เอเซอร์ปักธงรุกโมบิลิตี้ เร่งดัน’ไฮบริด’พยุงตลาดโน้ตบุ๊ก

เอเซอร์ปักธงรุกโมบิลิตี้ เร่งดัน'ไฮบริด'พยุงตลาดโน้ตบุ๊ก

เอเซอร์ เผยรายได้รวมปี 2555 ไม่ขยับ เหตุกำลังซื้อนิ่ง คนหันซื้อแท็บเล็ต-สมาร์ทโฟนแทนโน้ตบุ๊ก คาดตลาดไฮบริดขยายตัวไม่ต่ำกว่า 15% แชร์ส่วนแบ่งตลาดโน้ตบุ๊ก ยอมรับตลาดเน็ตบุ๊กหายกำลังซื้อไหลไปหาแท็บเล็ต…

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้รวม 13,000 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขที่ไม่เติบโตขึ้นจากเดิม คาดว่ามีสาเหตุจากหลายปัจจัย อาทิ นโบายรถคันแรก และความนิยมของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่เพิ่มขึ้นจึงดึงกำลังซื้อในกลุ่มโน้ตบุ๊กลง อย่างไรก็ตามบริษัทตั้งเป้าการเติบโตในปีนี้ไว้ที่ 10% เนื่องจากบริษัทมีแผนรุกผลิตภัณฑ์หลายกลุ่ม อาทิ แท็บเล็ต โฟน และไฮบริด เพื่อเสริมยอดขายในตลาดคอนซูเมอร์ ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ไฮบริด ซึ่งจะเป็นโน้ตบุ๊กที่สามารถปรับเปลี่ยนการใช้งานได้หลากหลาย เช่น หน้าจอระบบสัมผัส สามารถถอดหน้าจอแยกกับคีย์บอร์ด เพื่อใช้งานเป็นแท็บเล็ต เป็นต้น จะเป็นกลุ่มที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษในปีนี้

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเปิดตลาดใหม่กลุ่มไฮบริดถือเป็นการสร้างโอกาสที่ดีแก่ผู้ค้า ทำให้ไม่ต้องแข่งขันอย่างหนักในตลาดหลัก ทั้งยังสามารถแบ่งปันยอดขายจากตลาดโน้ตบุ๊กปกติและตอบสนองความต้องการแท็บเล็ตเครื่องแรกได้ด้วย เชื่อว่าภายในสิ้นปีนี้ตลาดไฮบริดจะสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดโน้ตบุ๊กได้ราว 15% หรือถึง 50% ภายในปีหน้า สำหรับทิศทางโน้ตบุ๊กในปัจจุบัน ขณะนี้สามารถเห็นราคาโน้ตบุ๊กหน้าจอสัมผัสได้ในราคาเริ่มต้นที่ 17,000 บาท ซึ่งถือเป็นราคาที่ไม่สูง ส่วนไฮบริดนั้นคาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นราว 20,000 บาท โดยคาดว่าในปีนี้ตลาดโน้ตบุ๊กจะมียอดขายราว 2 ล้านเครื่อง คิดเป็นมูลค่าตลาดราว 36,000 ล้านบาท ขณะที่ทิศทางตลาดโน้ตบุ๊กจอสัมผัสนั้นคาดว่าจะชัดเจนและกลายเป็นตลาดหลักของโน้ตบุ๊กได้ภายในปีหน้า ส่วนตลาดโน้ตบุ๊กในปีนี้เชื่อว่ามีแนวโน้มไม่ค่อยเติบโตเนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี

นายนิธิพัทธ์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ิบริษัทจะให้ความสำคัญกับกลุ่มไฮบริด แท็บเล็ต และโฟน มากขึ้น โดยจะใช้งบประมาณกว่า 50% เพื่อทำตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ขณะเดียวกันบริษัทจะเร่งสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภคในตลาดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไฮบริด ทั้งด้านคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และความสามารถในการใช้งานเนื่องจากปัจจุบันมีผู้บริโภคยังไม่เข้าใจรายละเอียดดังกล่าวจำนวนมาก โดยปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าวออกสู่ตลาดแล้ว 4 รุ่น และวางแผนจะเปิดตัวอีก 4 รุ่นในปีนี้ พร้อมเปิดตัวรุ่นไฮไลท์ที่นำเสนอเอกลักษณ์ให้ผู้บริโภคสามารถจดจำได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของเอเซอร์ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ภายในเดือนพฤษภาคมนี้

“เราต้องการเปลี่ยนภาพเอเซอร์ให้เป็นโมบิลิตี้ ความท้าทายคือการที่ลูกค้าจดจำภาพว่าเอเซอร์คือแบรนด์คอมพิวเตอร์และผู้นำตลาดโน้ตบุ๊ก บริษัทตั้งเป้าใช้กลยุทธ์ด้านการสื่อสารและเน้นสร้างประสบการณ์ใช้งานผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แก่ลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าด้วยศักยภาพของผลิตภัณฑ์ในขณะนี้ รวมถึงกลุ่มโฟนก็อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ในตลาด”

นายนิธิพัทธ์ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้บริษัทยังเน้นการทำตลาดโน้ตบุ๊กซึ่งคิดเป็น 80% ของการทำตลาดสินค้าทั้งหมด ขณะที่ไฮบริด แท็บเล็ต และโฟนนั้นคิดเป็นสัดส่วนรวมกันราว 20% โดยบริษัทมั่นใจว่ายังคงเป็นผู้นำในตลาดโน้ตบุ๊กด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 33% และเชื่อว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้อีกไม่ต่ำกว่า 10% ในปีนี้เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาดโน้ตบุ๊ก ส่วนตลาดเน็ตบุ๊กตนมองว่าจะถูกกลืนหายไปในที่สุด โดยกำลังซื้อส่วนดังกล่าวจะไปตกอยู่ในกลุ่มแท็บเล็ตเนื่องจากระดับราคาและความสามารถตอบสนองการใช้งานมีความใกล้เคียงกัน ด้านอัลตร้าบุ๊กก็จะมีการปรับเปลี่ยนรูปโฉมโดยอาจเน้นที่ความบางเบาลงจากเดิม และเน้นการใช้งานให้ใกล้เคียงแท็บเล็ตมากขึ้น ส่วนตลาดเดสก์ทอปนั้นยังคงมีอัตราการเติบโตอยู่บ้างเนื่องจากคุณสมบัติสามารถตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้บางกลุ่มได้.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,