?ไซแมนเทค? เปิดตัวโซลูชั่น ATP

โซลูชั่นที่สามารถตรวจจับและแก้ไขปัญหาภัยคุกคามขั้นสูง ได้ครอบคลุมทุกจุดควบคุม โดยสั่งการด้วยคลิกเดียวจากหน้าจอควบคุมเดียวกัน

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก เดลินัวส์

Tags:
, ,

‘ไซแมนเทค’ ชี้โจรไซเบอร์มุ่งโจมตีระบบจ่ายเงินออนไลน์

'ไซแมนเทค' ชี้โจรไซเบอร์มุ่งโจมตีระบบจ่ายเงินออนไลน์

ไซแมนเทค วิเคราะห์เทรนด์อาชญากรไซเบอร์ คาดพุ่งเป้าที่การขโมยข้อมูลออนไลน์ จากบัตรเดบิตและเครดิตที่ลูกค้าใช้จ่าย…

ไซแมนเทค ผู้ให้บริการด้านระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูล เปิดเผยว่า ปัจจุบัน แนวโน้มอาชญากรไซเบอร์พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ข้อมูลบัตรเครดิต ซึ่งการโจรกรรมข้อมูลทางออนไลน์สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่เครื่องคิดเงิน (Point of Sale – POS) ทั้งนี้ ประมาณ 60% ของการชำระค่าสินค้าที่เครื่องคิดเงินของผู้ค้าปลีกเป็นการชำระเงินด้วยบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต เนื่องจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องประมวลผลธุรกรรมหลายพันรายการต่อวันโดยผ่านระบบชำระเงิน ดังนั้น เครื่องคิดเงินจึงตกเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรที่ต้องการโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตจำนวนมาก

ปัจจุบันมีหลายฟอรั่มบนอินเทอร์เน็ตที่จำหน่ายข้อมูลบัตรเครดิตและบัตรเดบิตอย่างเปิดเผยในหลากหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่แพร่หลายมากที่สุด คือ “CVV2″ ซึ่งผู้ขายจะจัดหาหมายเลขบัตรเครดิต พร้อมรหัสความปลอดภัย CVV2 ซึ่งโดยปกติแล้วจะอยู่ที่ด้านหลังบัตรเครดิต ข้อมูลนี้เพียงพอที่จะทำการซื้อสินค้าทางออนไลน์ อย่างไรก็ตาม ผู้ขายบางรายยังนำเสนอข้อมูล Track 2 ที่สร้างรายได้มากกว่า โดยเป็นรหัสชวเลขสำหรับข้อมูลที่บันทึกไว้บนแถบแม่เหล็กของบัตร ซึ่งข้อมูลนี้ก่อให้เกิดผลกำไรได้มากกว่า เพราะคนร้ายจะสามารถทำบัตรปลอมและนำไปใช้ซื้อสินค้าตามร้านค้าทั่วไป หรืออาจใช้ถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มหากว่ามีรหัสผ่านของบัตร มูลค่าของข้อมูลนี้ปรากฏอยู่ในราคาขายทางออนไลน์ และราคาที่ว่านี้ก็แตกต่างหลากหลายอย่างมาก ข้อมูล CVV2 มีราคาตั้งแต่ 0.1 ดอลลาร์ ถึง 5 ดอลลาร์ต่อบัตรหนึ่งใบ ขณะที่ข้อมูล Track 2 อาจมีราคาสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบัตรหนึ่งใบ

ซึ่งคนไม่หวังดีสามารถได้ข้อมูลเหล่านี้จากการสกิมมิ่ง (Skimming) ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยเป็นการติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เพิ่มเติมไว้ที่เครื่องคิดเงิน และอุปกรณ์ที่ว่านี้จะอ่านข้อมูล Track 2 จากบัตร อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวจำเป็นต้องมีการเข้าถึงเครื่องคิดเงินโดยตรง และต้องใช้อุปกรณ์เพิ่มเติมซึ่งมีราคาแพง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่คนร้ายจะสามารถดำเนินการเช่นนี้ในวงกว้าง เพื่อแก้ไขปัญหานี้ คนร้ายจึงหันมาใช้โซลูชั่นซอฟต์แวร์ในรูปแบบของมัลแวร์ POS ด้วยการพุ่งเป้าโจมตีห้างค้าปลีกรายสำคัญๆ โดยอาศัยมัลแวร์ดังกล่าว คนร้ายจึงสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับบัตรหลายล้านใบจากการดำเนินการเพียงครั้งเดียว

