ผู้ชายเหงาๆ พาชมโบอิ้ง777-300ER โฉมใหม่ของการบินไทย

ผู้ชายเหงาๆ พาชมโบอิ้ง777-300ER โฉมใหม่ของการบินไทย

เป็นโอกาสดีที่หาได้ไม่บ่อย เมื่อแฟนเพจการบินไทย ได้ชวนคนรักเครื่องบิน และแฟนคลับการบินไทยไปชมเครื่องโบอิ้ง 777-300ER ลำใหม่ที่เพิ่งรับมอบเข้ามาเป็นลำที่ 5 จากทั้งหมด 8 ลำ และยังเป็นลำที่มีการตกแต่งภายในแบบใหม่ ที่ไม่เหมือนกับเครื่องบินของการบินไทยลำอื่นๆ…

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เจอกับผู้ชายเหงาๆ อีกครั้ง คราวนี้จะพาไปชมเครื่องบินใหม่ของการบินไทย เมื่อบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยเฟซบุ๊กแฟนเพจ Thaiairways และฝ่ายลูกค้าสัมพันธุ์อิเล็กทรอนิกส์ ชวนไปเยี่ยมชมเครื่องบิน โบอิ้ง 777-300ER ลำใหม่ เมื่อโอกาสมาถึงผมก็ไม่รอช้า ตอบตกลงพร้อมจัดกล้องถ่ายรูป ชาร์จแบตเตอรี่ และเคลียร์เมมโมรี่การ์ดให้โล่งรอเลยทีเดียว

เช้าตรู่วันที่ 26 มิ.ย.2556 ผมและคณะผู้เยี่ยมชมพร้อมกันที่หน้าอาคารฝ่ายช่าง การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อลงทะเบียนและฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับฝูงบินโบอิ้ง 777-300ER หรือฝูงตองเจ็ด อันเป็นเครื่องบินโดยสารแบบลำตัวกว้างสำหรับเส้นทางบินข้ามทวีปและเส้นทางภูมิภาค ตัวทำเงินหลักของการบินไทยนั่นเอง

สำหรับฝูงบินโบอิ้ง 777-300ER การบินไทยสั่งไปทั้งหมด 8 ลำ ขณะนี้ได้รับมอบแล้ว 5 ลำ และอยู่ระหว่างการรับมอบ 3 ลำ เป็นเครื่องบินที่มี 2 ชั้นโดยสาร มีทั้งหมด 348 ที่นั่ง แบ่งเป็นชั้นธุรกิจ 42 ที่นั่ง และชั้นประหยัด 306 ที่นั่ง รวมทั้งการออกแบบภายในใหม่ที่ต่างไปจากเดิมที่เคยเห็น เบาะที่นั่งสีม่วง จะถูกเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง มีการตกแต่งลายไม้ พร้อมภาพกราฟฟิก 3 มิติบนฟีเจอร์พาแนลที่เอาความเป็นไทยเข้ามาผสมผสานถ่ายทอดเรื่องราวของบัว รวมไปถึงห้องน้ำที่มีพื้นลายหินอ่อน ตู้ลายไม้ อ่างล้างหน้าที่ออกแแบบใหม่ ชั้นธุรกิจจะเน้นความเป็นคอร์ปอเรต รวมไปถึงภาชนะจานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ที่ออกแบบสั่งทำขึ้นใหม่ เพื่อให้เข้ากับลวดลายบนเครื่องบิน ส่วนการตกแต่งในชั้นประหยัดก็จะมีสีสันที่สดใสขึ้น มีฟีเจอร์พาแนลด้านหลังเหมือนกับชั้นธุรกิจ มีห้องน้ำแบบใหม่ และภาชนะจานชามก็ออกแบบใหม่เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามจากแผนงานปรับปรุงที่นำเสนอออกมานั้น เมื่อรับมอบเครื่องบินจริงๆ สามารถได้ตามแผนงานแค่ประมาณ 90% เนื่องจากติดเรื่องเวลาที่จำกัด ในการสั่งทำเก้าอี้ ที่ใช้เวลานานอาจจะทำให้เครื่องบินมาช้าไม่ทันใช้งาน ในฝูง โบอิ้ง 777-300ER ทั้ง 8 ลำมีทั้งลำที่การบินไทยเช่าซื้อมาใช้งาน และแบบที่การบินไทยซื้อเอง และใน 6 ลำที่การบินไทยซื้อเองจะมีการตกแต่งแบบใหม่ให้เห็น

ในด้านแผนงานปรับปรุงฝูงบินที่เป็นเครื่องโบอิ้งของการบินไทย ในปี 2556 มีเครื่องบินที่รับมาใหม่จำนวน 8 ลำ และเครื่องโบอิ้งเก่าที่ได้รับการปรับปรุงผลิตภัณฑ์แล้วจำนวน 20 ลำ ทั้งโบอิ้ง 747-400 และ 777-200 รวมทั้งหมด 26 ลำ โดยในแผนงานปี 2557-2558 การบินไทยจะได้รับ โบอิ้ง 777-300ER ใหม่อีก 6 ลำและเครื่องบินที่ผู้โดยสารชาวไทยรอคอย คือ โบอิ้ง 787-8 ดรีมไลเนอร์ส จำนวน 6 ลำ และในปี 2560 การบินไทยจะได้รับโบอิ้ง 787-9 เพิ่มเติมอีก 2 ลำ

เครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER ลำที่เราได้ขึ้นเยี่ยมชมเป็นลำที่ 3 ของจำนวน 8 ลำ ทะเบียน HS-TKM นามพระราชทาน ‘ประภาศรี’ ที่เรียกได้ว่าทีมงานต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าจะได้เครื่องบินมาให้แฟนคลับได้ขึ้นชมหรือไม่ เพราะ โบอิ้ง 777-300ER? ของการบินไทยเป็นเครื่องคิวทองมากๆ จากนั้นเหล่าแฟนคลับผู้โชคดี และบล็อกเกอร์จากสื่อออนไลน์ รวมคณะนี้มี 80 คน ได้ขึ้นเยี่ยมชมเครื่องบินกันเต็มที่

เมื่อขึ้นบันไดไปยังประตูด้านหลังเครื่องก็มีแอร์โฮสเตสสาวสวย 2 คน และโอ๊ต จีรวุฒิ สจ็วตหนุ่มหล่อ เสียงดี มีดีกรีผู้เข้าแข่งขันรายการเดอะวอยซ์ ของการบินไทยให้การต้อนรับ ก่อนที่จะแนะนำพาชมไปยังส่วนต่างๆ ของเครื่องบิน ทั้งครัวท้ายลำ ห้องพักลูกเรือ ห้องพักกัปตัน ห้องนักบิน ทดลองนั่งที่นั่งชั้นธุรกิจกับเบาะนั่งที่ปรับเอนได้ 180 องศา ทดลองใช้จอภาพหน้าที่นั่งที่เป็นระบบสาระบันเทิงใหม่ eX2 นอกจากนี้เพื่อเอาใจคอโซเชียล การบินไทยจึงได้จัดเอาไอศกรีมที่มีผู้ที่ถ่ายรูปคู่มากที่สุดนั่นคือ ไอศกรีมแม็กนัม มาให้แฟนคลับได้ทานบนเครื่องบินแล้วถ่ายรูปอัพขึ้นเฟซบุ๊ก อินสตาแกรมตามสะดวก

จากนั้นจึงเป็นการจัดมินิโชว์ร้องเพลงสดโดย โอ๊ต จีรวุฒิ ในเพลง รักคุณเท่าฟ้า และ Fly Me to the Moon ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้แฟนคลับได้เดินชมเครื่องบิน ที่ส่วนมากจะสนใจห้องนักบิน ขณะที่น้องๆ สาวๆ ก็จะซักถามพี่แอร์โฮสเตสเกี่ยวกับอาชีพพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ที่ดูเหมือนจะเป็นอาชีพในฝันของสาวๆ หลายคน ส่วนผู้ชายเหงาๆ ที่ไม่ได้เป็นชายหนุ่มในฝันของใครสักคน ก็ก้มหน้าก้มตาลูบคลำจับเบาะที่นั่งไปพลาง สอดส่ายส่งสายตาหาแอร์โฮสเตสสาวเป็นระยะๆ แล้วจึงได้เวลาจากลา โบอิ้ง 777-300ER ด้วยการเดินชมรอบๆ เครื่องบินที่บอกได้เลยว่าเป็นเครื่องที่ใหญ่ยาวสะใจมาก สมเป็นเครื่องที่ใช้บินระยะทางไกลๆ เพราะสามารถบินจากซีแอทเติล ถึงกรุงเทพฯ ได้โดยไม่หยุดพัก

จากนั้นคณะแฟนคลับที่มาเยี่ยมชมเครื่องก็เดินออกจากโรงเก็บเครื่องบินฝ่ายช่าง ไปร่วมรับประทานอาหารกัน โดยทางการบินไทยจัดเมนูพิเศษให้สมกับความเป็นไทย ด้วยอาหารอีสาน ข้าวเหนียว ส้มตำ ไก่ย่าง (สงสัยจะเป็นหน้าผู้ชายเหงาๆ ละม้ายคล้าย “บักคุนซายรัชชานนท์” แม่นอีหลี) ถึงจุดนี้เพื่อนร่วมโต๊ะเริ่มสำลักข้าวเหนียว ผมเลยต้องขอจบแต่เพียงเท่านี้ มาตามลุ้นกันว่า กิจกรรมต่อไปทางการบินไทยจะชวนแฟนคลับไปทำอะไรอีกบ้าง แต่ว่าผู้ชายเหงาๆ อยากตามไปดูการคัดพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินไทยสมายล์มากๆ ไม่รู้จะได้มีโอกาสหรือไม่ เพราะได้ยินมาว่ามีสาวๆ สวยๆ น่ารักๆ อายุเพิ่งจะ 20 ต้นๆ มากันให้เพียบ แฟนเพจการบินไทยจัดเลยซิครับ แฮ่!!?

