มติครม.ตั้งกอฉ.สยบม็อบ”สมัคร”สั่งเคลื่อนกำลังได้

“สมัคร” พลิกเกมประชุม ครม.นัดเฉพาะกิจ ออกประกาศยึดอำนาจ “อนุพงษ์” มีผล 4 ก.ย. สั่งการใช้กำลัง-เคลื่อนทหารได้ “ดร.ปณิธาน” ชี้นายกฯ จ้องรวบอำนาจกลาโหม-หวั่นปฏิวัติ ด้านพันธมิตรเฮ ยึดทำเนียบต่อได้ หลังศาลอุทธรณ์ยกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

หลังจากนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมื่อวันที่ 2 กันยายน ที่ผ่านมา พร้อมมีคำสั่งให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานคณะกรรมการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินใน กทม. เพื่อจัดการปัญหาการชุมนุมของกลุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ยืดเยื้อมากว่า 100 วัน แต่ท่าทีของ พล.อ.อนุพงษ์ เป็นไปอย่างประนีประนอม และมีแนวคิดว่า ปัญหาทางการเมืองต้องแก้โดยภาคการเมือง หรือรัฐสภา

ด้วยเหตุนี้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งมีความใกล้ชิดกับนายสมัคร จึงเล่นเกมเพื่อดึงอำนาจการสั่งการคืนตามระบอบประชาธิปไตย โดยเรียกประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดเฉพาะกิจ เมื่อวันที่ 4 กันยายน ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ภายหลังนายกรัฐมนตรีประกาศไม่ลาออก

มติครม.ให้สมัครคุมกฎ20ฉบับ

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุม ครม. ว่า สำนักนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องออกประกาศอีก 2 ฉบับ จึงมีความจำเป็นต้องเรียกประชุม ครม.ให้รับทราบและเห็นชอบตามประกาศนี้ภายใน 3 วัน

พล.ต.ท.วิเชียรโชติ กล่าวว่า พ.ร.ก.ฉบับแรก คือ การจัดตั้งกองอำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ กอฉ. โดยผ่านความเห็นชอบของ ครม. นายสมัครจึงมีคำสั่งจัดตั้ง กอฉ.ขึ้น ทั้งนี้ กอฉ.ประกอบด้วย ผบ.ทบ.เป็นผู้อำนวยการ ผบ.ตร.เป็นรองผู้อำนวยการ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นรองผู้อำนวยการ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รองปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อธิบดีกรมสารนิเทศ ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย กองบัญชาการกองทัพไทย ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามความจำเป็น ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็นกรรมการ สำหรับผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายยุทธการ เป็นกรรมการและเลขานุการ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ข้าราชการตำรวจและข้าราชการพลเรือนตามผนวก เป็นเจ้าหน้าที่ รวมทั้งสิ้น 19 ตำแหน่ง

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1.เป็นหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุก เฉิน 2.จัดให้มีหน่วยงานหรือศูนย์ปฏิบัติการ เพื่อเป็นองค์ประกอบปฏิบัติการภายใต้ กอฉ.ให้มีอำนาจในการแก้ไขปราบปรามยับยั้งสถานการณ์ฉุกเฉิน ตามที่ได้รับมอบหมาย 3.ดำเนินการทางด้านการข่าว 4.ดำเนินการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริง เพื่อทำความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลและประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งปฏิบัติการด้านจิตวิทยาที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดำเนินการข่าวกรองนั้น ให้ดำเนินการด้านการข่าวและต่อต้านข่าวกรองที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ฉุก เฉินและที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

5.จัดกำลังตำรวจและทหารดำเนินงานตามแผนรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และสถานที่สำคัญต่างๆ รวมทั้งประสานส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่ดำเนินการป้องกันตัวเอง ตามความสามารถ 6.มอบหมายให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสนับสนุนกำลังพล งบประมาณ วัสดุ ครุภัณฑ์ ยานพาหนะ และเครื่องมือต่างๆ เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน 7.เรียกให้ส่วนราชการ หรือหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐเข้าประชุมชี้แจง ให้ข้อมูลข่าวสารตามที่เห็นสมควร 8.แต่งตั้งคณะที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตามความจำเป็น และ 9.ดำเนินการอื่นๆ ตามที่นายกฯ หรือครม.มอบหมาย สั่ง ณ วันที่ 4 กันยายน พ.ศ.2551 ลงชื่อ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี

