ไอบีเอ็ม แนะองค์กรรับมือหลังแฮกเกอร์พัฒนาฝีมือ

ไอบีเอ็ม แนะองค์กรรับมือหลังแฮกเกอร์พัฒนาฝีมือ

ไอบีเอ็มเปิดเผยรายงานแนวโน้มและความเสี่ยง X-Force ประจำครึ่งปี 2556 ชี้ลักษณะการโจมตีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องเพิ่มความรู้เกี่ยวกับช่องโหว่ และจุดอ่อนด้านความปลอดภัย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ…

ไอบีเอ็มเปิดเผยรายงานแนวโน้มและความเสี่ยง X-Force ประจำครึ่งปี 2556 ระบุว่า องค์กรธุรกิจจำเป็นที่จะต้องเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับช่องโหว่และจุดอ่อนด้านความปลอดภัยเพราะลักษณะการโจมตีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ด้วยปัจจัยทางเทคโนโลยีโมบายล์และโซเชียล องค์กรจึงต้องพร้อมต่อสู้กับภัยคุกคามด้านความปลอดภัยใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะนี้ ผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยสารสนเทศ หรือ ซีไอเอสโอ (Chief Information Security Officer) ตระหนักดีว่าการโจมตีในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ สามารถก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อองค์กร และจุดอ่อนด้านความปลอดภัยที่ไม่ได้รับการแก้ไขป้องกันในเว็บแอพพลิเคชั่น รวมไปถึงซอฟต์แวร์บนเซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์ของผู้ใช้ ก็เสี่ยงต่อการเปิดให้ถูกโจมตีในภายหลัง? แอพพลิเคชั่นและซอฟต์แวร์ที่มีช่องโหว่ ยังคงถูกใช้เป็นช่องทางในการละเมิดระบบรักษาความปลอดภัยปีแล้วปีเล่า?

อย่างไรก็ตาม รายงาน X-Force ฉบับล่าสุดชี้ว่า แฮกเกอร์หรือผู้โจมตีในปัจจุบันได้พัฒนาทักษะของตนเอง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กร ผู้โจมตีเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากความไว้ใจของผู้ใช้เพื่อดำเนินการโจมตีในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย เทคโนโลยีโมบายล์ และการโจมตีด้วยการฝังโค้ดอันตรายไว้ในเว็บไซต์ยอดนิยม หรือที่เรียกว่าการโจมตีในรูปแบบ Watering Hole

ฉวยประโยชน์จากสังคมออนไลน์ที่ได้รับความไว้วางใจ

ในช่วงกลางปี 2556 ผู้โจมตียังคงมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสัมพันธภาพที่ได้รับความไว้วางใจผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ตั้งแต่การส่งอีเมล์สแปมที่ดูเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงการส่งลิงก์อันตรายที่ดูเหมือนว่าจะมาจากเพื่อนหรือคนที่คุณกำลัง ?ติดตาม? การโจมตีเหล่านี้ใช้การได้จริง และเป็นช่องทางที่ทำให้แฮกเกอร์สามารถเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กร เพื่อรับมือกับการโจมตีดังกล่าว โซเชียลเน็ตเวิร์กได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกมากขึ้นในการสแกนลิงก์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในโพสต์ ทั้งข้อความสาธารณะและส่วนตัว

อาชญากรกำลังขายบัญชีหรือแอคเคาท์บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยบางบัญชีมีเจ้าของอยู่แล้ว แต่ข้อมูลรหัสผ่านถูกเปิดเผย ส่วนบัญชีอื่นๆ ก็เป็นบัญชีที่สร้างขึ้นและออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือด้วยโปรไฟล์และเครือข่ายการติดต่อที่ดูสมจริง ทั้งยังมีการสร้างยอด ?ไลค์? หรือปลอมแปลงความคิดเห็น และขณะเดียวกันก็ปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อก่ออาชญากรรม ซึ่งเปรียบได้กับการปลอมแปลงบัตรประชาชน แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตนเองด้วยกลุ่มเพื่อนๆ