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

ผู้ชายเหงาๆ พาย้อนอดีตการบินที่ “มิวเซียมออฟไฟลท์”

ผู้ชายเหงาๆ พาย้อนอดีตการบินที่

ผู้ชายเหงาๆ กลับมาอีกแล้วครับ คราวนี้ผมจะพาทุกท่านเดินทางไปเที่ยวยังพิพิธภัณฑ์การบิน Museum of Flight ที่เมืองซีแอตเติล ไปสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของแบล็กเบิร์ด ต้นแบบของโบอิ้ง 747 รวมทั้งเครื่องบินที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นที่เมืองไทย…

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้ชายเหงาๆ กลับมาอีกแล้วครับ คราวนี้ผมจะพาทุกท่านเดินทางไปเที่ยวยังพิพิธภัณฑ์การบินที่มีชื่อเสียงมากของเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ที่นี่รวมเอาเรื่องราวและวิทยาการของการบินตั้งแต่เครื่องร่อนสมัยโบราณที่คนอยากจะบินไปจนถึงกระสวยอวกาศ ที่นี่คือ Museum of Flight (มิวเซียมออฟไฟลท์) ที่เริ่มต้นก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ปี 1964 จากกลุ่มของคนที่สนใจด้านการบิน ที่เห็นคุณค่าของเครื่องบิน เป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร ถือเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดพื้นที่ 10,000 ตร.ม. ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของใจกลางเมืองซีแอตเติล ติดกับสนามบินโบอิ้งฟิลด์ (Boeing Field International Airport) ใกล้กับสนามบินนานาชาติคิง เคาท์ตี้ ที่นี่เปิดอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 1965

โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 4 แสนคนต่อปี และมีนักเรียนเข้ามาอบรมกว่า 140,000 คนต่อปี ในโครงการ A Challenger Learning Center, Aviation Learning Center และแคมป์ฤดูร้อนของทุกปี ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มต้นด้วยการบูรณะ ฟื้นฟูเครื่องบิน โบอิ้ง 80A-1 ที่สร้างเมื่อปี 1929 และถูกค้นพบที่เมือง แองเคอเรจ รัฐอลาสกา ใช้เวลานานถึง 16 ปี จึงแล้วเสร็จนำมาจัดแสดงได้

ในปี 1975 วิลเลียม อี.โบอิ้ง ได้ซื้อ Red Barn จากการท่าซีแอตเติลที่เป็นผู้ดูแลหลังจากที่โบอิ้งปล่อยทิ้งร้างไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเงิน 1 ดอลลาร์ โดย Red Barn เป็นอาคารหลังแรกดั้งเดิมของโบอิ้ง ที่ทำด้วยไม้ทาสีแดง บ้านเดิมหลังนี้ถูกย้ายจากที่ตั้งเดิมจากแม่น้ำ Duwamish มา 3 ไมล์ มาตั้งที่ปัจจุบัน คือ ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของโบอิ้งฟิลด์ และภายหลังการบูรณะเรียบร้อย Red Barn ก็ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเมื่อปี 1983

ต่อมาในปี 1987 ได้ก่อสร้างส่วนจัดแสดง T.A.Wilson Great Gallery ที่มีขนาด 3 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 85,000 ตารางเมตร โดยมีโครงสร้างที่สามารถรองรับการแขวนอากาศยานเพื่อจัดแสดงได้ถึง 20 จุด ที่สามารถรองรับน้ำหนักของเครื่องบิน ดีซี-3 ขนาด 9 ตันได้เลย การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 1994 พร้อมกับ วิงส์ คาเฟ่ ขนาด 132 ที่นั่ง และส่วนจัดเลี้ยงอเนกประสงค์ “สกายไลน์” ขนาดความจุ 250 ที่นั่ง ทำให้พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็น 185,000 ตารางฟุต หรือ 17,200 ตร.ม.ในช่วงเวลานี้ก็ได้อากาศยานที่มีชื่อเสียงอย่าง ล็อกฮีท M-21 ที่เป็นล็อกฮีท เอ-12 หรือ SR-71 แบล็กเบิร์ด เครื่องบินสอดแนมจารกรรมความเร็วสูง 3 มัค รุ่นดัดแปลงเพื่อบรรทุกอากาศยานไร้นักบิน (โดรน) แบบ D-21 ที่นำมาจอดแสดงในส่วนของ Grate Gallery หลังจากที่ได้บูรณะเรียบร้อยแล้ว

ในปี 1996 มิวเซียมออฟไฟลท์ ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำแรกที่เป็นเครื่องบินโดยสารไอพ่น VC-137B (SAM970) ที่ใช้งานช่วงปี 1959-1962 ที่ปลดประจำการ โดยได้ทำเรื่องยืมมาจากพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกนำมาตั้งแสดงที่ลานจอดกลางแจ้งทางทิศตะวันออกของอาคาร

สำหรับอากาศยานที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีรวมกว่า 150 แบบ ตัวอย่างเช่น

เครื่องบินโดยสารลำตัวกว้างแบบโบอิ้ง 747 ลำแรก ชื่อ City of Everett ที่ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อ 9 ก.พ.1969 ตั้งชื่อตามเมืองเอเวอเร็ตต์ รัฐวอชิงตัน เครื่องบินโดยสารไอพ่นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ VC-137B (SAM970) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าชมได้

เครื่องบินโดยสารความเร็วสูงเหนือเสียง คองคอร์ด หมายเลข 214 ของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าชมภายในได้

เครื่องบินขับไล่ลำแรกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 Caproni Ca.20 ที่มีเหลือเพียงลำเดียวจากสายการผลิตทั้งหมด

อากาศยานลาดตระเวนแบบไร้นักบิน D-21 ที่ติดบินลำตัวของเครื่องบิน M-21 พร้อมทั้งส่วนของห้องนักบินของเครื่องบิน SR-71 แบล็กเบิร์ด ที่เหลือรอดจากอุบัติเหตุเครื่องตกกระแทกพื้นเมื่อปี 1968

เครื่องต้นแบบเครื่องบินโดยสารไอพ่น โบอิ้ง 737 และเครื่องบินโบอิ้ง 727 รวมทั้ง 1ใน 2 เครื่องที่เหลืออยู่บนโลกของเครื่องบินแบบ DC-2 และเครื่องบินพลังงานมนุษย์ gossamer Albatross II

ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้การเดินเยี่ยมชมของเรามีน้อย ได้เพียงเดินดูในส่วนของอาคาร Grate Gallery และลานจัดแสดงภายนอกอาคาร แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้เจอกับเครื่องบินระดับตำนานอีกหลายลำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-17 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี 47 เครื่องบินขับไล่ไอพ่น มิก-15 เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง เอวี-8เอ แฮร์ริเออร์ ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ เครื่องบินโจมตีไอพ่น เอ-6อี อินทรูเดอร์ กองทัพเรือสหรัฐฯ เครื่องบินขับไล่เอฟ-14 เอ พลัส ทอมแคท กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นต้น

ในด้านของนิทรรศการในอาคารก็มีการจัดแสดงที่น่าสนใจ อาทิ ประวัติศาสตร์การขนส่งไปรษณีย์ทางอากาศ ชุดนักบินในยุคต่างๆ ประวัติศาสตร์ของเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินของกองบินนาวีสหรัฐฯ การแสดงหมัดต่อหมัด เปรียบเทียบสมรรถนะของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาในสงครามเวียดนาม คือ เอฟ-4 ซี แฟนทอม ทู ของ ทอ.สหรัฐฯ กับ มิก 21 ฟิชเบด ของ ทอ.เวียดนามเหนือ เป็นต้น ?

ส่วนของนักช็อป คนชอบเครื่องบินก็ไม่ควรพลาดร้านขายของที่ระลึกที่มีทั้งเสื้อยืด แก้วน้ำ โปสเตอร์ เครื่องบินจำลอง รวมทั้งสินค้าจากโบอิ้งช็อป ที่มีคอลเลกชั่นใหม่ๆ อาทิ โบอิ้งบี-17 หรือของที่ระลึกสายการบินแพนแอม เป็นต้น เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งที่นี่ไม่เพียงพอจริงๆ กับการเก็บรายละเอียด แต่ก็ประทับใจกับการจัดแสดงอากาศยานที่มีบทบาทในกองทัพสหรัฐฯ และประวัติศาสตร์ของโลก

สำหรับคนชอบเครื่องบินชาวไทย พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศของเราก็ปรับปรุงเสร็จแล้ว มีเครื่องบินใหม่ๆ เข้ามาจัดแสดงไม่แพ้ที่อื่นเช่นกัน ทั้ง เอฟ-16 หรือกริพเพน เหลือแต่กลุ่มของเครื่องบินโดยสารที่เรายังไม่มีการจัดแสดงให้เป็นกิจจะลักษณะเป็นทางการนัก ส่วนมากเป็นการจอดรอขายตามสนามบินต่างๆ เสียมากกว่า ทั้งนี้ปีใหม่นี้หยุดยาวมาแล้วลองหาเวลาไปชมกันได้ครับ

สุดท้ายนี้ ผู้ชายเหงาๆ ต้องขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ให้เกียรติติดตามอ่านกันมาตลอดปี 2555 หวังว่าปี 2556 ผมจะได้มีโอกาสพาท่านผู้อ่านไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ เทคโนโลยี อากาศยานเครื่องบิน เรือดำน้ำ เรือรบกันอีก ถ้าโอกาสจะอำนวย

สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ…

ผู้ชายเหงาๆ

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

ผู้ชายเหงาๆ พาย้อนอดีตการบินที่ “มิวเซียมออฟไฟลท์”

ผู้ชายเหงาๆ พาย้อนอดีตการบินที่

ผู้ชายเหงาๆ กลับมาอีกแล้วครับ คราวนี้ผมจะพาทุกท่านเดินทางไปเที่ยวยังพิพิธภัณฑ์การบิน Museum of Flight ที่เมืองซีแอตเติล ไปสัมผัสตัวจริงเสียงจริงของแบล็กเบิร์ด ต้นแบบของโบอิ้ง 747 รวมทั้งเครื่องบินที่เราไม่มีโอกาสได้เห็นที่เมืองไทย…

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้ชายเหงาๆ กลับมาอีกแล้วครับ คราวนี้ผมจะพาทุกท่านเดินทางไปเที่ยวยังพิพิธภัณฑ์การบินที่มีชื่อเสียงมากของเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ที่นี่รวมเอาเรื่องราวและวิทยาการของการบินตั้งแต่เครื่องร่อนสมัยโบราณที่คนอยากจะบินไปจนถึงกระสวยอวกาศ ที่นี่คือ Museum of Flight (มิวเซียมออฟไฟลท์) ที่เริ่มต้นก่อร่างสร้างมาตั้งแต่ปี 1964 จากกลุ่มของคนที่สนใจด้านการบิน ที่เห็นคุณค่าของเครื่องบิน เป็นองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร ถือเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ขนาดพื้นที่ 10,000 ตร.ม. ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของใจกลางเมืองซีแอตเติล ติดกับสนามบินโบอิ้งฟิลด์ (Boeing Field International Airport) ใกล้กับสนามบินนานาชาติคิง เคาท์ตี้ ที่นี่เปิดอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อปี 1965