พล.ต.ท.วิเชียรโชติกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ พ.ร.ก.อีกฉบับ เป็นการกำหนดอำนาจหน้าที่ของ ครม.ตามกฎหมาย เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ภายหลังมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขต กทม.ตามกฎหมายฉบับนี้ ให้รัฐมนตรี และ ครม.ให้มอบอำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวง โอนมาเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตอนุมัติสั่งการ ตามบังคับบัญชาหรือแก้ไขป้องกัน ปราบปราม ระงับยับยั้ง สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในท้องที่ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน โดยจะมีกฎหมาย 20 ฉบับ 1.พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 2.พ.ร.บ.การทะเบียนคนต่างด้าว พ.ศ.2493 3.พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 4.พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 5.พ.ร.บ.ควบคุมโภคภัณฑ์ พ.ศ.2495 6.พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2520

7.พ.ร.บ.ป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน พ.ศ.2522 8.พ.ร.บ.ควบคุมอาหาร พ.ศ.2522 9.พ.ร.บ.ควบคุมการโฆษณา โดยใช้เครื่องขยายเสียง พ.ศ.2493 10.พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 11.พ.ร.บ.การจราจรทางบก พ.ศ.2522 12.พ.ร.บ.การสุรา พ.ศ.2493 13.พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 14.พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ศ.2535 15.พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2485 16.พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 17.พ.ร.บ.การเนรเทศ พ.ศ.2499 18.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับมูลนิธิและสมาคม 19.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เฉพาะบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจสืบสวนและสอบสวน และการใช้อำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และ 20.ข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารและการเตรียมพร้อม พ.ศ.2545 โดยนายสมัคร ลงนามในประกาศวันที่ 4 กันยายน 2551

ทั้งนี้ พ.ร.บ.จัดระเบียบข้าราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 และข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารและการเตรียมพร้อม พ.ศ.2545 ซึ่งเดิมอำนาจในการสั่งการใช้กำลังทหาร การเคลื่อนกำลังทหารเป็นของคณะผู้บัญชาการทหาร ประกอบด้วย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และเสนาธิการทหาร จะถูกโอนมาเป็นของนายสมัครทันที

ชี้นายกฯจ้องรวบอำนาจกลาโหม

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง กล่าวถึงมติ ครม.ที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย 20 ฉบับว่า เรื่องนี้ต้องให้นักกฎหมายตีความว่า อำนาจในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะการใช้ และเคลื่อนกำลังทหารยังเป็นของใครกันแน่ระหว่าง นายกรัฐมนตรี หรือ ผบ.ทบ. โดยต้องดูว่า ประกาศในครั้งนี้เป็นการรวบอำนาจของ ผบ.ทบ. มาไว้ในมือด้วยหรือไม่

“ในอดีตตั้งแต่ปี 2475 เป็นต้นมา ก็เคยมีการรวบอำนาจมาไว้ในมือนายกฯ มากที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเพื่อเป็นการถ่วงดุลอำนาจของทหาร และตำรวจ ซึ่งถ้าหากเป็นสังคมประชาธิปไตยก็เป็นการทำเพื่อถ่วงดุลข้าราชการประจำ แต่ถ้าเป็นสังคมไทยก็จะเกิดปัญหาในการบริหารจัดการปัญหาว่า อำนาจที่แท้จริงอยู่ในมือใคร และใครมีอำนาจใช้ และเคลื่อนกำลังในรูปแบบใด” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวอีกว่า ดูเหมือนว่านายกฯ ต้องการอำนาจมาควบคุมการใช้กำลังของกระทรวงกลาโหม ซึ่งจะต้องมาดูกันอีกทีว่า จะทำให้มีอำนาจมากขึ้นแค่ไหน

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่านายกฯ ไม่ไว้ใจฝ่ายทหารได้หรือไม่ รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า ถ้ามองอย่างนั้นก็ได้ เพราะอาจจะเกรงว่า การให้อำนาจในกรณีพิเศษจะทำให้อำนาจไม่สมดุล และอาจก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา จึงต้องมีการถ่วงดุล คานอำนาจโดยพลเรือน แต่การทำเช่นนี้ก็มีข้อเสีย คือ ทำให้เกิดการชะงักงันในการใช้อำนาจในสภาวะฉุกเฉินที่ต้องใช้การสั่งการที่ เบ็ดเสร็จ และเด็ดขาด