ทีมงาน X-Force ของไอบีเอ็มคาดว่าการใช้ เทคนิคล่อลวง (Social Engineering) จะมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยผู้โจมตีจะสร้างเครือข่ายตัวตนผู้ใช้ที่ซับซ้อน พร้อมทั้งปรับแต่งวิธีการหลอกล่อเหยื่ออย่างแนบเนียน แม้ว่าองค์กรจะใช้เทคโนโลยีและระบบควบคุมที่ทันสมัย และมีการกำหนดและปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม แต่ท้ายที่สุดแล้วความไว้วางใจของผู้ใช้ก็อาจนำไปสู่การหลบเลี่ยงมาตรการต่างๆ ของฝ่ายรักษาความปลอดภัย

การวางยาในเว็บไซต์ยอดนิยม

วิธีการโจมตีแบบหนึ่งที่ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพก็คือ ผู้โจมตีเจาะกลุ่มเป้าหมายด้วยการฝังมัลแวร์ไว้ในเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เป้าหมายมักจะเข้าเยี่ยมชม บางเว็บไซต์อาจไม่มีโซลูชั่นและนโยบายการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและแข็งแกร่งเพียงพอ หรือถึงแม้ว่าจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด บรรดาแฮกเกอร์ก็ยังถือว่าคุ้มค่า ที่จะพยายามเจาะเข้าสู่ระบบเพื่อให้เข้าถึงฐานผู้ใช้

การโจมตีด้วยเทคนิค ?Watering Hole? นี้ นับเป็นตัวอย่างของการโจมตี ที่มีการใช้การดำเนินการที่ซับซ้อน เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ทันรู้ตัว ด้วยการเจาะระบบของเว็บไซต์ศูนย์กลาง และใช้เป็นฐานสำหรับการแพร่กระจายมัลแวร์ ผู้โจมตีจึงสามารถเข้าถึงเหยื่อที่มีความรู้ทางด้านเทคนิคค่อนข้างดี และไม่หลงกลการหลอกลวง ด้วย อีเมล์ฟิชชิ่ง (Phishing) แต่กลับไว้ใจเว็บไซต์ที่ว่านี้ และไม่คิดว่าจะเป็นอันตรายแต่อย่างใด

เทคนิคการเบี่ยงเบนและหันเหความสนใจ

การโจมตีแบบ DDoS (Distributed-Denial-of-Service) อาจถูกใช้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ ซึ่งจะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าสู่ระบบอื่นๆ ในองค์กร โดยมีการใช้วิธีแบบใหม่ นั่นคือ ระดมส่งข้อมูลเพื่อใช้แบนด์วิธจนทำให้บริการออนไลน์และระบบธุรกิจหยุดชะงัก ในขณะที่พนักงานฝ่ายไอทีกำลังวุ่นวายอยู่กับการตัดสินใจเรื่องความเสี่ยงนี่เอง ก็จะไม่ทันสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในภาพรวมทั้งหมด เช่นเดียวกับขอบเขตและความถี่ของการเจาะระบบเพื่อโจรกรรมข้อมูลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง องค์กรจึงจำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปสู่หลักการพื้นฐานของการรักษาความปลอดภัย โดยจะต้องมีการปรับใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อป้องกันความเสี่ยง ควบคู่ไปกับการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ใช้ทั่วทั้งองค์กร เพื่อลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

ไอบีเอ็ม ส่ง ‘NeXtScale’ตัวแทน HPC ยุคใหม่

ไอบีเอ็ม ส่ง 'NeXtScale'ตัวแทน HPC ยุคใหม่

ไอบีเอ็ม ประเทศไทย เปิดตัว NeXtScale System แพลตฟอร์มระบบ x86 จำนวนสูงสุดถึง 84 หน่วย และคอร์ประมวลผล 2,016 คอร์ ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ ของการประมวลผลแบบ HPC สมรรถนะเหนือกว่าเป็น 3 เท่าเมื่อเทียบกับแร็คเซิร์ฟเวอร์รุ่นปัจจุบันหนึ่งเครื่อง เพื่อการบริหารจัดการข้อมูลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว…

บริษัทไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด เปิดตัว NeXtScale เซิร์ฟเวอร์ใหม่ล่าสุดในตระกูล x86 จากไอบีเอ็ม ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรันแอพพลิเคชั่นด้วยสมรรถนะที่เทียบเท่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ในดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นสถาปัตยกรรมเปิดที่เรียบง่ายและยืดหยุ่น รองรับอุปกรณ์เสริมสำหรับการประมวลผล หน่วยจัดเก็บข้อมูล และหน่วยประมวลผลทางกราฟิก โซเชียลมีเดีย ระบบวิเคราะห์ข้อมูล Analytics รวมถึงการประมวลผลด้านเทคนิค และบริการคลาวด์ ทำให้ต้องพบกับข้อมูลปริมาณมหาศาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่สามารถตอบโจทย์การใช้ประโยชน์จากแหล่งและระบบข้อมูลดังกล่าวได้ ด้วยประสิทธิภาพสูงสุดในขณะที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด

ระบบรุ่นใหม่นี้ประกอบด้วยระบบ x86 จำนวนสูงสุดถึง 84 หน่วย และคอร์ประมวลผล 2,016 คอร์ ติดตั้งไว้บนแร็คมาตรฐาน EIA ขนาด 19 นิ้ว ช่วยเพิ่มความสะดวกในการผนวกรวมเข้ากับระบบที่มีอยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์? นอกจากนี้ยังใช้ส่วนประกอบมาตรฐาน เช่น การ์ด I/O และสวิตช์เครือข่ายที่ติดตั้งไว้ด้านบนสุดของแร็ค รองรับการเลือกใช้ส่วนประกอบอย่างยืดหยุ่นและเพิ่มความสะดวกในการปรับใช้? นอกจากนั้น ไอบีเอ็มยังจัดหาซอฟต์แวร์สแต็คที่ทรงพลังสำหรับรันบน NeXtScale เช่น IBM General Parallel File System, GPFS Storage Server, xCAT และ Platform Computing ที่เป็นเครื่องมือที่ดีเยี่ยมสำหรับการจัดตารางเวลา การบริหารจัดการ และการปรับปรุงประสิทธิภาพ

ผลลัพธ์ที่ได้คือ สถาปัตยกรรมหนึ่งเดียวที่เป็น open standard ที่มอบทั้งสมรรถนะและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อผสานร่วมกันอย่างกลมกลืนเข้ากับดาต้าเซ็นเตอร์ และอุปกรณ์ x86 ที่ลูกค้ามีอยู่? NeXtScale ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและลดค่าใช้จ่ายลง ด้วยพลังประมวลผลที่เหนือชั้นในขณะที่ใช้พื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์น้อยมากภายในดาต้าเซ็นเตอร์? เนื่องจากสามารถติดตั้งบนแร็คมาตรฐานและสามารถใช้งานร่วมกับส่วนประกอบมาตรฐานต่างๆ ที่มีการใช้งานอย่างกว้างขวาง พันธมิตรธุรกิจของไอบีเอ็มจึงสามารถนำเสนอเทคโนโลยีการประมวลผลประสิทธิภาพสูงของไอบีเอ็มให้แก่ผู้ใช้หลากหลายกลุ่ม

NeXtScale ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการรับส่งข้อมูล โดยสามารถรองรับ HPC, คลาวด์, กริด และเป็นโฮสต์ที่บริหารจัดการเวิร์กโหลดได้อย่างเหมาะสม? นอกจากนั้น ระบบรุ่นใหม่นี้ยังช่วยให้ลูกค้าปรับแต่งคอนฟิกเกอเรชั่นและส่วนประกอบต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น นับเป็นแพลตฟอร์มเดียวที่รองรับทุกการใช้งานได้อย่างครบวงจร

NeXtScale เหมาะสำหรับ: ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องการประสิทธิภาพ ความหนาแน่นของเซิร์ฟเวอร์ และความสามารถในการปรับขนาดอย่างยืดหยุ่น โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์แบบสาธารณะ (Public), ภายในองค์กร (P rivate) และแบบผสมผสาน (Hybrid) แอพพลิเคชั่นการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น ระบบการบริหารงานลูกค้าสัมพันธ์ ระบบการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ระบบการบริหารความเสี่ยง/การเงิน และรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ

พร้อมกันนี้ ไอบีเอ็มได้เปิดตัว x3650 M4 HD ที่พัฒนาต่อจาก x3650 M4 โดยนับเป็นครั้งแรกที่ประกอบด้วย RAID ขนาด 12 กิกะไบต์ ในเครื่องระดับนี้ พร้อมจำนวนสปินเดิล (Spindle) สูงกว่ารุ่นเดิม 60 เปอร์เซ็นต์สำหรับสตอเรจความจุสูงและประสิทธิภาพ IO ที่สูงกว่า จึงนับเป็นโซลูชั่นที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น บิ๊กดาต้า (Big Data) และเวิร์กโหลดที่สำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจ? IBM NeXtScale และ System x3650 M4 HD เป็นสองผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่จะสร้างความโดดเด่นให้กับกลุ่มผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ System x ที่ประกอบไปด้วย System x เซิร์ฟเวอร์สองซ็อกเก็ต รวมถึงแร็คและทาวเวอร์, Flex System, iDataPlex และ BladeCenter โดยผลิตภัณฑ์ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนด้วยโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ Intel Xeon E5-2600 v2 จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงถึง 45 เปอร์เซ็นต์

นายโจ ชาน รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจคอมพิวเตอร์ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ด้วยความยืดหยุ่นที่เหนือกว่า สมรรถนะระดับสุดยอด และประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยม พร้อมชุดซอฟต์แวร์ที่เปี่ยมด้วยพลัง NeXtScale จึงช่วยให้ลูกค้าของเราได้รับโซลูชั่นดาต้าเซ็นเตอร์อเนกประสงค์ที่มีความเหมาะสม สามารถจัดซื้อ และติดตั้งได้อย่างง่ายดาย การเปิดตัว NeXtScale และผลิตภัณฑ์อื่นๆ รวมถึงส่วนปรับปรุงต่างๆ นับเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการจัดหาโซลูชั่น x86 ประสิทธิภาพสูงที่มอบความคุ้มค่าสูงสุดให้แก่ลูกค้า

NeXtScale รองรับโปรเซสเซอร์ x86 ที่เร็วที่สุด รวมไปถึงหน่วยความจำความเร็วสูง 1866 MHz และสามารถผนวกรวมเข้ากับดาต้าเซ็นเตอร์หรือ แผนกไอทีขนาดเล็ก รองรับการใช้กระแสไฟฟ้า 100-240 โวลต์? NeXtScale สามารถใช้งานในดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอุณหภูมิสูงได้ (สูงสุดที่ 40 องศาเซลเซียส) ลดระบบทำความเย็นลง จึงช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานสำหรับผู้ใช้ลงได้? แนวคิด Native Expansion ของ NeXtScale ช่วยให้ผู้ใช้เพิ่มเติมฟังก์ชั่นทั่วไป เช่น ส่วนขยายสำหรับหน่วยการจัดเก็บข้อมูล หน่วยเร่งความเร็วในการแสดงผลกราฟิก หรือการประมวลผลร่วมกัน รองรับทั้งปัจจุบันและอนาคต? นอกเหนือจาก NeXtScale แล้ว ไอบีเอ็มยังได้นำเสนอชุดโซลูชั่นใหม่ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ในการกำหนดค่าโซลูชั่น HPC ระดับแผนก และระบบคลาวด์ขนาดเล็ก เช่น Ansys, MPI-BLAST และ OpenStack