โดยมีผู้เข้าชมมากกว่า 4 แสนคนต่อปี และมีนักเรียนเข้ามาอบรมกว่า 140,000 คนต่อปี ในโครงการ A Challenger Learning Center, Aviation Learning Center และแคมป์ฤดูร้อนของทุกปี ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เริ่มต้นด้วยการบูรณะ ฟื้นฟูเครื่องบิน โบอิ้ง 80A-1 ที่สร้างเมื่อปี 1929 และถูกค้นพบที่เมือง แองเคอเรจ รัฐอลาสกา ใช้เวลานานถึง 16 ปี จึงแล้วเสร็จนำมาจัดแสดงได้

ในปี 1975 วิลเลียม อี.โบอิ้ง ได้ซื้อ Red Barn จากการท่าซีแอตเติลที่เป็นผู้ดูแลหลังจากที่โบอิ้งปล่อยทิ้งร้างไปตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเงิน 1 ดอลลาร์ โดย Red Barn เป็นอาคารหลังแรกดั้งเดิมของโบอิ้ง ที่ทำด้วยไม้ทาสีแดง บ้านเดิมหลังนี้ถูกย้ายจากที่ตั้งเดิมจากแม่น้ำ Duwamish มา 3 ไมล์ มาตั้งที่ปัจจุบัน คือ ด้านตะวันตกเฉียงใต้ของโบอิ้งฟิลด์ และภายหลังการบูรณะเรียบร้อย Red Barn ก็ได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเมื่อปี 1983

ต่อมาในปี 1987 ได้ก่อสร้างส่วนจัดแสดง T.A.Wilson Great Gallery ที่มีขนาด 3 ล้านลูกบาศก์ฟุต หรือ 85,000 ตารางเมตร โดยมีโครงสร้างที่สามารถรองรับการแขวนอากาศยานเพื่อจัดแสดงได้ถึง 20 จุด ที่สามารถรองรับน้ำหนักของเครื่องบิน ดีซี-3 ขนาด 9 ตันได้เลย การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 1994 พร้อมกับ วิงส์ คาเฟ่ ขนาด 132 ที่นั่ง และส่วนจัดเลี้ยงอเนกประสงค์ “สกายไลน์” ขนาดความจุ 250 ที่นั่ง ทำให้พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็น 185,000 ตารางฟุต หรือ 17,200 ตร.ม.ในช่วงเวลานี้ก็ได้อากาศยานที่มีชื่อเสียงอย่าง ล็อกฮีท M-21 ที่เป็นล็อกฮีท เอ-12 หรือ SR-71 แบล็กเบิร์ด เครื่องบินสอดแนมจารกรรมความเร็วสูง 3 มัค รุ่นดัดแปลงเพื่อบรรทุกอากาศยานไร้นักบิน (โดรน) แบบ D-21 ที่นำมาจอดแสดงในส่วนของ Grate Gallery หลังจากที่ได้บูรณะเรียบร้อยแล้ว

ในปี 1996 มิวเซียมออฟไฟลท์ ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่เป็นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันลำแรกที่เป็นเครื่องบินโดยสารไอพ่น VC-137B (SAM970) ที่ใช้งานช่วงปี 1959-1962 ที่ปลดประจำการ โดยได้ทำเรื่องยืมมาจากพิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกนำมาตั้งแสดงที่ลานจอดกลางแจ้งทางทิศตะวันออกของอาคาร

สำหรับอากาศยานที่นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีรวมกว่า 150 แบบ ตัวอย่างเช่น

เครื่องบินโดยสารลำตัวกว้างแบบโบอิ้ง 747 ลำแรก ชื่อ City of Everett ที่ขึ้นบินครั้งแรกเมื่อ 9 ก.พ.1969 ตั้งชื่อตามเมืองเอเวอเร็ตต์ รัฐวอชิงตัน เครื่องบินโดยสารไอพ่นของประธานาธิบดีสหรัฐฯ VC-137B (SAM970) ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าชมได้

เครื่องบินโดยสารความเร็วสูงเหนือเสียง คองคอร์ด หมายเลข 214 ของสายการบินบริติช แอร์เวย์ส ประชาชนทั่วไปสามารถเดินเข้าชมภายในได้

เครื่องบินขับไล่ลำแรกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 Caproni Ca.20 ที่มีเหลือเพียงลำเดียวจากสายการผลิตทั้งหมด

อากาศยานลาดตระเวนแบบไร้นักบิน D-21 ที่ติดบินลำตัวของเครื่องบิน M-21 พร้อมทั้งส่วนของห้องนักบินของเครื่องบิน SR-71 แบล็กเบิร์ด ที่เหลือรอดจากอุบัติเหตุเครื่องตกกระแทกพื้นเมื่อปี 1968

เครื่องต้นแบบเครื่องบินโดยสารไอพ่น โบอิ้ง 737 และเครื่องบินโบอิ้ง 727 รวมทั้ง 1ใน 2 เครื่องที่เหลืออยู่บนโลกของเครื่องบินแบบ DC-2 และเครื่องบินพลังงานมนุษย์ gossamer Albatross II

ด้วยเวลาที่จำกัดทำให้การเดินเยี่ยมชมของเรามีน้อย ได้เพียงเดินดูในส่วนของอาคาร Grate Gallery และลานจัดแสดงภายนอกอาคาร แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เราได้เจอกับเครื่องบินระดับตำนานอีกหลายลำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-17 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ บี 47 เครื่องบินขับไล่ไอพ่น มิก-15 เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง เอวี-8เอ แฮร์ริเออร์ ของนาวิกโยธินสหรัฐฯ เครื่องบินโจมตีไอพ่น เอ-6อี อินทรูเดอร์ กองทัพเรือสหรัฐฯ เครื่องบินขับไล่เอฟ-14 เอ พลัส ทอมแคท กองทัพเรือสหรัฐฯ เป็นต้น

ในด้านของนิทรรศการในอาคารก็มีการจัดแสดงที่น่าสนใจ อาทิ ประวัติศาสตร์การขนส่งไปรษณีย์ทางอากาศ ชุดนักบินในยุคต่างๆ ประวัติศาสตร์ของเรือบรรทุกเครื่องบิน เครื่องบินของกองบินนาวีสหรัฐฯ การแสดงหมัดต่อหมัด เปรียบเทียบสมรรถนะของเครื่องบินขับไล่ไอพ่นที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาในสงครามเวียดนาม คือ เอฟ-4 ซี แฟนทอม ทู ของ ทอ.สหรัฐฯ กับ มิก 21 ฟิชเบด ของ ทอ.เวียดนามเหนือ เป็นต้น ?

ส่วนของนักช็อป คนชอบเครื่องบินก็ไม่ควรพลาดร้านขายของที่ระลึกที่มีทั้งเสื้อยืด แก้วน้ำ โปสเตอร์ เครื่องบินจำลอง รวมทั้งสินค้าจากโบอิ้งช็อป ที่มีคอลเลกชั่นใหม่ๆ อาทิ โบอิ้งบี-17 หรือของที่ระลึกสายการบินแพนแอม เป็นต้น เวลาเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งที่นี่ไม่เพียงพอจริงๆ กับการเก็บรายละเอียด แต่ก็ประทับใจกับการจัดแสดงอากาศยานที่มีบทบาทในกองทัพสหรัฐฯ และประวัติศาสตร์ของโลก

สำหรับคนชอบเครื่องบินชาวไทย พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศของเราก็ปรับปรุงเสร็จแล้ว มีเครื่องบินใหม่ๆ เข้ามาจัดแสดงไม่แพ้ที่อื่นเช่นกัน ทั้ง เอฟ-16 หรือกริพเพน เหลือแต่กลุ่มของเครื่องบินโดยสารที่เรายังไม่มีการจัดแสดงให้เป็นกิจจะลักษณะเป็นทางการนัก ส่วนมากเป็นการจอดรอขายตามสนามบินต่างๆ เสียมากกว่า ทั้งนี้ปีใหม่นี้หยุดยาวมาแล้วลองหาเวลาไปชมกันได้ครับ

สุดท้ายนี้ ผู้ชายเหงาๆ ต้องขอบคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ให้เกียรติติดตามอ่านกันมาตลอดปี 2555 หวังว่าปี 2556 ผมจะได้มีโอกาสพาท่านผู้อ่านไปเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ เทคโนโลยี อากาศยานเครื่องบิน เรือดำน้ำ เรือรบกันอีก ถ้าโอกาสจะอำนวย

สวัสดีปีใหม่ 2556 ครับ…

ผู้ชายเหงาๆ

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

ผู้ชายเหงาๆ พาไปชมซิมชิมชากับการบินไทย

ผู้ชายเหงาๆ พาไปชมซิมชิมชากับการบินไทย

ผู้ชายเหงาๆ พาไปร่วมกิจกรรมพิเศษกับแฟนเพจการบินไทยกับงาน “ชมซิมชิมชา” เยี่ยมชมศูนย์ฝึกนักบินด้วยเครื่องซิมมูเลเตอร์ ประสบการณ์ที่น้อยคนจะได้สัมผัส กับการฝึกระดับมาตรฐานของโลก ด้วยซิมมูเลเตอร์เครื่องบิน แอร์บัส A340-600…

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ผู้ชายเหงาๆ ห่างเหินไปนานทีเดียวเนื่องด้วยภารกิจรัดตัว แต่เนื่องจากได้มีโอกาสพิเศษที่การบินไทยชวนไปเยี่ยมชมศูนย์ฝึกนักบินด้วยเครื่องซิมมูเลเตอร์ ทำให้ผมตกปากรับคำแบบไม่ลังเล เพราะโอกาสที่จะได้ชมพูดได้เลยว่าน้อยมากๆ และโอกาสดีๆ ที่จะได้เข้าชมมีไม่บ่อยนัก เนื่องจากซิมมูเลเตอร์ของการบินไทยคิวแน่นเสมอ ไม่เคยว่างเว้น เพราะเป็นศูนย์ฝึกที่มีมาตรฐานระดับโลก นักบินจากทุกประเทศต่างเข้ามาใช้บริการฝึกบินทดสอบประเมินผลกันเป็นประจำ