โดยมัลแวร์ POS ใช้ประโยชน์จากช่องว่างในระบบรักษาความปลอดภัยในส่วนของวิธีการจัดการข้อมูลบัตร แม้ว่าข้อมูลบัตรจะถูกเข้ารหัสในขั้นตอนการส่งข้อมูลไปเพื่อขออนุมัติการชำระเงิน แต่ไม่มีการเข้ารหัสในขั้นตอนการประมวลผลการชำระเงิน เช่น ขณะที่คุณรูดบัตรที่จุดรับชำระเงินเพื่อจ่ายค่าสินค้า คนร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ในช่วงปี 2548 โดยอัลเบิร์ต กอนซาเลซ ได้ใช้วิธีนี้เพื่อโจรกรรมข้อมูลสำหรับบัตร 170 ล้านใบ จากนั้น ตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในส่วนของการซื้อขายมัลแวร์ที่อ่านข้อมูล Track 2 จากหน่วยความจำของเครื่องคิดเงิน ระบบ POS ส่วนใหญ่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์จึงค่อนข้างง่ายที่จะสร้างมัลแวร์สำหรับแพลตฟอร์มนี้ มัลแวร์นี้เรียกว่า memory-scraping malware เพราะจะตรวจหาข้อมูลในหน่วยความจำ เพื่อจับคู่แบบแผนของข้อมูล Track 2 และเมื่อพบข้อมูลนี้ในหน่วยความจำ ซึ่งเกิดขึ้นในทันทีที่มีการรูดบัตร ก็จะบันทึกไว้ในไฟล์บนเครื่องคิดเงิน ซึ่งผู้โจมตีจะสามารถเรียกดูไฟล์นี้ได้ในภายหลังมัลแวร์ POS ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ BlackPOS ซึ่งมีวางจำหน่ายบนฟอรั่มสำหรับอาชญากรรมในโลกไซเบอร์ โดยไซแมนเทคตรวจพบมัลแวร์นี้ในรูปแบบของ Infostealer.Reedum.B

ทั้งนี้ หลังพบมัลแวร์ POS ปัญหาต่อไปสำหรับผู้โจมตีก็คือการติดตั้งมัลแวร์ไว้บนเครื่องคิดเงิน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต แต่จะเชื่อมต่อกับเครือข่ายองค์กร ดังนั้นขั้นแรกผู้โจมตีจะต้องพยายามแทรกซึมเข้าสู่เครือข่ายองค์กร โดยอาจใช้จุดอ่อนในระบบที่ติดต่อกับบุคคลภายนอก เช่น การแฝงคำสั่ง SQL (SQL Injection) บนเว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือการค้นหาอุปกรณ์ต่อพ่วงที่ยังคงใช้รหัสผ่านตามค่ามาตรฐานจากผู้ผลิต และเมื่อเข้าไปในเครือข่ายได้แล้ว คนร้ายก็จะใช้เครื่องมือต่างๆ เพื่อเจาะเข้าสู่ส่วนที่โฮสต์ระบบ POS บนเครือข่าย? หลังจากที่ติดตั้งมัลแวร์ POS เรียบร้อยแล้ว ผู้โจมตีจะดำเนินมาตรการบางอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นกิจกรรมที่เขากำลังทำอยู่? มาตรการที่ว่านี้อาจได้แก่ การลบข้อมูลในล็อกไฟล์ หรือการปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้มัลแวร์ทำงานได้อย่างต่อเนื่องและเก็บรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

อย่างไรก็ตาม การโจรกรรมข้อมูลบัตรในลักษณะดังกล่าวมีแนวโน้มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลบัตรที่ขโมยมาได้สามารถนำออกขายได้ในช่วงสั้นๆ เท่านั้น เพราะบริษัทที่ออกบัตรเครดิตจะสามารถตรวจพบพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับเจ้าของบัตรที่มีความระมัดระวัง และนั่นหมายความว่าคนร้ายจะต้องเสนอขายหมายเลขบัตรเครดิตที่ออกใหม่อยู่เสมอ ส่วนข่าวดีก็คือ ผู้ค้าปลีกจะได้รับบทเรียนจากการโจมตีล่าสุดและดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันการโจมตีประเภทนี้ซึ่งอาจเกิดขึ้นอีก? นอกจากนี้เทคโนโลยีการชำระเงินจะเปลี่ยนแปลงไป โดยปัจจุบันผู้ค้าปลีกหลายรายในสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการชำระเงินแบบ EMV หรือ ชิพและรหัสพิน บัตรที่ใช้ชิพและรหัสพินจะปลอมแปลงได้ยากกว่ามาก จึงไม่ได้รับความสนใจจากคนร้ายมากนัก? และแน่นอนว่าอาจมีรูปแบบการชำระเงินแบบใหม่ที่เข้ามาแทนที่ เช่น สมาร์ทโฟนอาจทำหน้าที่แทนบัตรเครดิตเมื่อเทคโนโลยีการชำระเงินผ่านอุปกรณ์พกพาหรือ NFC (Near Field Communication) ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากขึ้น.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