ส่วนจะเป็นการบีบฝ่ายทหาร และอาจทำให้เกิดการรัฐประหารตามมาหรือไม่ รศ.ดร.ปณิธาน กล่าวว่า อำนาจของฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งมากขึ้นอาจจะไปกดดันให้ทหารทำในสิ่งที่ไม่ อยากจะทำ ทำให้สถานการณ์เปราะบางมากขึ้น และนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้

คาดดึงอำนาจคืนป้องกันปฏิวัติ

แหล่งข่าวจากกองทัพ กล่าวว่า เป็นการดึงเอาอำนาจมาไว้ที่นายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางการเมือง เพื่อป้องกันการถูกปฏิวัติ ทั้งนี้ ข้อบังคับกลาโหมว่า ด้วยการใช้กำลังทหารและการเคลื่อนย้ายกำลังทหารนั้น ให้อำนาจผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) เป็นผู้สั่งเคลื่อนกำลังทหาร หากในพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ของเหล่าทัพใด ผบ.เหล่าทัพนั้นก็จะเป็นผู้สั่งดำเนินการ แต่ในกรณีที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บังคับใช้ ก็จะเป็นอำนาจของประธานคณะกรรมการภาวะฉุกเฉิน เป็นผู้สั่งดำเนินการ กรณีนี้ก็คือ พล.อ.อนุพงษ์

“เขาคงจะป้องกันไว้ เผื่อว่าเกิดกรณีฉุกเฉินขึ้นกับตัวเอง จะได้สั่งให้กำลังทหารออกมาป้องกัน หรือต่อต้าน” แหล่งข่าวกล่าว

“อนุพงษ์”แจงทูตทหารต่างชาติ

วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์ มอบหมายให้ พล.ท.ศิริชัย ดิษฐกุล ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบกฝ่ายข่าว ชี้แจงสถานการณ์บ้านเมืองต่อคณะผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทย และผู้แทนด้านการทหาร จำนวน 20 ประเทศ รวม 30 คน เช่น ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมนี และสวีเดน เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ของประเทศไทย ภายหลังจากรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงได้รับทราบถึงบทบาทและจุดยืนของผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยที่เข้าร่วมรับฟังสอบถาม ว่า ทหาร ตำรวจ ทำไมถึงได้อดทนและไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลกระทำฝ่าฝืนกฎหมาย พล.ท.ศิริชัยกล่าวว่า ทหาร ตำรวจ เฝ้าระวังสถานการณ์ตลอดเวลา โดยเฉพาะด้านการข่าว แต่ผู้บังคับบัญชามีนโยบายชัดเจนว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่จะใช้การเจรจาเป็นหลัก เมื่อประชาชนสองฝ่ายมาปะทะกันเป็นเรื่องยากที่เราจะดำเนินการ เพราะทหารและตำรวจมีข้อจำกัดในการดำเนินการ ซึ่ง พ.ร.ก.มีข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพ เราพยายามพิจารณาอย่างละเอียดในการใช้ ทั้งเรื่องการชุมนุมหรือการควบคุมสื่อ เพื่อไม่ให้ไปสู่ความรุนแรง

ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยถามว่า การแก้ปัญหามีข้อจำกัดของเจ้าหน้าที่หรือไม่ พล.ท.ศิริชัยกล่าวว่า เราไม่ใช้อาวุธแก้ปัญหา อย่างมากจะเป็นแก๊สน้ำตา โล่กำบัง และอุปกรณ์ฉีดน้ำเท่านั้น ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยถามย้ำว่า ผบ.ทบ.ต้องการแก้ปัญหาโดยไม่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มพันธมิตร แต่นายกรัฐมนตรีมีท่าทีจะใช้กำลังปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล พล.ท.ศิริชัยกล่าวว่า ไม่มีความเห็น แต่การประกาศ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว สาเหตุเกิดจากมีคน 2 กลุ่มมาปะทะกัน ซึ่ง ผบ.ทบ.ชี้แจงว่า หากนอกเหนือขอบเขตการทำงานของกองทัพก็ขึ้นอยู่กระบวนการทางการเมือง หรือรัฐสภาเป็นผู้แก้ไข

ผู้ช่วยทูตทหารต่างประเทศประจำประเทศไทยถามอีกว่า รัฐบาลได้ฟ้องร้องกลุ่มพันธมิตรที่บุกรุกเข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ พล.ท.ศิริชัยกล่าวว่า อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาล กองทัพคงไม่เข้าไปก้าวล่วง ส่วนจะเจรจาใต้โต๊ะเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายยุติปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น อยู่ในขั้นตอนรวบรวมข้อมูลที่จะมีการเจรจา บทบาทกองทัพบกในขณะนี้ คือ ควบคุมไม่ให้ทั้งสองกลุ่มมาปะทะกัน

ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรียังไม่ลาออกตามขอเรียกร้องของพันธมิตร กองทัพมีมาตรการดูแลสถานที่ราชการอย่างไร โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิหรือสถานที่ท่องเที่ยว พล.ท.ศิริชัยกล่าวว่า เรื่องนี้ได้เตรียมการตลอด และมีหน่วยที่รับผิดชอบโดยตรง ทั้งสนามบิน โดยทหารเข้าไปช่วยเหลือตำรวจในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

ส่วนการปิดสนามบินภูเก็ต และสนามบินหาดใหญ่ ขณะนี้ในระดับท้องที่ทำความเข้าใจ ปัจจุบันสนามบินเปิดทำการปกติ ทั้งนี้ กองทัพบกมีกำลังส่วนหนึ่งทั้งทหารและตำรวจ ซึ่งการเจรจาเป็นมาตรการแรก แต่หากเกิดอะไรขึ้นมาคงดำเนินการต่อไป

จากนั้นเวลา 14.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ได้เรียกประชุมคณะทำงานแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและส่วนราชการต่างๆ เข้าร่วมหารือรวม 20 องค์กร เช่น? พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ท.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรองหัวหน้ารับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์

รายงานข่าวแจ้งว่า เวลา 15.00 น. พล.อ.อนุพงษ์ได้เชิญแกนนำสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) มาร่วมหารือ เพื่อหาทางออกปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น หลังจาก สรส.นัดหยุดงาน และขู่ตัดน้ำ ตัดไฟ สถานที่ราชการสำคัญหลายแห่ง แต่ภายหลังแกนนำ สรส.ได้ยกเลิกกำหนดการที่จะเข้าหารือกับ พล.อ.อนุพงษ์ โดยอ้างว่า สรส.ไม่พร้อม เนื่องจากแกนนำยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม วันที่ 5 กันยายน เวลา 10.00 น. ที่หอประชุมกิตติขจร ภายในกองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.อนุพงษ์จะแถลงถึงบทบาทความชัดเจนในการทำหน้าที่หัวหน้าผู้รับผิดชอบใน การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมถึงขอบเขตอำนาจใน พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว เนื่องจากขณะนี้มีหลายฝ่ายสงสัยว่า สถานการณ์ไม่ได้เกิดความรุนแรงเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือ 16 ตุลา ทำไมรัฐบาลถึงประกาศ พ.ร.ก.มาบังคับใช้ในช่วงเวลานี้ ซึ่งขณะนี้ ผบ.ทบ.ให้เจ้าหน้าที่ร่างคำแถลงการณ์ดังกล่าวแล้ว

เผยให้ตร.แจ้งความผู้ชุมนุมทุกกลุ่ม

พล.ท.ประยุทธ์กล่าวภายหลังการประชุมว่า คณะกรรมการได้หารือเพื่อกำหนดแนวทางการทำงาน ซึ่งขณะนี้มีความพัฒนาไปเช่นกัน ที่ประชุมยังยืนยันจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่จะเน้นการเจรจาเป็นหลัก โดยมอบหมายให้ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการที่จะแจ้งความจับผู้ที่กระทำผิดข้อห้าม ที่มีอยู่ตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทุกกลุ่ม เพื่อให้ทราบว่ามีการดำเนินการผิดกฎหมายข้อใดบ้าง ส่วนการใช้กำลังเข้าดำเนินการเวลานี้ยังไม่เหมาะสม

?ปัญหาขณะนี้ คือ การบังคับใช้กฎหมายที่เขาไม่ยอมรับ ซึ่งเจ้าหน้าที่คงเลี่ยงปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ แต่อาจจะมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก ทุกคนทราบดีว่าเขาอยากให้เราใช้กำลังดำเนินการ แต่เจ้าหน้าที่ทำไม่ได้ เพราะหากเกิดการล้มตายแล้วจะทำอย่างไร ขณะนี้น่าจะมีการพูดคุยเจรจา และใช้แนวทางสันติ? พล.ท.ประยุทธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีพอใจการทำงานของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินหรือไม่ พล.ท.ประยุทธ์กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเข้าใจและพูดคุยกับ พล.อ.อนุพงษ์ตลอด ทั้งนี้ การทำงานของเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความสุขุม เพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง อย่าสร้างความกดดันให้เจ้าหน้าที่ ส่วนสถานการณ์ที่ยังไม่มั่นคง เกรงว่าทหารจะก่อรัฐประหารอีกครั้ง แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า ไม่มี อย่าถามเรื่องปฏิวัติ ควรถามว่าบ้านเมืองจะไปอย่างไร เราจะช่วยกันอย่างไร ขณะนี้ทหารมีเพียงเตรียมกำลังอยู่ในหน่วยที่ตั้ง เพื่อดูแลสถานการณ์หากมีการเคลื่อนมวลชนมาปะทะกัน ทหารก็จะเข้าห้ามปราม อย่าเอาเวลามาเป็นเงื่อนไข ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีกำหนดเวลา 3 เดือน ไม่ได้กำหนดว่าเสร็จเมื่อไร หากไม่เสร็จก็ต่อไปอีกได้ แต่หากสถานการณ์เรียบร้อยอาจยกเลิกก่อนได้