กิจกรรมคราวนี้เป็นการเชิญชวนของเฟซบุ๊กแฟนเพจของการบินไทย Thaiairways ที่จัดกิจกรรมพิเศษที่ชื่อว่า “ชมซิมชิมชา” สงสัยไหมครับว่าทำไมชมซิมแล้วต้องชิมชา ถ้าใครโดยสารเครื่องบินการบินไทยบ่อยๆ คงทราบว่าสายการบินแห่งชาติของเรามีเครื่องดื่มที่เป็นซิกเนเจอร์ดริงค์ นั่นคือ ชามะนาวอัญชัญ และชามะขาม ที่หากได้ดื่มจะรู้สึกสดชื่นแจ่มใส ทำให้การเดินทางของเรามีความสุขมากขึ้นนั่นเอง และก็เป็นที่มาที่เรานอกจากได้ชมซิมมูเลเตอร์แล้ว เราก็ได้ชิมชามะนาวอัญชัญด้วย (ส่วนตัวผมชอบเครื่องดื่มนี้มาก) ทั้งนี้ผู้โชคดีที่ได้รับเลือกทั้งหมด 20 คน จะได้เข้าชมและทดลองฝึกทำการบินกับเครื่องฝึกบินจำลอง (Simulator) ของเครื่องบินแบบแอร์บัส A340-600 ณ สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดี-รังสิต

เช้าตรู่วันนั้นผู้ชายเหงาๆ ก็ต้องเดินทางแสนไกลจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดินข้ามสะพานลอยมายังบริษัทการบินไทยที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เพื่อมายังอาคาร 5 ที่เป็นอาคารที่ตั้งของซิมมูเลเตอร์ ที่มีมูลค่าหลายร้อยล้านบาท โดยที่นี่มีซิมมูเลเตอร์ของเครื่องบินที่การบินไทยมีใช้งานแทบทุกรุ่น ตั้งแต่โบอิ้ง 737-400 โบอิ้ง 747-400 โบอิ้ง 777 Series แอร์บัส A330-300 และแอร์บัส A340-600 โดยซิมมูเลเตอร์ ที่พวกเราจะได้เขาไปลองสัมผัสกันครั้งนี้ คือ ซิมฯ ตัวล่าสุด แอร์บัส A340-600 ที่ผลิตโดยบริษัท THALES ที่จำลองเอาห้องนักบินของเครื่อง A340-600 มาแบบ 100% ทุกอย่างที่อยู่ในซิมมูเลเตอร์มีเหมือนเครื่องบินจริงทุกประการ และยังมีระบบไฮโดรลิกส์ ที่ใช้แสดงลักษณะทางกายภาพขณะกำลังทำการบิน ไม่ว่าจะเป็นการเชิดหัว กดหัว เอียงซ้าย เอียงขวา และการเขย่า จากที่ได้ฟังบรีฟก่อนเข้าซิมก็สนุกแล้ว งานนี้เราได้ผู้ใหญ่ใจดี นายธีรพล โชติชนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายผลิตภัณฑ์และบริการลูกค้า ในฐานะเจ้าบ้านให้เกียรติต้อนรับ

สาเหตุที่นักบินการบินไทยทุกคนต้องมาฝึกกับเครื่องซิมมูเลเตอร์นั่นเป็นเพราะการบินไทยมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางการบินเป็นอันดับแรก โดยนักบินของการบินไทยทุกคนจะได้รับการฝึกจากเครื่องฝึกบินจำลอง (Simulator) และครูฝึกที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มทักษะและเสริมสร้างความชำนาญในการบินและการแก้ปัญหาจากสภาพแวดล้อมหรือความผิดปกติของเครื่องบินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในระหว่างทำการบิน เพื่อให้นักบินแต่ละคนมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐาน ปฏิบัติงานบนเครื่องบินโดยสารได้อย่างปลอดภัยมากที่สุด

ภายในค็อคพิทจำลองการบิน ประกอบด้วย แผงควบคุมซ้ายขวา ไซด์สติ๊ก คันเร่งเครื่องยนต์ ระบบนำร่อง แผงควบคุมเครื่องยนต์ ระบบไฟฟ้า เรดาร์ตรวจอากาศ ที่นั่งกัปตัน (ซ้าย) และที่นั่งผู้ช่วยนักบิน (ขวา) และที่นั่งครูการบิน (กลางหลัง) ที่จะมีแผงควบคุมการแสดงซ้ายและขวา ใช้สำหรับป้อนข้อมูลการบิน สภาพดินฟ้าอากาศ เส้นทางการบิน สนามบินต้นทาง ปลายทาง รวมไปถึงการใส่เหตุขัดข้องต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ขณะทำการบิน เช่น ไฟไหม้เครื่องยนต์ เครื่องยนต์ดับ ไฮโดรลิกขัดข้อง ไฟฟ้าขัดข้อง สภาพอากาศเลวร้าย ทัศนวิสัยไม่ดี ครูการบินสามารถป้อนโจทย์ให้กับนักบินได้แก้ปัญหาได้ตลอดเวลา มาถึงตรงนี้คุณธีรพลถึงกับออกปากเลยว่านั่งทำงานเป็นผู้บริหารมาเป็นสิบๆ ปี ก็มีโอกาสลงมาชมซิมมูเลเตอร์แค่ 2 ครั้ง เพราะเข้าชมยากมาก คิวการใช้งานแน่นตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับการฝึกบินวันนี้ เราได้รับเกียรติจากครูการบินของการบินไทย นักบินสุดจิต เหมโสรัจ ผู้ช่วยนักบินอาวุโส เป็นผู้ช่วยนักบินให้กับนักบินกิตติมศักดิ์ (จำเป็น) อย่างพวกเรา พร้อมทั้งช่วยอำนวยการบิน แนะนำขั้นตอนการนำเครื่องขึ้น-ลง สนามบิน โดยวันนี้เรามีต้นทางที่สนามบินสุวรรณภูมิ เนื่องด้วยเวลาที่จำกัดประมาณ 30 นาที เราจึงได้ลัดขั้นตอนที่ตามปกติแล้ว นักบินต้องทำก่อนขึ้นเครื่องนั่น คือ การทำเช็กลิสต์เพื่อตรวจความเรียบร้อย โดยครูการบินของเราติ๊ต่างว่า เราดำเนินการเรียบร้อยแล้ว และพาเครื่องมารอเทคออฟที่รันเวย์ พร้อมที่จะทะยานขึ้น เมื่อเครื่องเร่งเครื่องเต็มกำลัง ปลดห้ามล้อ เครื่อง A340-600 ก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วเต็มที่

ระหว่างนี้จอแสดงภาพก็แสดงทางวิ่ง อาคารของสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วความเร็วก็มีถึง V1 ที่เป็นความเร็วที่หากเกิดเหตุขัดข้องฉุกเฉินนักบินยังสามารถยกเลิกการบินฉุกเฉินได้ เมื่อความเร็วมาถึง VR (V Rotate) เป็นความเร็วที่เรียกว่า Point of No return คือ ต้องเชิดหัวขึ้นอย่างเดียว หยุดไม่ได้ เลยรันเวย์แน่นอน และความเร็วสุดท้าย คือ V2 ที่เป็นความเร็วที่เครื่องต้องยกตัวจากพื้นขึ้นฟ้านั่นเอง (คุยกับครูการบินของเราในเที่ยวนี้ทำให้รู้ว่าช่วงเวลาที่นำเครื่องขึ้นนักบินต้องมีสติ และการตัดสินใจที่เร็ว เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นได้เร็วมาก)

เราทะยานขึ้นฟ้ามาถึงความสูงประมาณ 3,000 ฟุตเหนืออ่าวไทย ครูการบินที่แสนใจดีก็เริ่มอธิบายเกี่ยวกับเครื่องควบคุมของครูฝึกด้านหลังที่เป็นระบบจอสัมผัส ว่าอยากให้นักบินแก้ปัญหาอะไร สามารถใส่ลงไปได้หมด เลยสาธิตขั้นตอนเมื่อเครื่องยนต์เกิดเพลิงไหม้ให้ดู ปัญหานี้บางทีนักบินไม่รู้ เพราะมองไม่เห็นเครื่องยนต์ แต่ผู้โดยสารมีส่วนสำคัญที่จะเป็นผู้พบเห็นความผิดปกติก่อนได้ ดังนั้นเลยสมมติว่าเครื่องยนต์ที่ 4 ไฟไหม้ เครื่องบิน (A340-600 มี 4 เครื่องยนต์) นักบินจะแก้ปัญหาและมีขั้นตอนอย่างไร ซึ่งพอใส่ปัญหาไฟไหม้ไป สัญญาณเตือน Master Alarm ก็ดังขึ้น นักบินต้องปิดสัญญาณ จากนั้นจอแสดงการทำงานเครื่องยนต์จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้น นักบินจะต้องทำการตัดไฟฟ้า และเชื้อเพลิงที่เข้าไปที่เครื่องยนต์หมายเลข 4 จากนั้นดับเครื่อง และฉีดสารดับเพลิงเข้าไปดับไฟ แล้วจึงติดต่อหอบังคับการขอร่อนลงฉุกเฉินยังสนามบินที่ใกล้ที่สุด โดยนักบินผู้ช่วยคนเก่งของเราก็สาธิตการลงจอดฉุกเฉิน ทำได้อย่างนิ่มนวลปลอดภัย

แต่เวลายังเหลือ ครูการบินเลยสาธิตการบินในสภาพอากาศเลวร้าย เช่น หมอกลงจัด ฝนตกหนัก และมีหลุมอากาศ แน่นอนว่าการบังคับเครื่องให้ร่อนลงย่อมทำได้ยากลำบากมาก แถมยังเพิ่มปัญหาที่ระบบไฮโดรลิกพังเข้าไปอีก เครื่องบินเลยไปต่อไม่ได้ ต้องมาเริ่มกันใหม่ เป็นการแก้ปัญหาเครื่องบินอยู่ในท่าการบินที่ผิดปกติ เครื่องเข้าสู่ความเร็วร่วงหล่น หรือสตอลล์ (Stall) ด้วยการเชิดหัวเครื่องขึ้นสุดแล้วหักสติ๊กไปทางขวาเต็มที่ นักบินต้องแก้สตอลล์ ด้วยการแก้ท่าทางการบิน พร้อมกับเร่งเครื่องชดเชยความเร็วที่หายไป (มาถึงตรงนี้สภาพในซิมเอียงขวา แถมยังหัวปักพื้นพาเสียวสันหลังต้องหาที่จับที่ยึดกันน่าดู) ก่อนที่จะแก้เข้าสู่ท่าการบินปกติได้ในที่สุด แล้วก็หมดเวลาในการใช้ห้องเดินออกจากซิมกันแบบมึนๆ งงๆ ตื่นเต้นๆ

งานนี้ต้องขอบคุณการบินไทยที่พาผู้ชายเหงาๆ ไปชมซิมชิมชา หวังว่าจะได้มีโอกาสไปเข้าซิมเครื่องบินแบบอื่นๆ หรือได้มีประสบการณ์แปลกใหม่กับสายการบินแห่งชาติของไทยอีก ในอนาคตอาจมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ใครสนใจต้องติดตามในแฟนเพจ www.facebook.com/thaiairways กันต่อไปนะครับ.

?