‘ไซแมนเทค’ รับรายได้ลด หลังปรับโฉมองค์กรครั้งใหญ่

'ไซแมนเทค' รับรายได้ลด หลังปรับโฉมองค์กรครั้งใหญ่

ไซแมนเทค รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีการเงิน 2557 กวาดรายได้ 1,700 ล้านดอลลาร์ หลังปรับฝ่ายขายใหม่ดูแลลูกค้า…

เมื่อเร็วๆ นี้ ไซแมนเทค รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ประจำปีการเงิน 2557 สิ้นสุด ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2556 โดยระบุว่า มียอดรายได้ 1,700 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นอัตราลดลง 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และลดลง 4% หลังจากปรับเปลี่ยนตามสกุลเงิน

นายสตีฟ เบนเน็ตต์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไซแมนเทค กล่าวว่า ผลประกอบการที่ดีในช่วงไตรมาสเดือนธันวาคมเป็นผลจากการดำเนินธุรกิจที่ปรับปรุงดีขึ้น หลังจากมีการแบ่งฝ่ายขายออกเป็นทีมงานดูแลลูกค้าใหม่และทีมงานดูแลฐานลูกค้าเก่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา แม้ว่ารายได้จะลดลง แต่ผลประกอบการกลับดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม พวกเรายังไม่ยินดีจนกว่าตัวชี้วัดผลประกอบการทุกตัวจะมีการเติบโต แต่ถึงอย่างไรก็รู้สึกพอใจผลตัวเลขผลประกอบการซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการปรับเปลี่ยนองค์กรครั้งใหญ่

“ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ไซแมนเทคมีความก้าวหน้าอย่างมากใน 3 ด้านด้วยกัน ทั้งในส่วนผลิตภัณฑ์และบริการ กิจกรรมการตลาด และประสิทธิภาพการทำงานที่เพิ่มขึ้น เพื่อผลักดันการปรับปรุงผลประกอบการในระยะยาว มีกลยุทธ์ที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของไซแมนเทค และปรับปรุงการแก้ปัญหาที่สำคัญที่สุดให้กับลูกค้า ตลอดจนอยู่ในจุดที่คาดว่าได้ก้าวมาถึงในแผนการปฏิรูป 3-5 ปี พร้อมกับไซแมนเทคได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามที่จำเป็นให้บรรลุเป้าหมายในระยะยาว” นายสตีฟ กล่าว

ทั้งนี้ ไซแมนเทค ยังได้คาดการณ์รายได้สำหรับปีการเงิน 2557 ว่าอาจอยู่ที่ 6,666-6,706 ล้านดอลลาร์ เปรียบเทียบกับมูลค่า 6,906 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว อีกด้วย.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

‘ไซแมนเทค’ ชี้โอกาสธุรกิจสำเร็จ หากองค์กรมั่นใจด้านไอที

'ไซแมนเทค' ชี้โอกาสธุรกิจสำเร็จ หากองค์กรมั่นใจด้านไอที

ไซแมนเทค เผยดัชนีความเชื่อมั่นด้านไอทีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วโลก แจงองค์กรที่มีดัชนีความเชื่อมั่นในระดับสูง สะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างผลประกอบการทางธุรกิจที่ดี…

ไซแมนเทค คอร์ป เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นด้านไอทีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วโลกประจำปี 2556 ซึ่งดำเนินการโดย ReRez ที่ทำการวิจัยตั้งแต่ช่วงก.พ.-มี.ค.2556 ในองค์กรธุรกิจ 2,452 แห่ง (มีพนักงาน 10-250 คน) จาก 20 ประเทศ โดยพบว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มบี) ที่มีคะแนนความเชื่อมั่นด้านไอทีสูง ได้แก่ กลุ่มที่มีการนำไอทีไปใช้ในการขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จทางธุรกิจ กลุ่มที่มีประสบการณ์ในการใช้ไอทีเป็นเครื่องมือในการทำธุรกิจ และกลุ่มผู้ประกอบการที่มีการเติบโตทางธุรกิจที่ดี ล้วนมีผลจากการใช้ ไอทีเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน

นายประมุท ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ไซแมนเทค ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า การลงทุนด้านไอทีช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถเพิ่มผลผลิตในการทำงาน และเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดกับคู่แข่งในระดับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ดีขึ้น แต่ต้องแลกด้วยการจัดการกับความซับซ้อนของระบบไอทีและความเสี่ยงทางด้านไอที ได้แก่ การเตรียมความพร้อมในการรับมือและรักษาความปลอดภัยของระบบไอที กับภาวะภัยพิบัติซึ่งอาจทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถได้รับประโยชน์จากไอที เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจ

ผู้จัดการประจำประเทศไทย ไซแมนเทค ประเทศไทย กล่าวอีกว่า ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทยได้ตระหนักถึงเรื่องดังกล่าวและพบว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่จะต้องผลักดันกลยุทธ์ทางด้านไอที ช่วยให้บรรลุศักยภาพทางธุรกิจจึงจำเป็นต้องลงทุนทางไอทีเพื่อเพิ่มคุณค่าทางธุรกิจ กำหนดกลยุทธ์ทางด้านไอทีให้ตอบสนองวัตถุประสงค์หลักทางธุรกิจ และจัดการไอทีในองค์กรให้เป็นไปตามแบบแผน

