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 2 คน ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากนั้น สาเหตุมาจากการโดนไฟบนรถทัวร์คลอก และไม่สามารถหนีออกมาจากรถทัวร์ได้ นอกจากนี้แล้วสถานที่เกิดเหตุนั้นยังมีความลาดชัน จึงทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่รถเป็นไปอย่างยากลำบาก

น.ส.นวพร กล่าวต่อว่า จากการเข้าให้การช่วยเหลือของมูลนิธิร่วมกตัญญูจุดสระบุรี ในช่วงแรกของเหตุการณ์นั้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตบางรายนั้น ไม่ได้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที แต่การเข้าให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างยากลำบาก ทั้งลักษณะของรถบัสที่เป็นสองชั้น ประกอบกับไฟที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรง สิ่งที่สำคัญ คือ ผู้ประสบเหตุเกือบทุกคนไม่รู้วิธีที่จะช่วยเหลือตนเองเมื่อเกิดเหตุการณ์แบบนี้ บางศพที่เข้าไปเก็บกู้ออกมานั้นระบุลักษณะอาการชัดเจนว่า ไม่ได้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ แต่เสียชีวิตเพราะไม่สามารถออกจากรถทัวร์ได้ จนถูกไฟคลอกเสียชีวิต แม้กระทั่งการมองหาทางออกฉุกเฉินผู้ประสบเหตุยังไม่สามารถทำได้ เพราะไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงช่วงไหนอย่างไรบ้าง

“แม้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุที่ไม่ได้เกิดจากรถทัวร์โดยตรง แต่รถทัวร์เป็นรถโดยสารสาธารณะ จึงควรจะมีวิธีป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะนี้ขึ้นอีก หรือหากเกิดขึ้นอีกผู้โดยสารก็ควรได้รับรู้ข้อมูลที่จะเอาตัวรอดได้ จึงควรฝึกให้พนักงานขับรถหรือพนักงานบริการบนรถทัวร์มีความรู้ในเรื่องของการปฐมพยาบาลเบื้องต้น และให้ข้อมูลกับผู้โดยสารถึงการเอาตัวรอดหากเกิดเหตุการณ์วิกฤตบนรถทัวร์ หรือเกิดอุบัติเหตุบนรถทัวร์ขึ้น รวมถึงวิธีการสังเกตทางออกฉุกเฉินอุปกรณ์ฉุกเฉินและการใช้อุปกรณ์ต่างๆ บนรถทัวร์ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอาจจะทำออกมาในลักษณะของรูปแบบวีดีโอ หรือหนังสั้น หรือ รูปแบบการ์ตูนเพื่อให้ผู้โดยสายดูและเข้าใจง่าย ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนรถโดยสารได้? นักสื่อสารกู้ชีพของสพฉ.กล่าว

ด้าน นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการสพฉ. กล่าวว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว สพฉ.มีข้อพิจารณาเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำซาก เบื้องต้นวิเคราะห์สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุว่าเกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.สภาพคนขับที่ไม่พร้อม มีอาการหลับใน ซึ่งปัญหาเกิดจากการใช้คนขับคนเดียวในระยะทางไกล 2.สภาพรถทัวร์ คือรถที่มีความสูงมากและใช้ความเร็ว มักจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และ 3. สภาพถนน คือถนนสายมิตรภาพมักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีรถใช้เป็นจำนวนมาก ลักษณะถนนเป็นการขึ้นเนินถี่ และแม้จะวิ่งไม่เร็วก็จะมีแรงส่ง ซึ่งตามหลักแล้วสภาพถนนลักษณะเช่นนี้ไม่ควรวิ่งในความเร็วเกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความสูญเสียซ้ำซาก คือไม่มีการเตรียมพร้อมกรณีการเกิดอุบัติเหตุที่มีไฟไหม้ซ้ำ ไม่มีรถที่มีความพร้อม ไม่มีอุปกรณ์ดับเพลิง หรืออุปกรณ์การช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น หรือหากมีก็ไม่คุ้นเคย ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน หรือใช้ไม่เป็น เช่นในกรณีนี้ ไม่รู้ว่าหากเกิดไฟไหม้จะต้องตั้งสติและช่วยกันใช้อุปกรณ์ดับเพลิง หรือใช้ค้อนเล็กทุบกระจกเพื่อหนีออกมา

เลขาธิการ สพฉ. กล่าวต่อว่า ในส่วนของการช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเกิดอุบัติเหตุ สพฉ. ก็ต้องเร่งหาแนวทางในการพัฒนาเช่นกัน โดยต้องประสานการทำงานระหว่างทีมกู้ชีพและทีมกู้ภัยให้มีความพร้อม ทำงานให้ได้มาตรฐาน มีจำนวนที่เพียงพอ และมีกระบวนการในการส่งต่อผู้ป่วยที่มีความพร้อม เช่น รู้ว่าโรงพยาบาลใดที่อยู่ใกล้และมีความพร้อมในการรักษา โดยเฉพาะกรณีการเกิดเหตุไฟไหม้ จะมีเพียงโรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้นที่มีหอผู้ป่วยรับผู้ป่วยไฟไหม้ และในหนึ่งโรงพยาบาลก็มีเพียง 6-7 เตียง ซึ่งในเบื้องต้นการตั้งศูนย์อุบัติเหตุของกระทรวงสาธารณสุขก็สามารถรองรับในส่วนนี้ได้พอสมควร

อีกทั้ง อุปกรณ์กู้ภัยก็ต้องมีความพร้อม เช่นในกรณีรถใหญ่พลิกคว่ำ จะต้องใช้รถเครนยกรถ เพื่อแก้ปัญหารถทับผู้ประสบเหตุอยู่ แต่จากข้อมูลปัจจุบันรถดังกล่าวยังกระจายอยู่ไม่ทั่วถึงในแต่ละภูมิภาค นอกจากนี้ในส่วนของกู้ชีพกู้ภัย จะต้องมีการซ้อมแผนเผชิญอุบัติเหตุเพื่อเตรียมพร้อมอยู่เสมอเช่นกัน

?โจทย์ที่ต้องร่วมกันแก้ไข จะต้องครอบคลุมในทุกประเด็นทั้งเรื่อง คน รถ ถนน ความพร้อมในการรับมือ และที่สำคัญคือต้องสร้างจิตสำนึกให้คนไทยรู้จักการป้องกัน ระวังภัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องร่วมกันทำไม่เช่นนั้นการป้องกันก็คงไม่สำเร็จ และเราคงไม่อยากยินดีกับสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่ประเทศไทยครองแชมป์การเกิดอุบัติเหตุมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลกอยู่ขณะนี้? นพ.อนุชา กล่าว

เลขาธิการสพฉ. กล่าวด้วยว่า แนวทางในการป้องกันและแก้ปัญหาเบื้องต้นว่า สพฉ.จะต้องเร่งให้ความรู้กับประชาชนและเห็นว่าควรมีการฝึกอบรมให้พนักงานประจำรถโดยสาร มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นด้วย เพื่อให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับผู้โดยสาร ซึ่งนอกจากในส่วนของกลุ่มคนดังกล่าวแล้ว ยังตั้งเป้าการกระจายความรู้และสร้างอาสาสมัครกู้ชีพที่มีความรู้เรื่องการปฐมพยาบาลในแต่ละอาชีพด้วย อาทิ โรงงาน โรงเรียน ชุมชน คือจะต้องรู้ว่าต้องช่วยเหลืออย่างไรเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อาการแบบใดจะต้องแจ้งขอความช่วยเหลือ และวิธีการแจ้งขอความช่วยเหลือ.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,