ผู้ชายเหงาๆ

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

ผู้ชายเหงาๆ ตะลุยเอเวอเรตต์ ทัวร์เมืองเครื่องบิน “โบอิ้ง”

ผู้ชายเหงาๆ ตะลุยเอเวอเรตต์ ทัวร์เมืองเครื่องบิน

ครั้งนี้ผู้ชายเหงาๆ บินข้ามทวีปไปถึงโรงงานของโบอิ้ง ที่เอเวอเรตต์ เมืองซีแอทเติล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเยี่ยมชมโรงงานประกอบเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตเครื่องบินของสหรัฐฯ อีกด้วย…

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมผู้ชายเหงาๆ กลับมาอีกครั้งคราวนี้มีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมานำเสนอกันอีกแล้ว ครั้งก่อนผมพาทุกท่านไปรับเครื่องบินโดยสารของสายการบินไทยสมายกันที่โรงงานของแอร์บัส เมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี กันมาแล้ว ดังนั้นครั้งนี้ผมได้รับเชิญจากการบินไทยไปรับมอบเครื่องบินโดยสารที่จัดเป็นม้างานอีกหนึ่งแบบของการบินไทยนั่นคือ โบอิ้ง 777-300ER โดยคราวนี้เราบินข้ามทวีปไปรับเครื่องถึงโรงงานของโบอิ้ง ที่เอเวอเรตต์ เมืองซีแอทเติล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อยู่ตอนเหนือทางฝั่งตะวันตก เกือบจะติดประเทศแคนาดาแล้ว

ที่โรงงานเอเวอเรตต์แห่งนี้ ถือเป็นโรงงานหลักที่ใช้ผลิตเครื่องบินโดยสารชั้นนำของโบอิ้ง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบินโบอิ้ง 707, 727,737,747,757,767, 777 และ 787 ดรีมไลเนอร์ส โดยปัจจบันโบอิ้งยังคงเปิดสายการผลิตเครื่องบินโดยสารอยู่หลายรุ่น ได้แก่ โบอิ้ง 747-8 และ 747-8F เครื่องจัมโบ้เจ็ตสุดยอดตำนานที่ครองสถิติความยาว และ บินได้ไกลที่สุดในโลก โบอิ้ง 767-400ER และ 767-300F ที่เป็นเครื่องสำหรับใช้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ (Air Tanker) และเครื่องขนส่งสินค้า (Air cargo) โบอิ้ง 777-300ER และ 777F เครื่องบินโดยสารพิสัยไกลลำตัวกว้างที่ทันสมัย รวมทั้งแบบที่ใช้คนส่งสินค้า และ เครื่องบินโบอิ้ง 787-8 หรือ ดรีมไลเนอร์ส เครื่องบินโดยสารที่ไฮเทคและทันสมัยที่สุดในเวลานี้???

โรงงานเอเวอเรตต์ ถือเป็นอาคารที่ก่อสร้างโดยมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ขนาด 13,385,378? ตร.ม. หรือ ประมาณ 98.3 เอเคอร์ โดยขนาดของอาคารสามารถบรรจุสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ได้สบายๆ โรงงานแห่งนี้อยู่ทางตอนเหนือห่างจากเมืองซีแอทเติลไป 25 ไมล์ เริ่มก่อสร้างเป็นโรงงานในปี 1966 เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 747 หลังจากที่ได้เซ็นสัญญากับสายการบินแพนแอม มูลค่า 525 ล้านเหรียญในการสร้าง 747 จำนวน 25 เครื่อง โรงงานแห่งนี้ยังมีร้านอาหาร และร้านกาแฟ ในทุกๆ ไลน์การผลิต และการเดินทางไปมาในโรงงานต้องใช้จักรยาน หรือ รถ 3 ล้อ เพราะขนาดที่กว้างใหญ่ของโรงงานนั่นเอง และยังมีการเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถข้าชมโรงงานได้ แต่ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ แต่คราวนี้ไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเกียรติเป็นกรณีพิเศษจึงสามารถเก็บภาพบรรยากาศมาให้ชมกัน

สำหรับสายการผลิตแรกที่เราเข้ามาชม คือ สายการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 โดยเครื่องบินที่ตั้งอยู่ในสายการผลิตรอเราไปดู คือ 747-8F ของสายการบิน NCA โดยอยู่ในขั้นตอนการประกอบฐานล้อ และการเดินสายไฟ และอุปกรณ์ต่างๆ งานนี้ได้เห็น APU ที่ติดตั้งท้ายเครื่องแบบเต็มตา รวมถึงเครื่องยนต์ GE-NEX 4 เครื่องที่รอติดตั้งด้วย

นอกจากนี้ยังได้เห็นขั้นตอนการประกอบโครงลำตัว และชิ้นส่วนปีกที่ลำเลียงผ่านเครนยักษ์ มาประกอบจนเป็นรูปรางเครื่องบิน วงล้อยักษ์ สำหรับพลิกเครื่องบินเพื่อช่างได้ยิงหมุดยึดชิ้นส่วนได้สะดวก เคลื่อนไปเป็นสถานีๆ จนกระทั่งเสร็จออกมาเป็นเครื่องบินที่พร้อมลากออกไปทดสอบเครื่องยนต์ และทำสี

ต่อมาก็เป็นสายการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 777 ที่มีกระบวนการและขั้นตอนไม่ต่างจาก 747 มากนัก เพียงแต่เครื่องรุ่นนี้เป็นไฮไลต์ที่เราได้เดินเข้าไปดูแบบใกล้ชิด ที่โรงงานเอเวอเรตต์ ถือเป็นสายการผลิตหลักของเครื่องโบอิ้ง 777 ที่ปัจจุบันผลิตออกมาแล้วกว่า 1,000 ลำ โดยในสายการผลิตนี้เราได้เห็รตั้งแต่การติดตั้งสายไฟ ท่อต่างๆ ไปจนถึงห้องน้ำ ฐานล้อ และเครื่องยนต์ 1 สายการผลิตสามารถประกอบเครื่องบินได้ 7 ลำพร้อมๆ กันแต่ละลำใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการประกอบชิ้นส่วน

หลังจากนั้นเราได้ขึ้นไปดูโรงงานในชั้นบนที่เป็นจุดชมวิว ในส่วนนี้เองที่เราได้เห็นสายการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่ออกจากสายการผลิตไปแล้ว 29 ลำ และยังมีอยู่ระหว่างการผลิต และรอรับมอบอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ ของสายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ กาตาร์แอร์เวย์ส เอธิโอเปียแอร์ไลน์ ไห่หนานแอร์ไลน์ สายการบินไชน่าเซาเทิร์น เป็นต้น นอกจากนี้โบอิ้งยังมีสายการผลิต 787 อีกแห่งที่รัฐเซาท์ แคโรไลนา โดยส่งชิ้นส่วนดรีมไลเนอร์ส ไปกับเครื่องบินขนส่ง โบอิ้ง 747 ดรีมลิฟท์เตอร์

จบเส้นทางการเยี่ยมชมโรงงานโบอิ้งที่ตรงนี้เมื่อเดินออกจากประตูมา เราจะอยู่นอกอาคารที่ใหญ่โต มองออกไปเห็นโรงทำสีเครื่องบินและสนามบิน Paine Field ที่ใช้เป็นสนามบินทดสอบเครื่องบินของโบอิ้งนั่นเอง นั่งรถบัสเดินทางออกจากโรงงานเอเวอเรตต์ ออกมาด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุข หนึ่งคือได้มาเห็นสถานที่ในฝันของคนรักเครื่องบินแบบเต็มตา ได้สัมผัสได้จับเครื่องบินในสายการผลิต ได้เห็นแรงกายแรงใจ ความทุ่มเทของคนอเมริกันที่สร้างเครื่องบิน และนี่ คือ สุดยอดของโรงงานผลิตเครื่องบินระดับโลกของโบอิ้ง และชาวเมืองซีแอทเติล…

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ผู้ชายเหงาๆ ตะลุยเอเวอเรตต์ ทัวร์เมืองเครื่องบิน “โบอิ้ง”

ผู้ชายเหงาๆ ตะลุยเอเวอเรตต์ ทัวร์เมืองเครื่องบิน

ครั้งนี้ผู้ชายเหงาๆ บินข้ามทวีปไปถึงโรงงานของโบอิ้ง ที่เอเวอเรตต์ เมืองซีแอทเติล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเยี่ยมชมโรงงานประกอบเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตเครื่องบินของสหรัฐฯ อีกด้วย…

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมผู้ชายเหงาๆ กลับมาอีกครั้งคราวนี้มีประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมานำเสนอกันอีกแล้ว ครั้งก่อนผมพาทุกท่านไปรับเครื่องบินโดยสารของสายการบินไทยสมายกันที่โรงงานของแอร์บัส เมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี กันมาแล้ว ดังนั้นครั้งนี้ผมได้รับเชิญจากการบินไทยไปรับมอบเครื่องบินโดยสารที่จัดเป็นม้างานอีกหนึ่งแบบของการบินไทยนั่นคือ โบอิ้ง 777-300ER โดยคราวนี้เราบินข้ามทวีปไปรับเครื่องถึงโรงงานของโบอิ้ง ที่เอเวอเรตต์ เมืองซีแอทเติล รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่อยู่ตอนเหนือทางฝั่งตะวันตก เกือบจะติดประเทศแคนาดาแล้ว

ที่โรงงานเอเวอเรตต์แห่งนี้ ถือเป็นโรงงานหลักที่ใช้ผลิตเครื่องบินโดยสารชั้นนำของโบอิ้ง ไม่ว่าจะเป็น เครื่องบินโบอิ้ง 707, 727,737,747,757,767, 777 และ 787 ดรีมไลเนอร์ส โดยปัจจบันโบอิ้งยังคงเปิดสายการผลิตเครื่องบินโดยสารอยู่หลายรุ่น ได้แก่ โบอิ้ง 747-8 และ 747-8F เครื่องจัมโบ้เจ็ตสุดยอดตำนานที่ครองสถิติความยาว และ บินได้ไกลที่สุดในโลก โบอิ้ง 767-400ER และ 767-300F ที่เป็นเครื่องสำหรับใช้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ (Air Tanker) และเครื่องขนส่งสินค้า (Air cargo) โบอิ้ง 777-300ER และ 777F เครื่องบินโดยสารพิสัยไกลลำตัวกว้างที่ทันสมัย รวมทั้งแบบที่ใช้คนส่งสินค้า และ เครื่องบินโบอิ้ง 787-8 หรือ ดรีมไลเนอร์ส เครื่องบินโดยสารที่ไฮเทคและทันสมัยที่สุดในเวลานี้???