นอกจากนี้ ไซแมนเทคยังทำการสำรวจธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทั่วโลกเกือบ 2,500 แห่ง เพื่อตรวจสอบทัศนคติของกลุ่มธุรกิจที่มีต่อไอที โดยมการสำรวจจากกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มบีในประเทศไทยจำนวน 100 ราย และนำผลการสำรวจเหล่านี้มาใช้สร้างเป็นดัชนีความเชื่อมั่นด้านไอทีของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อใช้เป็นมาตรในการวัด ระดับความเชื่อมั่นในการใช้ไอทีของธุรกิจเอสเอ็มบี เพื่อตอบสนองกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในทางธุรกิจ โดยแบ่งธุรกิจที่ถูกสำรวจออกเป็น 3 ลำดับชั้น เพื่อเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างธุรกิจที่อยู่ลำดับที่มีดัชนี ความเชื่อมั่นในระดับสูง (Top Tier) และดัชนีความเชื่อมั่นในระดับค่อนข้างต่ำซึ่งเป็นพื้นฐานประเด็นสำคัญในการสำรวจครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้ทำให้การรักษาความปลอดภัยข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญทางธุรกิจด้วย โดย 78% ระบุว่าพวกเขาค่อนข้างให้ความสำคัญในเรื่องรักษาความปลอดภัยอย่างมาก เทียบกับ 39% สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีดัชนีความเชื่อมั่นในระดับต่ำ และ 69% ในประเทศไทยพวกเขายังเล็งเห็นว่าการโจมตีทางออนไลน์ยังมีไม่มากนัก และการสูญเสียค่าใช้จ่ายยังอยู่ในระดับต่ำ โดย 51% สูญเสียค่าใช้จ่ายรายปีจากการโจมตีทางออนไลน์ต่ำมาก เมื่อเทียบกับ 13% ในองค์กรที่มีดัชนีความเชื่อมั่นในระดับต่ำ และ 25% ของประเทศไทยในส่วนอื่นๆ เช่น การจัดการระบบจัดเก็บข้อมูล ระยะเวลาในการสำรองข้อมูล และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ บริษัทที่มีดัชนีความเชื่อมั่นในระดับสูงให้เหตุผลว่าได้รับผลกระทบน้อยมากจากความซับซ้อนด้านไอที.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

‘ไซแมนเทค’ เร่งพลิกกลยุทธ์ธุรกิจความปลอดภัย หลังรายได้หด

'ไซแมนเทค' เร่งพลิกกลยุทธ์ธุรกิจความปลอดภัย หลังรายได้หด

ไซแมนเทค ยอมรับผลประกาศไตรมาส 2 ของปี ลดลง 4% เดินหน้ารับกลยุทธ์ใหม่แบบ 4.0 หนุน 3 กลุ่มธุรกิจทั้งการป้องกันและเพิ่มผลผลิตในการทำงานของผู้ใช้ การรักษาความปลอดภัย และการจัดการข้อมูล…

ไซแมนเทค คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยผลประกอบการของไตรมาสที่ 2 ของปี 2014 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 27 ก.ย.2013 (ไซแมนเทค เริ่มปีงบประมาณ 2014 ในเดือน เม.ย.2013-มี.ค.2014) โดยมีข้อมูลซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ซึ่งไซแมนเทคมีรายได้รวมกว่า 1,640 ล้านดอลลาร์ ลดลง 4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่ง นายสตีฟ เบนเน็ตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ไซแมนเทค กล่าวว่า นับแต่บริษัทประกาศกลยุทธ์ใหม่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ช่วยให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจ ทั้งการส่งมอบงานให้ลูกค้าและคู่ค้ามากขึ้น การจัดสรรทรัพยากรเพื่อพัฒนาข้อเสนอแบบบูรณาการใหม่ ๆ การแยกหน่วยงานด้านการขายออกเป็นทีม เพื่อดูแลการต่ออายุผลิตภัณฑ์ของลูกค้าเก่าและทีมขายสำหรับธุรกิจใหม่ ตลอดจนทำให้โครงสร้างการจัดการของไซแมนเทคให้มีความเรียบง่ายขึ้น ไตรมาสนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายในปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของไซแมนเทค โดยคาดว่าการดำเนินธุรกิจของไซแมนเทคจะนำไปสู่การเติบโต