NeXtScale นับเป็นระบบที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถจัดซื้อในรูปแบบของโหมดเดียว แชสซีเปล่า หรือแชสซีที่กำหนดค่าไว้แล้ว หรือแบบเต็มแร็คในรูปแบบของโซลูชั่น IBM Intelligent Cluster ที่ผ่านการทดสอบ ซึ่งตั้งค่าเรียบร้อยและพร้อมใช้งานได้ทันที ทั้งนี้ NeXtScale ในรูปแบบของ Intelligent Cluster จะถูกส่งถึงสถานที่ตั้งของลูกค้า โดยติดตั้งไว้บนแร็ค มีการเชื่อมต่อสายสัญญาณ และใช้เลเบลตามชื่อที่ผู้ใช้กำหนด พร้อมด้วย IMM และแอดเดรสที่ตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว และจะมีการทดสอบการใช้งานโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม? โซลูชั่นดังกล่าวจะช่วยลดระยะเวลาในการติดตั้งระบบก่อนใช้งานจริงได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังลดการสิ้นเปลืองของบรรจุภัณฑ์ได้อย่างมากเลยทีเดียว พันธมิตรธุรกิจของไอบีเอ็มจึงสามารถสั่งซื้อในรูปแบบของส่วนประกอบ (building blocks) และสามารถเพิ่มเติมส่วนประกอบ บริการเสริม และการสนับสนุนเพื่อขยายโอกาสในการเพิ่มรายได้ ช่วยให้ลูกค้าและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีในกลุ่ม x86 ได้ง่ายขึ้น.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

ไอบีเอ็ม เผยผลสำรวจซีอีโออาเซียนปรับตัวรับ AEC2015 มากขึ้น

ไอบีเอ็ม เผยผลสำรวจซีอีโออาเซียนปรับตัวรับ AEC2015 มากขึ้น

ไอบีเอ็ม ชี้ แนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลกไปสู่ยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ระบุผู้นำรุ่นใหม่ควรจะปรับตัว ขณะที่ผลสำรวจระบุซีอีโอทั่วโลกจาก 64 ประเทศต่างยอมรับวัฒนธรรมที่มีการเชื่อมถึงกันมากขึ้น…

ไอบีเอ็ม ชี้แนวโน้มทิศทางการเปลี่ยนแปลงของโลก ไปสู่ยุคที่เศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงกันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น (connected economy)? กระแสของการทำธุรกิจแบบไร้พรมแดน หรือ globalisation และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสื่อสาร การแลกเปลี่ยนข้อมูลของผู้คน และวิธีการทำงาน เรากำลังเข้าสู่ภาวะที่สังคม เศรษฐกิจ และธุรกิจเชื่อมโยงถึงกันได้หมด ทำให้โลกก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ รวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ? AEC 2015 ที่กำลังเกิดขึ้นในอีก 3 ปี ข้างหน้าทำให้ธุรกิจไทยต้องปรับตัว หาแนวทางใหม่ เพื่อสร้างความความเติบโต และแข่งขันได้ในตลาดโลก

ในโอกาสครบ 60 ปี ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จึงได้นำเสนอ ผลการสำรวจความคิดเห็นครั้งสำคัญของซีอีโอทั่วโลก กว่า 1,700 คนจาก 64 ประเทศ และ 18 กลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งระบุว่าบรรดาผู้บริหารระดับซีอีโอกำลังเปลี่ยนแปลงลักษณะการทำงาน ด้วยการเพิ่มความโปร่งใส การเปิดกว้าง และขยายขีดความสามารถของพนักงาน เพื่อปรับเปลี่ยนจากแนวทางการสั่งการและควบคุมแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารที่ถูกใช้ในองค์กรยุคใหม่มานานกว่าหนึ่งศตวรรษ การชี้ทิศทางธุรกิจดังกล่าวนี้ จะเป็นประโยชน์กับนักธุรกิจในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการนำพาองค์กร ให้สามารถเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า การนำเสนอแนวคิดของซีอีโอ ครั้งนี้เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำของไอบีเอ็ม ด้านนวัตกรรมการทำธุรกิจ ที่นำมาถ่ายทอดให้กับนักธุรกิจไทย ผลการศึกษาของไอบีเอ็ม เผยให้เห็นว่า เทคโนโลยีถูกมองว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง ในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร โดยซีอีโอกว่าครึ่งหนึ่งทั้งจากทั่วโลกและในอาเซียน มีแผนที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความสะดวก ในการร่วมมือและประสานงานกับองค์กรภายนอก ในขณะที่ 47 เปอร์เซ็นต์ ของซีอีโอในอาเซียน กำลังปรับเปลี่ยนการมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมการประสานงานร่วมกันภายในองค์กรอย่างเหมาะสม