โรงงานเอเวอเรตต์ ถือเป็นอาคารที่ก่อสร้างโดยมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก บนพื้นที่ขนาด 13,385,378? ตร.ม. หรือ ประมาณ 98.3 เอเคอร์ โดยขนาดของอาคารสามารถบรรจุสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ได้สบายๆ โรงงานแห่งนี้อยู่ทางตอนเหนือห่างจากเมืองซีแอทเติลไป 25 ไมล์ เริ่มก่อสร้างเป็นโรงงานในปี 1966 เพื่อใช้เป็นโรงงานผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 747 หลังจากที่ได้เซ็นสัญญากับสายการบินแพนแอม มูลค่า 525 ล้านเหรียญในการสร้าง 747 จำนวน 25 เครื่อง โรงงานแห่งนี้ยังมีร้านอาหาร และร้านกาแฟ ในทุกๆ ไลน์การผลิต และการเดินทางไปมาในโรงงานต้องใช้จักรยาน หรือ รถ 3 ล้อ เพราะขนาดที่กว้างใหญ่ของโรงงานนั่นเอง และยังมีการเปิดให้บุคคลภายนอกสามารถข้าชมโรงงานได้ แต่ไม่อนุญาตให้บันทึกภาพ แต่คราวนี้ไทยรัฐออนไลน์ ได้รับเกียรติเป็นกรณีพิเศษจึงสามารถเก็บภาพบรรยากาศมาให้ชมกัน

สำหรับสายการผลิตแรกที่เราเข้ามาชม คือ สายการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 747-8 โดยเครื่องบินที่ตั้งอยู่ในสายการผลิตรอเราไปดู คือ 747-8F ของสายการบิน NCA โดยอยู่ในขั้นตอนการประกอบฐานล้อ และการเดินสายไฟ และอุปกรณ์ต่างๆ งานนี้ได้เห็น APU ที่ติดตั้งท้ายเครื่องแบบเต็มตา รวมถึงเครื่องยนต์ GE-NEX 4 เครื่องที่รอติดตั้งด้วย

นอกจากนี้ยังได้เห็นขั้นตอนการประกอบโครงลำตัว และชิ้นส่วนปีกที่ลำเลียงผ่านเครนยักษ์ มาประกอบจนเป็นรูปรางเครื่องบิน วงล้อยักษ์ สำหรับพลิกเครื่องบินเพื่อช่างได้ยิงหมุดยึดชิ้นส่วนได้สะดวก เคลื่อนไปเป็นสถานีๆ จนกระทั่งเสร็จออกมาเป็นเครื่องบินที่พร้อมลากออกไปทดสอบเครื่องยนต์ และทำสี

ต่อมาก็เป็นสายการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 777 ที่มีกระบวนการและขั้นตอนไม่ต่างจาก 747 มากนัก เพียงแต่เครื่องรุ่นนี้เป็นไฮไลต์ที่เราได้เดินเข้าไปดูแบบใกล้ชิด ที่โรงงานเอเวอเรตต์ ถือเป็นสายการผลิตหลักของเครื่องโบอิ้ง 777 ที่ปัจจุบันผลิตออกมาแล้วกว่า 1,000 ลำ โดยในสายการผลิตนี้เราได้เห็รตั้งแต่การติดตั้งสายไฟ ท่อต่างๆ ไปจนถึงห้องน้ำ ฐานล้อ และเครื่องยนต์ 1 สายการผลิตสามารถประกอบเครื่องบินได้ 7 ลำพร้อมๆ กันแต่ละลำใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการประกอบชิ้นส่วน

หลังจากนั้นเราได้ขึ้นไปดูโรงงานในชั้นบนที่เป็นจุดชมวิว ในส่วนนี้เองที่เราได้เห็นสายการผลิตเครื่องบินโบอิ้ง 787 ดรีมไลเนอร์ ที่ออกจากสายการผลิตไปแล้ว 29 ลำ และยังมีอยู่ระหว่างการผลิต และรอรับมอบอีกจำนวนหนึ่ง อาทิ ของสายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ กาตาร์แอร์เวย์ส เอธิโอเปียแอร์ไลน์ ไห่หนานแอร์ไลน์ สายการบินไชน่าเซาเทิร์น เป็นต้น นอกจากนี้โบอิ้งยังมีสายการผลิต 787 อีกแห่งที่รัฐเซาท์ แคโรไลนา โดยส่งชิ้นส่วนดรีมไลเนอร์ส ไปกับเครื่องบินขนส่ง โบอิ้ง 747 ดรีมลิฟท์เตอร์

จบเส้นทางการเยี่ยมชมโรงงานโบอิ้งที่ตรงนี้เมื่อเดินออกจากประตูมา เราจะอยู่นอกอาคารที่ใหญ่โต มองออกไปเห็นโรงทำสีเครื่องบินและสนามบิน Paine Field ที่ใช้เป็นสนามบินทดสอบเครื่องบินของโบอิ้งนั่นเอง นั่งรถบัสเดินทางออกจากโรงงานเอเวอเรตต์ ออกมาด้วยความรู้สึกเปี่ยมสุข หนึ่งคือได้มาเห็นสถานที่ในฝันของคนรักเครื่องบินแบบเต็มตา ได้สัมผัสได้จับเครื่องบินในสายการผลิต ได้เห็นแรงกายแรงใจ ความทุ่มเทของคนอเมริกันที่สร้างเครื่องบิน และนี่ คือ สุดยอดของโรงงานผลิตเครื่องบินระดับโลกของโบอิ้ง และชาวเมืองซีแอทเติล…

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

หลงในฮัมบวร์ก ผู้ชายเหงาๆ พาไปดูเรือดำน้ำ U-434

หลงในฮัมบวร์ก ผู้ชายเหงาๆ พาไปดูเรือดำน้ำ U-434

เดินหลงในเมืองฮัมบวร์กแบบผู้ชายเหงาๆ แถมยังอยู่ต่างบ้านต่างเมือง คราวนี้ขอพาไปเที่ยวชม พิพิธภัณฑ์เรือดำน้ำ U-434 ริมแม่น้ำเอลเบ เดินกันจนสุดทางรักถึงได้เจอ อดีตเพชฌฆาตใต้น้ำของกองทัพโซเวียตจอดสงบนิ่งรอให้เราไปหา อย่าเสียเวลาครับ ตามไปดูกันดีกว่า…

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผู้ชายเหงาๆ กลับมาพบท่านอีกครั้ง คราวนี้ขอพาย้อนกลับไปที่เมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนีอีกรอบ นี่เป็นทริปเดียวกับที่ไปรับเครื่องบินแอร์บัส เอ-320-200 ของสายการบินไทยสมายล์ครับ เดิมทีตารางในวันนั้นเราต้องไปดูโรงงานแอร์บัส แต่เนื่องจากเรามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ทำให้ในช่วงบ่ายถึงเย็นว่าง หลายๆ ท่านเลือกจะไปเดินชมเมืองที่ศาลากลาง และย่านช็อปปิ้ง แต่ผมทราบมาว่าที่ฮัมบวร์กยังมีเรือดำน้ำจอดโชว์อยู่ด้วย และรู้แต่ว่าอยู่ตรงตลาดปลาใกล้ท่าเรือบริเวณแม่น้ำเอลเบ (Elbe) ก็เลยสอบถามคนแถวนั้นแล้วให้เขาเอาแผนที่มาชี้ให้ดู ก็เลยคิดว่าน่าจะเดินไปดูได้ ก็เลยตัดสินใจหิ้วกล้องเดินไปดูพิพิธภัณฑ์เรือดำน้ำ U-434 เพราะผมเองก็ยังไม่เคยได้ลงเรือดำน้ำมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตเลยตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่เรือดำน้ำลำนี้ ไม่ได้เป็นเรือดำน้ำสัญชาติเยอรมนี ทว่ากลับเป็นสุดยอดเครื่องจักรสังหารใต้น้ำของอดีตกองทัพเรือโซเวียต เพราะมันเป็นเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ชั้นแทงโก B-515 เคยประจำการอยู่ในกองเรือฝั่งทะเลดำมาก่อน ทางเยอรมนีเค้าคงไปซื้อต่อมาเลยมาจอดสงบนิ่งอยู่ที่นี่

เราเดินลัดเลาะจากโรงแรมแมริออต ในฮัมบวร์ก อันเป็นที่พักซุกหัวนอนของคณะ ออกมายังถนนใหญ่ เดินตามรางรถไฟลอยฟ้ามุ่งหน้าออกมายังท่าเรือโดยสารของเมืองที่สถานี LANDUNGSBRUCKEN อันเป็นสถานีรถไฟลอยฟ้าที่ชาวฮัมบวร์กใช้เดินทางต่อเรือเฟอรี่ และทัวร์ชมเมือง จุดนี้สามารถนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีราร์ทเฮาส์ (Rathaus) หน้าศาลากลางที่เป็นย่านช็อปปิ้งได้ บริเวณนี้จะมีทิวทัศน์ของท่าเรือ อู่ต่อเรือ ร้านขายของที่ระลึก เรือใบโบราณฮัมบวร์กจอดอยู่ แต่เรือดำน้ำยังต้องเดินเลยออกไปอีก แต่กว่าจะเดินมาตรงนี้ ไอ้บ้านนอกอย่างผมก็เดินวนไปวนมาหลงทางซะนาน เพราะมัวเดินเข้าซอยนึกว่าจะพาลัดแต่อ้อมมาซะไกลเชียว (รู้แบบนี้นั่งรถไฟไปดีกว่า) แต่ที่เรือดำน้ำนี้รถไฟมาไม่ถึงนะครับ

?