ด้าน นายดริว เดล แมทโต รักษาการ หัวหน้าเจ้าหน้าที่การเงิน ไซแมนเทค กล่าวว่า การปรับกลยุทธ์เป็นความจำเป็น และจะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว แม้รายได้ของบริษัทจะลดลงในไตรมาสที่สิ้นสุดเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่กลับทำรายได้จากการดำเนินงานและกำไรต่อหุ้นได้มากขึ้น เนื่องจากรายได้ที่ลดลงในไตรมาสที่สองและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของไซแมนเทคกำลังดำเนินการอยู่ ทำให้มีรายได้ในปีงบประมาณ 2014 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ 4.0 ตามที่ประกาศไว้ ไซแมนเทค จึงแยกธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่มใหม่ ได้แก่ 1. ส่วนการป้องกันและเพิ่มผลผลิตในการทำงานของผู้ใช้ (User Productivity & Protection) ซึ่งประกอบด้วยการรักษาความปลอดภัยและการจัดการอุปกรณ์ปลายทาง? (endpoint) , การเข้ารหัส และการให้บริการแก่ผู้ใช้งานแบบโมบายล์ 2. ส่วนการรักษาความปลอดภัยข้อมูล (Information Security) ทั้งการรักษาความปลอดภัยอีเมล์และเว็บ บริการตรวจสอบตัวตน การรักษาความปลอดภัยของศูนย์ข้อมูล และการป้องกันการสูญหายของข้อมูลทางธุรกิจ 3. ส่วนการจัดการข้อมูล (Information Managemen) ประกอบด้วยการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการสำรอง และการกู้คืนข้อมูล ระบบข้อมูลอัจฉริยะ รวมถึงการเก็บรักษาข้อมูล การค้นหาแบบอิเล็กทรอนิกส์ และความพร้อมในการใช้งานของข้อมูล

อย่างไรก็ตาม แนวทางปีงบประมาณ 2014 เนื่องจากรายได้ในไตรมาสที่ 2 มีอัตราการปรับลดลง ประกอบกับมีการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจสำคัญที่ไซแมนเทคกำลังผลักดันอยู่ ได้ปรับลดตัวเลขการคาดการณ์รายได้ประจำปีลง โดยไซแมนเทคคาดว่ารายได้จะลดลงประมาณ 3-4% ในอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ขณะที่ไตรมาสสามของปี 2014 คาดว่าจะมีรายได้ 1,630-1,670 ล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับ 1,790 ล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,

‘ไซแมนเทค’ เผยกลยุทธ์ใหม่ เน้นง่าย-สะดวก-ปกป้องสูง คุ้มครองลูกค้า

'ไซแมนเทค' เผยกลยุทธ์ใหม่ เน้นง่าย-สะดวก-ปกป้องสูง คุ้มครองลูกค้า

ไซแมนเทค คอร์ป พลิกโฉมองค์กร หวังเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความซับซ้อนในการบริหารงาน ปักธง 6-24 เดือน เร่งพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายของผู้บริโภค…

ไซแมนเทค คอร์ป ประกาศกลยุทธ์ใหม่ที่จะปรับเปลี่ยนองค์กรให้เรียบง่ายและเหมาะสม เพื่อนำมาซึ่งผลการดำเนินงานที่ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์สำคัญสำหรับลูกค้าและพันธมิตร โดยนายสตีฟ เบ็นเน็ตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารระดับสูงของไซแมนเทค กล่าวว่า กลยุทธ์ของไซแมนเทคนั้นง่ายและชัดเจน เรามุ่งหวังให้ผู้บริโภค ภาคธุรกิจ ภาครัฐ หรือทุกระดับทุกกลุ่มใช้เวลาและพลังของพวกเขาไปกับสิ่งที่พวกเขาปรารถนา โดยไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาไปกับความห่วงหรือใส่ใจกับปัญหาวิถีชีวิตในโลก ดิจิตอลของพวกเขาจะปลอดภัยหรือได้รับการปกป้องหรือไม่ เรื่องดังกล่าวสำคัญมากที่ไซแมนเทคต้องโฟกัสและทำให้ทุกอย่างดีขึ้นและง่ายขึ้น สำหรับลูกค้าและพันธมิตรของเรา เป้าหมายของเราไม่ซับซ้อน เราจะมอบผลิตภัณฑ์ที่ดียิ่งกว่าและบริการที่ออกแบบเฉพาะสำหรับลูกค้า และปรับปรุงให้ง่ายขึ้นสำหรับพวกเขาในการวิเคราะห์ ซื้อ ใช้ และขอความช่วยเหลือซัพพอร์ตเมื่อพวกเขาต้องการ