จากผลการสำรวจความคิดเห็นซีอีโอของไอบีเอ็ม ( IBM CEO Study) ชี้ว่า บริษัทที่มีผลประกอบการดีกว่าบริษัทอื่นๆ มีแนวโน้มมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ที่จะระบุว่าการเปิดกว้าง (Openness) ซึ่งหมายถึงการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญ ในการประสานงานและสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน ถือเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อองค์กรของตน ปัจจุบันผู้บริหารซีอีโอกำลังปรับใช้รูปแบบใหม่ในการทำงาน โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกภายในองค์กรและเครือข่ายเพื่อคิดค้นแนวคิดและโซลูชั่นใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลกำไรและขยายธุรกิจให้เติบโต โดยผลสำรวจยังพบว่า ซีอีโอจะเปลี่ยนจากการใช้อีเมล และโทรศัพท์ที่เดิมเป็นช่องทางหลักในการสื่อสาร เพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้า คู่ค้า และพนักงานรุ่นใหม่ในอนาคต โดยหันไปใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์หรือโซเชียลเน็ตเวิร์ก เป็นช่องทางใหม่สำหรับการติดต่อสื่อสารโดยตรง?

ขณะนี้ มีซีอีโอเพียงแค่ 16 เปอร์เซ็นต์ ที่ใช้แพลตฟอร์มโซเชียลบิสซิเนส (Social Business) เพื่อเชื่อมต่อกับลูกค้าแต่ละราย แต่คาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มเป็น 57 เปอร์เซ็นต์ ภายในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า แนวโน้มนี้มีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในอาเซียน ทั้งนี้เพราะคาดว่าการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กในอาเซียนจะเพิ่มเป็น 68 เปอร์เซ็นต์ จากอัตราปัจจุบัน 25 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผู้บริหารซีอีโอในอาเซียนมีแผนที่จะปรับเปลี่ยนจากการติดต่อสื่อสารรูปแบบเดิมๆ ไปสู่การใช้โซเชียลมีเดีย ควบคู่ไปกับการติดต่อพบปะกันเป็นการส่วนตัว หลังจากที่องค์กรต่างๆ ใช้ระบบควบคุมจากระดับบนสู่ระดับล่างมานานหลายทศวรรษ การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะแตกแขนงครอบคลุมหลายๆ แง่มุม ไม่ใช่เพียงแค่ซีอีโอเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งในส่วนขององค์กร ผู้จัดการ และพนักงาน รวมไปถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาทางด้านธุรกิจ และผู้ผลิตเทคโนโลยีสารสนเทศ

ทั้งนี้ ผู้บริหารซีอีโอ ตระหนักว่า การควบคุมสั่งการอย่างเข้มงวด ไม่ได้ช่วยส่งเสริมการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการปรับปรุงผลประกอบการด้านการเงิน ผู้บริหารเหล่านี้พบว่า โซเชียลเน็ตเวิร์กซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สามารถรองรับการประสานงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริหารซีอีโอในภูมิภาคอาเซียนสามารถใช้ประโยชน์จากโซเชียลเน็ตเวิร์กและมุ่งเน้นการประสานงานร่วมกัน ทั้งภายในและภายนอกองค์กรร่วมกับลูกค้าและคู่ค้า แต่การเปิดกว้างที่เพิ่มขึ้นอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงตามมา และทำให้เกิดช่องโหว่เพิ่มมากขึ้น อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซเชียลเน็ตเวิร์ก สามารถรองรับการติดต่อสื่อสารของพนักงานทั่วโลก ไม่ว่าในแง่บวกหรือแง่ลบ?