ตั้งนายตำรวจร่วมทหารคุมม็อบ

วันเดียวกัน พล.ต.ต.สุชาติ เหมือนแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการดูแลความสงบเรียบร้อยกองบัญชาการตำรวจ นครบาล (ผอ.ศปก.น.) ลงนามบันทึกด่วนที่สุด แจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) รอง ผบ.ตร. เพื่อทราบ รอง ผบช.น. ผบก.ทุก บก. เนื้อหาระบุว่า ด้วยขณะนี้มีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองในเขตพื้นที่ กทม. ประกอบกับมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ดังนั้น เพื่อให้การประสานงานในการปฏิบัติภารกิจของ บช.น. และกองทัพภาคที่ 1 เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเกิดประสิทธิภาพ จึงมอบหมายให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่ดังนี้

พล.ต.ต.วิบูลย์ บางท่าไม้ รอง ผบช.น. เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ประสานงานกับกองทัพภาคที่ 1 มอบหมายให้ข้าราชการตำรวจปฏิบัติหน้าที่นายตำรวจประสานงานประจำ กองทัพภาคที่ 1 ได้แก่ พ.ต.ท.ถาวร สมศักดิ์ รอง ผกก.กก.1 บก.จร. พ.ต.ท.ศักดิ์รินทร์ ตันติภัณฑรักษ์ รอง ผกก.ฝอ.1 บก.อก.บช.น. พ.ต.ท.ปรีดา สถาวร รอง ผกก.ฝอ.1 บก.อก.บช.น. พ.ต.ท.สรรค์พิสิฐ แย้มเกสร รอง ผกก.1 บก.ตปพ. และ พ.ต.ท.ชุมวร ชมะทัต รอง ผก.ฝอ.7 บก.อก.บช.น. โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ในแต่ละวัน มอบหมายให้ ผบก.อก.เป็นผู้จัดวางตารางเวรในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ให้นายตำรวจประสานงานดังกล่าวเข้าร่วมประชุมกองทัพภาคที่ 1 ทุกวัน เวลา 17.00 น. และเข้าร่วมประชุมสรุปสถานการณ์ในส่วนของ บช.น.ในแต่ละวันตามกำหนด

สหภาพ กสท ขู่ตัดวงจรเกตเวย์

ส่วนความเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน นายสมบูรณ์ ทรัพย์สาร ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่ออารยะขัดขืนรัฐบาลนายสมัครหลังการ แถลงไม่ลาออก โดยระบุว่า สหภาพ กสท พร้อมที่จะตัดสินใจตัดวงจรเกตเวย์ระหว่างประเทศทันที หากเกิดวิกฤติขึ้นจริงโดยการกระทำของรัฐบาล โดยการดำเนินการจะต้องเป็นมติของคณะกรรมการของสหภาพฯ กสท เท่านั้น สำหรับจุดที่จะปิดมี 2 ส่วนใหญ่ คือ เคเบิลใต้น้ำ และศูนย์โทรคมนาคม จ.นนทบุรี โดยสหภาพสามารถติดต่อกับผู้ปฏิบัติงานได้โดยตรง แต่ผู้บริหารได้แจ้งว่า ขอให้สหภาพ ดำเนินการอย่างระมัดระวัง เพราะจะเกิดความเสียหาย

ทั้งนี้ การปิดเกตเวย์เชื่อมต่อระหว่างประเทศ จะกระทบต่อการสื่อสารข้ามประเทศ ทั้งอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ และระบบการเงินที่ใช้ระบบออนไลน์ และระบบการซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก

ที่มา : http://www.komchadluek.net/2008/09/05/x_main_a001_219421.php?news_id=219421

Tags: , , ,