เป้าหมายของไซแมนเทค คือการปรับปรุงพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องพัฒนานวัตกรรมใหม่ ให้ก่อเกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการที่สำคัญหรือที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง เมื่อเวลาผ่านไปลูกค้าจะมีทางเลือกมากขึ้นและดียิ่งขึ้นอันช่วยตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้อย่างต่อเนื่องและก่อเกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่า ไซแมนเทคจึงมุ่งเน้นใน 10 ด้าน สำคัญที่จะรวมผลิตภัณฑ์และบริการเดิมที่มีอยู่สร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ นวัตกรรมใหม่และโซลูชั่นที่ครบวงจร ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้ พร้อมด้วยการเชื่อมโยงและมูลค่าที่สูงขึ้น โดยภาพรวมของกระบวนการพัฒนาจะใช้เวลาประมาณ 6 ถึง 24 เดือน ขึ้นอยู่กับรายละเอียดในแต่ละโซลูชันที่จะมอบให้

สิ่งที่เราจะนำเสนอในอนาคตนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อตอบโจทย์สำคัญที่ลูกค้าต้องการ 3 ด้าน ได้แก่ ทำให้ง่ายขึ้น เพื่อการใช้งานที่สะดวกและปกป้องได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน ทำให้การดำเนินธุรกิจปลอดภัยและเป็นไปตามข้อกำหนดกฎหมายต่างๆ และสุดท้ายคือ ปกป้องข้อมูลทางธรุกิจและช่วยให้แอพพลิเคชั่นต่างๆ ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ไซแมนเทคจะมุ่งเน้นการพัฒนาในจุดสำคัญๆ อันได้แก่ Mobile Workforce Productivity , Norton Protection , Norton Cloud , Information Security Services , Identity/Content-Aware Security Gateway , Data Center Security , Business Continuity , Integrated Backup , Cloud-Based Information Managementและ Object Storage Platform

นอกจากนี้ ไซแมนเทค ได้เพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา และคิดค้นนวัตกรรมภายใน สำหรับตอบโจทย์สำหรับความต้องการในยุคต่อไป เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถอินทิเกรตการทำงานร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อเพิ่มมูลค่าสำหรับลูกค้า สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ลูกค้าหมดกังวลกับความท้าทายในการจัดการข้อมูลและการปกป้องได้ในทุกจุดทั้งในระดับเครือข่ายและระดับข้อมูล ขณะที่กระบวนการขายของไซแมนเทคจะดำเนินอย่างต่อเนื่องโดยใช้ช่องทางจัดจำหน่ายปัจจุบันในการดูแลลูกค้าปัจจุบันและให้อิสระกับการกำกับดูแลงานขายของทีมขายไซแมนเทคมากขึ้น เพื่อมุ่งเน้นการสร้างธุรกิจใหม่ๆ โดยไซแมนเทคจะขยายงานการตลาดขององค์กรให้มากขึ้นผ่านทรัพยากรที่สำคัญและความสามารถในการเร่งการเข้าถึงเป้าหมายและเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ไซแมนเทคได้สร้างสำนักประธานบริหารแห่งใหม่ เป็นสำนักงานของทีมบริหารระดับสูง อาทิ เจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินระดับสูง ประธานส่วนผลิตภัณฑ์และบริการ และเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นเพื่อเสริมการตัดสินใจด้านการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกับเบ็นเน็ตต์ในแต่ละวัน โดยรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งรายงานเหล่านี้ขึ้นกับฟังก์ชั่นการทำงาน ได้แก่ งานทรัพยากรบุคคล งานการเงิน งานด้านกฎหมาย เป็นต้น และรายงานยอดขายตามภูมิภาคโดยผู้บริหารงานขายสูงสุดในแต่ละภูมิภาค รวมถึงยังมีทีมงานระดับสูงส่วนอื่นๆ อาทิ เจ้าหน้าที่บริหารส่วนงานเทคโนโลยีสารสนเทศ การตลาด การสื่อสารและเทคโนโลยี ซึ่งจะเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่รายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เพื่อทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและสามารถประยุกต์ปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วตามความต้องการของลูกค้า ด้วยกลยุทธ์นี้จะส่งผลให้จำนวนผู้บริหารระดับสูงและผู้บริหารระดับกลางเพื่อการตัดสินใจนั้นลดลง โดยกระบวนการนี้จะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2556 อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ดำเนินการตามกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไซแมนเทคคาดการณ์ว่าจะมีอัตรารายได้ที่เติบโตขึ้นอย่างมั่นคงมากกว่า 5% และอัตรากำไรจากการดำเนินธุรกิจ (non-GAAP) ดีกว่า 30% ภายใน 2-3 ปีข้างหน้า.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

‘ไซแมนเทค’ ผุด 2 โครงการ กระตุ้นภาคธุรกิจปรับระบบโมบิลิตี้

'ไซแมนเทค' ผุด 2 โครงการ กระตุ้นภาคธุรกิจปรับระบบโมบิลิตี้

ไซแมนเทค จับมือนักพัฒนาสร้างแอพฯ สำหรับใช้งานในองค์กร หวังกระตุ้นให้องค์กรธุรกิจนำระบบโมบายล์มาใช้งานได้รวดเร็วขึ้น…