เราเดินเลาะริมแม่น้ำไปสักพักใหญ่ๆ ก็เห็นเสาอากาศ และกล้องเปอริสโคปของเรือดำน้ำตั้งอยู่ไกลๆ ผมเองก็ดีใจ รีบเดินจ้ำๆ เข้าไปจนถึงเรือดำน้ำ U-434 ในที่สุด ถึงหน้ารั้วก็ต้อนรับอาคันตุกะจากเมืองไทยด้วยตอร์ปิโดสีเขียวปลายหม่นลูกเขื่อง 2 ลูก วางหน้าทางเข้าเลยทีเดียว เราก็ไม่พูดพล่ามให้เสียเวลา เพราะพูดเยอรมันไม่ได้อยู่แล้ว จ่ายเงินค่าตั๋ว 9 ยูโร แล้วเข้าไปลุยดูข้างในเลยดีกว่า

เดินผ่านสะพานไปยังเรือจะเห็นแท็งก์เหล็กทำเป็นทางเข้า เดิมทีส่วนทางเข้าจะอยู่ที่สะพานเดินเรือ หรือ ไอ้ตรงแท่งดำๆ ตรงกลางเรือ แต่ทางพิพิธภัณฑ์เขาใช้ทางออกฉุกเฉินเป็นทางเข้าหลักทำบันไดวน และเอาโดมเหล็กครอบไว้ดูแปลกตาดี ไต่บันไดลงมาก็จะเจอกับห้องตอร์ปิโดครับ ตอร์ปิโดรัสเซียเป็นตอร์ปิโดขนาด 21 นิ้ว ลูกสีเขียวๆ เรือชั้นแทงโก มีช่องยิงตอร์ปิโด 6 ช่อง ในภาพที่เห็นเขาจำลองการโหลดตอร์ปิโดเข้าท่อ พร้อมทั้งมีหุุ่นลูกเรือ แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของลูกเรือดำน้ำให้ดูด้วย

ภายในห้องตอร์ปิโดค่อนข้างอับและคับแคบพอสมควร เชื่อว่าหากตอนยังใช้งานจริง ลูกเรือคงแทบจะนอนกอดตอร์ปิโดเลยทีเดีียว อย่างไรก็ตามห้องตอร์ปิโดถือเป็นส่วนที่มีพื้นที่กว้างขวาง จึงพอจะแทรกเตียงนอนของลูกเรือไว้ตามซอกหลืบต่างๆ ได้หลายจุด พอสมควร โดยในห้องตอร์ปิโดจะมีลูกเรือทำงานประมาณ 10 คน คอยใช้กว้านโซ่ลากตอร์ปิโดเข้าท่อยิง นอกจากกลิ่นเหม็นอับแล้ว กลิ่นน้ำมันดีเซลก็คลุ้งชวนเวียนหัว เรียกได้ว่าเขาจำลองมาให้เหมือนจริง มีเสียงเครื่องจักรเดิน พร้อมเสียบปิ๊ง (Ping) ของโซนาร์ที่หัวเรือด้วย บรรยากาศแบบกำลังดำลงไปกบดานหลบเรือพิฆาตอยู่ใต้น้ำเลยทีเดียว

เดินผ่านประตูกั้นน้ำกลมๆ ผ่านเข้าส่วนที่ 2 จะเป็นส่วนของเคบินห้องพักกัปตัน และนายทหารสัญญาบัตร ส่วนนี้สามารถอาศัยอยู่ได้ 5 คน จะมีห้องกัปตัน ห้องต้นเรือ ต้นหน แพทย์ และเจ้าหน้าที่ข่าวกรอง นอกจากนี้ในส่วนนี้ยังมีห้องอาหารสำหรับนายทหาร ที่สามารถใช้เป็นห้องประชุมได้ด้วย

?

ส่วนที่ 3 จะเป็นสะพานเดินเรือ ห้องควบคุม ห้องเรดาร์ ห้องโซนาร์ส่วนนี้จะมีลูกเรือเยอะที่สุด คือ 23 คน นอกจากนี้ยังเป็นส่วนที่มีห้องต่างๆ มากมาย ทั้งห้องน้ำที่มีอ่างล้างหน้า และชักโครกแบบนั่งพร้อม ปุ่มกดชำระระบบแรงดันเหมือนเครื่องบิน ส่วนที่ 4 จะเป็นส่วนที่มีห้องครัว ห้องซักล้าง ห้องช่าง ห้องพยาบาล ห้องเย็นสำหรับเก็บอาหาร เวลาออกทะเลไปนานๆ อาหารสดจะถูกเก็บในห้องนี้ทั้งไส้กรอก เนื้อแห้ง เบคอน แฮม ชีส เมื่ออาหารสดในห้องเย็นหมด ก็จะงัดเอาอาหารกระป๋องมาใช้ทำอาหารเลี้ยงคนบนเรือ ห้องครัวมีระบบระบายอากาศและความร้อนแยกจากระบบระบายอากาศปกติ ทำให้อุณหภูมิในเรืออยู่ที่ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส และในห้องเครื่องยนต์ไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส

ตอนที่ 5 และตอนที่ 6 ของเรือจะเป็นส่วนของห้องเครื่องยนต์ มีเครื่องยนต์ดีเซล กำลัง 1,733 แรงม้า 3 ตัว มอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับเคลื่อนที่ใต้น้ำ กำลัง 1,470 แรงม้า 3 ตัว และเครื่องยนต์เงียบอีก 1 ตัว ทำความเร็วที่ผิวน้ำได้ 13 นอต และใต้น้ำอยู่ที่ 16 นอต เป็นส่วนที่ร้อนที่สุดในเรือ และมีเสียงดังมาก ลูกเรือต้องคอยเดินดูการทำงานของเครื่องยนต์ วาล์ว แรงดันน้ำมัน แรงดันไฟฟ้า เป็นห้องทำงานของต้นกล และช่างเครื่อง ช่างไฟฟ้า มีส่วนบังคับเครื่องยนต์ สั่งการจากสะพานเดินเรือ รวมถึงยังควบคุมการดับเพลิงได้ด้วย เพราะมีหน้ากากออกซิเจนที่ใช้งานได้ 20 นาที บนเรือมีถังดับเพลิงขนาดใหญ่ 2 ถังที่หัวเรือ และท้ายเรือ เดินผ่านท่อ และตัวสปริงเกอร์ดับไฟ นอกเหนือจากถังดับเพลิงแบบคาร์บอนไดออกไซค์ที่วางตามจุดต่างๆ อยู่แล้ว โดยการดับเพลิงบนเรือจะไม่มีการใช้น้ำ เพราะบนเรือเต็มไปด้วยสายไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แต่จะเป็นโฟม และเคมี สำหรับส่วนที่ 5 มีลูกเรือทำงาน 11 คน และส่วนที่ 6 มีลูกเรือ 6 คน

เรือดำน้ำชั้นแทงโก สามารถดำน้ำได้นาน 3 วันครึ่ง หลังจากนั้นต้องลอยขึ้นมารับอากาศใหม่ ผ่านทางสน็อกเกิล และชาร์จแบตเตอรี่ โดยแบตเตอรี่จะอยู่ใต้ของส่วนที่ 2-4 หากดูแบบแปลนจะเห็นแบตเตอรี่จำนวนมากวางเรียงกันอยู่ใต้ท้องเรือ และนี่เป็นหัวใจสำคัญของเรือดำน้ำพลังงานดีเซล ดำน้ำได้ลึก 400 เมตร และอยู่ในน้ำลึกได้ไม่เกิน 600 เมตร ตัวเรือกินน้ำลึก 6 เมตร เรือลำนี้ถูกสร้างมาตั้งแต่ปี 1976 ปลดประจำการแล้วนำมาเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อปี 2002

เดินทางจนถึงส่วนสุดท้ายที่เป็นส่วนที่ 7 อยู่ท้ายเรือ มีลูกเรือ 4 คน ดูแลรับผิดชอบส่วนนี้ จะมีแท็งก์น้ำสะอาดสำหรับใช้อุปโภคบริโภคในเรือ ข้อต่อชุดเพลาใบจักร และหางเสือ นอกจากนี้ยังมีช่องหนีฉุกเฉินเหมือนกับห้องตอร์ปิโดด้วย แต่เรือชั้นนี้ไม่มีช่องตอร์ปิโดท้ายลำ เหมือนเรืออูของกองทัพเรือเยอรมนี เดินจนสุดทางก็ต้องเดินขึ้นบันไดวน ขึ้นมารับอากาศบริสุทธิ์เป็นอันจบการเยี่ยมชมเรือ U-434 แต่เพียงเท่านี้

เรือดำน้ำจัดเป็นเครื่องจักรที่เป็นสุดยอดการออกแบบทางวิศวกรรม มันใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการต่อเรือ มีบทบาทมากในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 โดยฝูงหมาป่าเรืออูของเยอรมนี สร้างชื่อและผลงานในการจมกองเรือคอนวอยของสัมพันธมิตรในทะเลแอตแลนติก รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือการถ่วงดุลอำนาจทางทหารในทะเลช่วงสงครามเย็นของ 2 มหาอำนาจอีกด้วย สำหรับคนไทยอย่างผมโอกาสได้เห็นเรือดำน้ำของจริงมีอยู่ไม่มากนัก ครั้งนี้ได้มาเจอเรือดำน้ำโซเวียตนับว่าเป็นบุญตา นอกจากได้มาดูเครื่องบิน สำหรับผู้ที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวเมืองฮัมบวร์ก ไม่ควรพลาดจะมาเยี่ยมชมเรือดำน้ำ U-434 นะครับ…

จุลดิส รัตนคำแปง

ที่มารูปภาพกราฟฟิกเรือ และข้อมูลอ้างอิงเพิ่มเติม
http://en.wikipedia.org/wiki/U-434

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ผู้ชายเหงาๆ ไปฮัมบวร์กรับเครื่องบินลำใหม่ของ ?’ไทยสมายล์’ กลับบ้าน

ผู้ชายเหงาๆ ไปฮัมบวร์กรับเครื่องบินลำใหม่ของ ?'ไทยสมายล์' กลับบ้าน

บินไกลไปถึงเมืองฮัมบวร์ก บุกไปยังบริษัทแอร์บัส รับเครื่องบิน A-320-200 ลำใหม่ป้ายแดงของสายการบินน้องใหม่ล่าสุด “ไทยสมายล์” ใต้ร่มไม้ของการบินไทย สายการบินแห่งชาติของไทย กับการเดินทางที่ยาวนานเพื่อพาน้องใหม่กลับบ้าน…

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.2555 การบินไทยสมายล์ ได้รับมอบเครื่องบินโดยสารแอร์บัส เอ-320-200 ลำแรกจากโรงงานแอร์บัส ที่เมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนีแบบเป็นทางการ ที่หลังจากการประกอบเครื่อง และทดสอบการบินเสร็จสิ้นจากโรงงานแอร์บัส ในเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส โดยแอร์บัส เอ 320-200 ลำนี้เป็นเครื่องบินลำแรก จากทั้งหมด 11 ลำ ตามแผนของการบินไทยสมายล์ ส่วนลำที่ 2-3 จะได้รับในเดือน ส.ค.2555 ลำที่ 4 ในเดือน ก.ย.2555 และลำที่ 5 ในเดือน ม.ค.2556 และจะรับครบ 11 ลำ ในปี 2558 โดยในพิธีการรับมอบเครื่องบินครั้งนี้ ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ได้ร่วมเดินทางไปกับการบินไทยในการรับมอบ และนำเครื่องบินกลับมาเมืองไทยด้วย

