กสท. ย้ำใช้กฎ’มัสแฮฟ’บอลโลก2014 เพื่อส่วนรวม

กสท. ย้ำใช้กฎ'มัสแฮฟ'บอลโลก2014 เพื่อส่วนรวม

ประธานบอร์ด กสท.ทวีตย้ำ เรื่องกฎมัสแฮฟการถ่ายทอดสดบอลโลก 2014 กำหนดไว้เพื่อประโยชน์ของประชาชน ยืนยันคำนึงถึงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับเอกชนแล้ว แต่การดำเนินการต้องอยู่บนหลักการ ไม่เช่นนั้นอาจเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ต่อเอกชน…

จากความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีปัญหาระหว่าง บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง การถ่ายทอดสด ฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล ซึ่งทาง กสทช. ประกาศบังคับให้ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 ผ่านทางฟรีทีวี ครบทั้ง 64 นัด ตามกฎ “Must Have” เเต่ว่า อาร์เอส จะถ่ายทอดสดทางฟรีทีวีเพียงเเค่ 22 นัดเท่านั้น จนส่งผลให้อาร์เอสต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 28 มี.ค. 57 พ.อ.ดร.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช. และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว โดยระบุว่า มีคำถามว่า ในกระบวนการออกกติกา Must Have กสท. และ กสทช. ได้คำนึงถึงเอกชนที่อาจจะได้รับความเสียหายจากกติกาฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งในประกาศ Must Have ได้กำหนดไว้ว่า การดำเนินการใดๆ ที่นอกเหนือจากประกาศ ดำเนินการได้ โดยการขอรับการยกเว้นจาก กสท.

ทั้งนี้ เมื่อมีการประกาศออกไป มีผลบังคับใช้ RS ก็ได้ยื่นขอยกเว้นการปฏิบัติตามประกาศ สำหรับกรณีของการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย 2014 โดยมีเหตุผลประกอบในการร้องขอ คือ ข้อจำกัดจากสัญญาที่ทำกับฟีฟ่า ซึ่งสำนักงาน กสทช. ก็ได้ขอดูสัญญาดังกล่าวเพื่อนำเสนอต่อ กสท. แต่ RS ไม่นำส่งสำเนาสัญญาดังกล่าว จนกระทั่งในการขอเอกสารครั้งที่ 3 สำนักงาน กสทช. ก็เปลี่ยนเป็นขอให้ RS ช่วยสรุปประเด็นสำคัญให้ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือจาก RS ทางสำนักงาน กสทช.จึงจำเป็นจะต้องเสนอต่อ กสท. เพื่อพิจารณาเท่าที่มีเอกสารและข้อเท็จจริงที่มีในขณะนั้น

กสท.พิจารณาแล้ว เห็นว่า RS อาจไม่ให้ความร่วมมือ เนื่องจากเป็นชั้นสำนักงาน ดังนั้น จึงมีมติให้ขอสำเนาสัญญาประกอบการพิจารณา ซึ่งเป็นการขอสำเนาสัญญาเป็นครั้งที่ 4 ในชั้นกรรมการ แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือ เมื่อสำนักงานรายงานกรณีดังกล่าว กสท.ก็ได้มีมติเพิ่มเติม โดยถ้า RS ไม่ส่งเอกสารสำเนาสัญญา กสท.ก็ขอให้ส่งรายละเอียดความเสียหายที่บริษัทคาดว่าจะได้รับจากการปฏิบัติตามประกาศเป็นการขอเอกสาร เหตุผลประกอบ เพื่อประกอบการพิจารณาให้ครบถ้วนของ กสท. เป็นครั้งที่ 5 และเป็นครั้งที่ 2 ในชั้นของ กสท. จนในที่สุด RS ก็ไม่ส่งเอกสาร แต่ขอถอนเรื่องดังกล่าว ไม่ต้องการให้ กสท. พิจารณายกเว้นให้ตามที่กำหนดไว้ตามประกาศ กสทช.

ขณะที่ทางบริษัทเลือกไปใช้สิทธิในการฟ้องร้องเพิกถอนประกาศ Must Have ต่อศาลปกครอง ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กสท.ออกกติกาโดยคำนึงถึงความเสียหายของเอกชนแล้ว แต่เอกชนไม่ต้องการให้ กสท.พิจารณายกเว้นให้ตามกติกา ต่อมาศาลได้มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับตามประกาศของบริษัท RS ซึ่งมีตอนหนึ่งได้มีข้อวินิจฉัยว่า ประกาศไม่ได้ทำให้ RS ต้องปฏิบัติผิดไปจากสัญญา หรือข้อตกลง เพื่อให้ได้มาซึ่งลิขสิทธิ์กับฟีฟ่าในการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2014 รอบสุดท้ายแต่อย่างใด

สอดคล้องกับข้อมูลที่ RS แถลงต่อสื่อมวลชนเมื่อ 18 มี.ค. 57 ว่าสามารถจะปฏิบัติตามประกาศได้หากศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง จึงคิดว่า กสท.ได้กำหนดประกาศกติกา Must Have เพื่อประโยชน์ของประชาชน โดยคำนึงถึงเอกชนที่อาจเสียหายด้วยแล้ว แต่การดำเนินการต้องมีเหตุผล หลักการที่ชัดเจนในการที่จะดำเนินการ มิเช่นนั้น กสท.ก็อาจเข้าข่ายใช้ดุลยพินิจเอื้อต่อเอกชนได้.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,