ไซแมนเทค คอร์ป เปิดตัว 2 โครงการใหม่ที่จะช่วยให้องค์กรธุรกิจเร่งการปรับใช้ระบบโมบิลิตี้ โดยโครงการดังกล่าว ได้แก่ App Center Ready Program ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้นักพัฒนาสามารถสร้างโปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นที่มีคุณสมบัติด้านการรักษาความปลอดภัยข้อมูลแบบพร้อมใช้งานในองค์กรได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโค้ด และ Mobility Solution Specialization Program สำหรับตัวแทนจำหน่าย รวมไปถึงชุดโซลูชั่นโมบายล์ซึ่งครอบคลุมการจัดการอุปกรณ์ การจัดการแอพพลิเคชั่น และป้องกันภัยคุกคามบนอุปกรณ์พกพา

จากผลการสำรวจสถานะโมบิลิตี้ (State of Mobility Survey) ของไซแมนเทค พบว่าเกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรที่ตอบแบบสำรวจ หรือประมาณ 48% มองว่าโมบิลิตี้เป็นความท้าทายหนึ่งที่จำเป็นต้องได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ไซแมนเทคเพิ่มความสะดวกในการดำเนินกระบวนการนี้ ด้วยการทำงานร่วมกับนักพัฒนาซอฟต์แวร์และพันธมิตรที่ดูแลการติดตั้งระบบ เพื่อสร้างโปรแกรมสำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์ และโปรแกรมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีโมบิลิตี้สำหรับผู้แทนจำหน่าย ที่องค์กรธุรกิจต่างๆ สามารถพึ่งพาได้ด้วย 2 โครงการดังกล่าว รวมถึงชุดโซลูชั่นโมบิลิตี้ระดับองค์กรที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรม ไซแมนเทครองรับความต้องการที่สำคัญทั้ง 5 ด้านในการใช้งานโมบิลิตี้ระดับองค์กร ซึ่งได้แก่ ผู้ใช้และการเข้าถึงโปรแกรม (user and app access) การปกป้องโปรแกรมและข้อมูล (app and data protection) การจัดการอุปกรณ์ (device management) การป้องกันภัยคุกคาม (mobile security) และการใช้ไฟล์ร่วมกันอย่างปลอดภัย (secure file sharing)

นายประมุท ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทยของไซแมนเทค กล่าวว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการขยายธุรกิจ องค์กรต่างๆ จึงพยายามมองหาแอพพลิเคชั่น พันธมิตร และผลิตภัณฑ์ที่สามารถเชื่อถือได้ ไซแมนเทคช่วยให้ฝ่ายไอทีขององค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและความคล่องตัวในการทำงานในทุกที่แก่พนักงาน ภายใต้รูปแบบการปรับใช้เทคโนโลยีที่สะดวกและยืดหยุ่น ด้วยการผสานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไว้ในชุดโซลูชั่นเดียว และคิดราคาตามจำนวนผู้ใช้ ถือเป็นการปรับปรุงรูปแบบการให้ใบอนุญาตใช้งาน (ไลเซ่นส์) โดยคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงที่พนักงานแต่ละคนมักจะใช้อุปกรณ์ 2 เครื่องขึ้นไป.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

‘ไซแมนเทค’ จี้องค์กรเห็นความสำคัญยุคข้อมูล ปรับระบบลดค่าใช้จ่าย

'ไซแมนเทค' จี้องค์กรเห็นความสำคัญยุคข้อมูล ปรับระบบลดค่าใช้จ่าย

ไซแมนเทค เผยผลสำรวจองค์กรธุรกิจรับภาระค่าใช้จ่ายข้อมูลดิจิตอลสูง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี การปกป้องและจัดการข้อมูลยังเป็นปัญหา…

ไซแมนเทค คอร์ป เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับภาระค่าใช้จ่ายด้านข้อมูลขององค์กรธุรกิจ ว่าองค์กรทั่วโลกต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนข้อมูลถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ตามผลการสำรวจสถานะของข้อมูล (State of Information Survey) ฉบับแรก ตั้งแต่ข้อมูลลับของลูกค้าไปจนถึงทรัพย์สินทางปัญญา ธุรกรรมทางการเงิน แต่ละองค์กรต้องบริหารจัดการดูแลข้อมูลจำนวนมหาศาล นอกจากจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการแข่งขันและปรับปรุงประสิทธิภาพ การทำงานแล้วยังช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดได้ในระยะยาวด้วย?ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าข้อมูลดิจิตอลคิดเป็นสัดส่วนถึง 49% ของมูลค่าทั้งหมดขององค์กร โดยผลการศึกษานี้อ้างอิงการตอบแบบสอบถาม 4,506 ชุดใน 38 ประเทศ รวมถึงแบบสอบถาม 100 ชุดจากประเทศไทย?ซึ่งพบว่าในประเทศไทย ราว 50% ของมูลค่าองค์กรมาจากข้อมูลที่องค์กรนั้นๆ มีอยู่