เครื่องบินแอร์บัส เอ-320-200 เป็นเครื่องบินโดยสารพิสัยใกล้-ปานกลาง ขนาดไม่เกิน 200 ที่นั่ง โดยเครื่องของไทยสมายล์มีทั้งหมด 174 ที่นั่ง แบ่งเป็นชั้นสมายล์พลัส 30 ที่นั่ง และชั้นสมายล์ จำนวน 144 ที่นั่ง เครื่องบินรุ่นนี้เป็นเครื่องบินโดยสารรุ่นยอดนิยม ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้ระบบควบคุมการบินแบบฟลาย-บาย-ไวร์ หรือใช้ระบบคอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้าในการควบคุมการบิน เครื่องยนต์ที่มีความประหยัดเชื้อเพลิง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แบบ IAE V2500 Series การบินไทยสมายล์จัดหา 6 ลำแรก โดยการเช่าใช้งานจากบริษัท SMBC Aviation Capital เป็นครั้งแรกที่การบินไทยเลือกใช้เครื่องบินพิสัยสั้น-กลางแบบ เอ-320-200 โดยการบินไทยได้ส่งกัปตันและทีมช่างเดินทางล่วงหน้ามาฝึกบินและตรวจรับเครื่องบินอยู่แล้วนานหลายเดือน

ในงานพิธีรับมอบเครื่องบินของไทยสมายล์ มีผู้บริหารของการบินไทย ได้แก่ นายธีรพล โชติอชนาภิบาล รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายงานผลิตภัณฑ์และบริการลูกค้า บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) นายวรเนติ หล้าพระบาง กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจไทยสมายล์ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) นายธอมัส ไฟร์เบอร์เกอร์ รองประธานอาวุโสฝ่ายขายภูมิภาคเอเชีย บ.แอร์บัส ผู้แทนจาก SMBC Aviation Capital พร้อมกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินชุดแรกของสายการบินไทยสมายล์ พร้อมกันนี้ยังมีการแสดงศิลปนาฏกรรมไทย นอกจากนี้แอร์บัสยังได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนไทย พร้อมทั้งผู้บริหารของการบินไทยได้เยี่ยมดูเครื่องบินแอร์บัส เอ-380-800 ของการบินไทย ที่มาตกแต่งภายในห้องโดยสาร และพ่นสีที่โรงงานที่ฮัมบวร์กด้วย โดยในเดือน ส.ค.2555 การบินไทยก็จะได้ เอ-380 ไปเป็นสมาชิกใหม่ของฝูงบินการบินไทย ที่จะเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นเรื่องต่อไป

หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมไทยสมายล์ไม่สั่งเครื่องบินแอร์บัส รุ่น เอ -320 NEO ที่เป็นรุ่นใหม่กว่า เอ-320-200 ทาง นายวรเนติ หล้าพระบาง กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจไทยสมายล์ บ.การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็ให้คำตอบว่า เนื่องจากตอนที่สั่งซื้อ เอ-320 ไป รุ่น NEO ยังพัฒนาไม่เสร็จสิ้น และเครื่องต้นแบบที่ใช้ปีกแบบชาร์คเล็ต ที่มีปลายปีกพับงอขึ้น เหมือนครีบปลาฉลามยังไม่ทำการบินจนถึงปี 2013 ดังนั้น 7 ลำแรก ของไทยสมายล์จึงยังไม่มี A-320 NEO แต่ 5 ลำหลังจากนั้นจะเป็นรุ่นนีโอทั้งหมด ส่วนความบันเทิงบนเครื่อง อย่างในต่างประเทศที่ทางสายการบินแจกแท็บเล็ตให้ผู้โดยสารยืมใช้ระหว่างบิน การบินไทยมองเรื่องนี้มานานแล้ว และเตรียมนำมาใช้กับเครื่องรุ่นเก่าในชั้นธุรกิจ ที่ไม่ได้มีการปรับปรุงเก้าอี้เป็นแบบมีจอภาพ

กรรมการผู้จัดการ หน่วยธุรกิจไทยสมายล์ กล่าวต่อว่า ส่วนไทยสมายล์การแจกแท็บเล็ตบนเครื่อง ยังมีข้อติดขัดเรื่องการดูแลรักษา และการประกันอุปกรณ์หากผู้โดยสารทำตก แล้วส่วนมากผู้โดยสารก็มีเครื่องเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นโอกาสที่เป็นไปได้ อาจเป็นการเพิ่มพอร์ต USB และปลั๊กไฟ สำหรับชาร์จไฟให้แท็บเล็ต หรือโน้ตบุ๊กมากกว่าเพราะเป็นเทรนด์ที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป ไทยสมายล์ก็รับเรื่องนี้ไว้ไปพิจารณา แต่เครื่องที่มีตอนนี้คงไม่ทัน ต้องรอเครื่องใหม่ ลำใหม่ น่าจะมีได้เห็นกัน

ส่วน เอ-320 ของไทยสมายล์ หลังจากที่กำหนดการรับเครื่องต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีกมาหลายรอบ เนื่องจากปัญหาเทคนิคเกี่ยวกับเครื่องยนต์ ที่ทางฝ่ายช่างของการบินไทยยังพบเห็นปัญหาบางจุด และยังไม่ให้ผ่านการตรวจรับ โดยทางแอร์บัสปรับแก้จนเป็นที่น่าพอใจ และสามารถนำเครื่องทดสอบบินต่อหน้าสื่อมวลชนไปเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2555 ก็มาถึงเที่ยวบินประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของการบินไทย กับเที่ยวบินพิเศษนำเครื่องบินกลับไปยังเมืองไทย โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายช่างและพนักงานของการบินไทย ผู้บริหารของสายการบินไทยสมายล์ ลูกเรือ พร้อมกับสื่อมวลชน โดยใช้เส้นทาง เมืองฮัมบวร์ก บินผ่านโปแลนด์ ฮังการี อิหร่าน ก่อนจะบินตรงไปแวะพักเติมเชื้อเพลิงที่สนามบินนานาชาติดูไบ จากนั้นจึงบินตรงจากดูไบสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ประเทศไทย

เที่ยวบินนี้แม้เป็นเที่ยวบินไม่เป็นทางการของสายการบินไทยสมายล์ แต่เหล่าลูกเรือก็จัดหนักและจัดเต็มกันเต็มที่ เพื่อให้สมกับแนวคิดการให้บริการของสายการบินแบบ ไลท์ พรีเมียม ด้วยการบริการผู้โดยสารทุกคนเทียบเท่าชั้นธุรกิจ มีการเสิร์ฟเครื่องดื่ม ออเดิร์ฟที่เลือกสรรมาสำหรับไฟลท์ VIP นี้ คือ ขาหมูเยอรมัน พร้อมน้ำจิ้มแจ่วส่งตรงจากเมืองไทย นอกจากเรื่องขาหมูเยอรมัน ปกติไทยสมายล์จะบินในเส้นทางระยะใกล้ จึงไม่มีหมอน และผ้าห่ม รวมทั้งชุดคิต สำหรับผู้โดยสารเที่ยวบินระยะไกล ก็ได้รับความอนุเคราะห์จากนายสถานีที่สนามบินแฟรงก์เฟิร์ตของการบินไทย ในการประสานเครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม เครื่องดื่มก็จัดเต็มไม่แพ้บริการระดับชั้นธุรกิจ เสิร์ฟไม่อั้นเดินเติมกันจนขาขวิด นอกจากนี้ยังมีการเสิร์ฟเมนคอร์ส 2 มื้อตามมาตรฐาน มื้อค่ำเป็นเมนูปลาอบซอสกับข้าวหรือเมนูไก่อบ และมื้อเช้า ไก่และไข่กับพาสต้า สไตล์อิตาเลียน โดยมีพนักงานต้อนรับ 2 สาวสวยหน้าตาจิ้มลิ้ม ที่ช่วยปลอบประโลมหัวใจผู้ชายเหงาๆ ที่ห่างบ้าน คอยดูแล พร้อมกับพี่แอร์เพอร์เซอร์ ที่มาช่วยอำนวยการดูแลการบินบนไฟลท์พิเศษจนถึงกรุงเทพฯ

เมื่อได้รับแจกกันไปแล้ว ก็ได้เวลามุมใครมุมมัน พักผ่อนกับเก้าอี้ ปรับเอียงได้เต็มที่ 30 องศา เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาให้นั่งในเวลายาวนาน ผู้โดยสารเลยต้องปรับตัวให้สบายเข้ากับเก้าอี้แทน ด้วยการนอนราบ 180 องศากับที่นั่ง 3 ที่ ในส่วนของความบันเทิง ก็ได้นำเอาระบบ IFSE: In Flight Self service Entertainment สุดแท้แต่ใครจะมีความบันเทิงส่วนตัวก็งัดเอามาใช้ ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก ไอโฟน ไอแพด แท็บเล็ต หรือจะมาจับกลุ่มนั่งเม้าท์ ที่กลางลำก็ตามอัธยาศัย ใช้เวลาในการบินจากฮัมบวร์กถึงดูไบประมาณ 6 ชั่วโมง 50 นาที ออกจากต้นทางช่วง 13.00 น.มาถึงดูไบ ก็เวลา 01.00 น.บ้านเราแล้ว หยุดพักประมาณ 1 ช่ั่วโมง 30 นาที ก็ออกเดินทางต่อมายังกรุงเทพฯ มาถึงช่วงหลังของการเดินทาง ผู้โดยสารเริ่มหมดแรงเอนตัวนอนเหยียดยาวในที่นั่งตัวเองไปหมด เหลือแค่กัปตัน และนักบินผู้ช่วยที่เป็นนักบินของแอร์บัสบินอยู่ จากนั้นพี่แอร์เพอร์เซอร์ก็มาปลุกเราให้ตื่นก่อนเครื่องลง 2 ชั่วโมง พร้อมกับเสิร์ฟอาหารเช้าก่อนเครื่องลงจอดที่สุวรรณภูมิอย่างปลอดภัย สิ้นสุดการเดินทางจากฮัมบวร์ก

ขาไปเราไปกับการบินไทย ที่เปรียบเหมือนคุณแม่ของไทยสมายล์ ส่วนขากลับการบินไทยก็ฝากเรากลับมากับลูกสาวคนโต ที่พร้อมจะยืนด้วยตัวเอง จากนี้ไป วันที่ 7 ก.ค.2555 จะเป็นวันเริ่มต้นให้บริการอย่างเป็นทางการของสายการบินไทยสมายล์ ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-มาเก๊า เส้นทางใหม่ กับโอกาสใหม่ บนหน่วยธุรกิจใหม่ น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งกับก้าวใหม่ของการบินไทย ที่ยังเน้นเสนอบริการคุณภาพ บนธุรกิจการบินที่แข่งกันดุเดือดด้านราคา…

จุลดิส รัตนคำแปง

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,