นายประมุท ศรีวิเชียร ผู้จัดการประจำประเทศไทย ไซแมนเทค กล่าวว่า ปัจจุบันข้อมูลนับว่ามีมูลค่าทางการเงินสำหรับองค์กรธุรกิจ องค์กรต่างผลิตข้อมูลจำนวนมหาศาลช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าและปรับปรุงประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันข้อมูลดังกล่าวอาจก่อความเสียหายต่อองค์กรได้เช่นกันหากไม่ได้รับการปกป้องอย่างเหมาะสม?บริษัทต่างๆ จึงต้องมองหาหนทางประหยัดค่าใช้จ่ายสำหรับการปกป้องข้อมูลและปรับปรุงศักยภาพในการทำงาน

ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจทุกขนาดต้องบริหารจัดการดูแลข้อมูลจำนวนมหาศาล โดยข้อมูลทั้งหมดที่องค์กรธุรกิจต้องจัดเก็บในปัจจุบันมีปริมาณสูงถึง 2.2 เซตตาไบต์ และโดยเฉลี่ยองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มบี) มีข้อมูลราว 563 เทราไบต์ เปรียบเทียบกับองค์กรขนาดใหญ่ซึ่งมีข้อมูลโดยเฉลี่ย 100,000 เทราไบต์ นอกจากนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวยังเปิดเผยว่าข้อมูลมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น 67% ในช่วงปีหน้าสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ และเพิ่มขึ้น 178% สำหรับธุรกิจเอสเอ็มบี โดยเฉลี่ยองค์กรขนาดใหญ่เสียค่าใช้จ่ายสำหรับข้อมูล 38 ล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่ธุรกิจเอสเอ็มบีเสียค่าใช้จ่าย 332,000 ดอลลาร์?อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายต่อปีสำหรับพนักงานแต่ละคนในธุรกิจเอสเอ็มบีอยู่ในระดับที่สูงกว่ามาก คือ 3,670 ดอลลาร์ เปรียบเทียบกับ 3,297 ดอลลาร์สำหรับองค์กรขนาดใหญ่

เมื่อปีที่ผ่านมา 69% ขององค์กรธุรกิจประสบปัญหาข้อมูลสูญหายในหลากหลายลักษณะ อาทิ ข้อผิดพลาดของบุคลากร อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หยุดทำงาน การละเมิดระบบรักษาความปลอดภัย หรืออุปกรณ์สูญหายหรือถูกโจรกรรม?นอกจากนี้ 69% ยังพบปัญหาข้อมูลลับถูกเปิดเผยสู่ภายนอกองค์กร และ 31% ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล?รวมถึงอีกปัญหาท้าทายคือ องค์กรธุรกิจจัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนเป็นจำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วข้อมูล 42% เป็นข้อมูลซ้ำซ้อน? นอกจากนี้ยังมีการใช้พื้นที่สตอเรจอย่างไร้ประสิทธิภาพ โดยมีสัดส่วนการใช้งานเพียง 31% ภายในไฟร์วอลล์ และ 18% ภายนอกไฟร์วอลล์ โดยประเด็นปัญหาสำคัญกว่า 30% ขององค์กรธุรกิจ คือการขยายข้อมูล เนื่องจากข้อมูลมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ไร้ระเบียบ เข้าถึงได้ยาก และมีข้อมูลซ้ำซ้อนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม องค์กรธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญแก่ข้อมูลอย่างจริงจัง เพื่อช่วยให้องค์กรธุรกิจปกป้องข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไซแมนเทคเสนอคำแนะนำ ได้แก่ การมุ่งเน้นข้อมูล ไม่ใช่อุปกรณ์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วยแนวทางในการนำเอาอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน (BYOD) และเทคโนโลยีคลาวด์ ดังนั้น มาตรการปกป้องจึงต้องมุ่งเน้นที่ข้อมูลเป็นหลักไม่ใช่ที่อุปกรณ์หรือดาต้าเซ็นเตอร์ องค์กรธุรกิจต้องสามารถแยกข้อมูลที่ไร้ประโยชน์ออกจากข้อมูลธุรกิจที่มีค่าและปกป้องข้อมูลอย่างเหมาะสม ขณะเดียวกันก็ต้องขจัดข้อมูลซ้ำซ้อน (Deduplication) และการจัดเก็บข้อมูลระยะยาว (Archiving) ?ช่วยให้บริษัทปกป้องข้อมูลได้มากขึ้น ทั้งยังต้องกำหนดนโยบายที่สม่ำเสมอสำหรับข้อมูล เพื่อบังคับใช้ได้ในทุกกรณีไม่ว่าข้อมูลจะเก็บไว้ที่ใด รวมถึงการวางแผนสำหรับความต้องการใช้งานข้อมูลในอนาคต โดยปรับใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, ,