ดังนั้น พนักงานจึงต้องผสานรวมค่านิยมและพันธกิจขององค์กรเข้าไว้ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว เพื่อให้องค์กรดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ? และด้วยเหตุนี้ องค์กรจะต้องจัดหาแนวทางให้แก่พนักงาน เพื่อให้พนักงานสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในแต่ละวัน อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารซีอีโอในภูมิภาคอาเซียน มองว่าทักษะทางด้านมนุษยสัมพันธ์ในการประสานงานร่วมกัน จากความเห็นซีอีโอทั่วโลก 75 เปอร์เซ็นต์ อาเซียน 87 เปอร์เซ็นต์ และความคิดสร้างสรรค์? เป็นปัจจัยหลักที่จะช่วยให้พนักงานประสบความสำเร็จในการดำเนินงานในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีความเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้น

กก.ผจก.บริษัทไอบีเอ็มฯ กล่าวต่อว่า ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างบรรยากาศที่เปิดกว้างมากขึ้น ผู้บริหารซีอีโอจึงพยายามมองหาพนักงานที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ โดยซีอีโอมุ่งเน้นการค้นหาพนักงานที่มีความสามารถในการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่นในขณะที่ก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ องค์กรต่างๆ จำเป็นที่จะต้องรับสมัครและว่าจ้างพนักงานที่สามารถทำงานเป็นทีมในสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง? ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจะต้องสร้างและสนับสนุนแนวทางปฏิบัติเพื่อช่วยให้พนักงานประสบความสำเร็จ เช่น กระตุ้นให้มีการจัดตั้งทีมงานในลักษณะที่แปลกใหม่ ส่งเสริมเทคนิคการเรียนรู้จากประสบการณ์ และเสริมสร้างการใช้เครือข่ายพนักงานที่มีประสิทธิภาพสูง

นางพรรณสิรี กล่าวอีกว่า แนวโน้มของการประสานงานร่วมกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ครอบคลุมทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นอยู่ในระดับสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน? ทั้งนี้ กว่าสองในสามของซีอีโอทั่วโลก ที่ตอบแบบสอบถามของไอบีเอ็มมีแผนที่จะขยายความร่วมมืออย่างกว้างขวาง? ในอาเซียน ตัวเลขนี้อยู่ในระดับสูงกว่าที่ 79 เปอร์เซ็นต์ โดยซีอีโอในภูมิภาคนี้มีเป้าหมายที่จะร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ อย่างกว้างขวางภายใต้กลยุทธ์หลักในการสร้างสรรค์นวัตกรรม

ข้อมูลอื่นๆ ที่พบจากการสำรวจ นับตั้งแต่ที่ไอบีเอ็มเริ่มต้นสำรวจความคิดเห็นของซีอีโอเป็นครั้งแรกเมื่อหลายปีที่แล้ว พบว่าซีอีโอหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และปัจจุบัน 71 เปอร์เซ็นต์ของซีอีโอทั่วโลกมองว่าเทคโนโลยีเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะส่งผลกระทบต่ออนาคตขององค์กรในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยนับเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญกว่าสภาพเศรษฐกิจและสภาพตลาด

ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ต้องรับมือกับปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ผู้บริหารซีอีโอจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ (Business Analytics) ที่ก้าวล้ำ เพื่อกลั่นกรองข้อมูลที่ถูกตรวจสอบติดตามทางออนไลน์ บนสมาร์ทโฟน และบนไซต์โซเชียลมีเดีย? เจ็ดในสิบของซีอีโอ กำลังดำเนินการลงทุนอย่างจริงจัง เพื่อกลั่นกรองข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้าจากข้อมูลดิบที่มีอยู่

แม้ว่าผู้บริหารซีอีโอในอาเซียน 68 เปอร์เซ็นต์ เห็นพ้องต้องกันว่า เทคโนโลยี เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อองค์กรของตน แต่ขณะเดียวกัน ผู้บริหารจากทั่วโลก : 69 เปอร์เซ็นต์ ผู้บริหารในอาเซียน 87 เปอร์เซ็นต์ ก็มองว่า ทักษะเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่สุด รองลงมาคือ ปัจจัยเกี่ยวกับตลาด ทักษะของบุคลากรยังคงอยู่ในอันดับที่สูงกว่าสำหรับประเทศต่างๆ ในอาเซียน ขณะที่ภูมิภาคนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความชำนาญ ผู้บริหารในภูมิภาคอาเซียน 72 เปอร์เซ็นต์ ยังระบุด้วยว่าทรัพยากรบุคคลเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด สำหรับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนสำหรับองค์กร ดังนั้น จึงคาดการณ์ได้ว่าจะมีความต้องการที่สูงมากสำหรับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในภูมิภาคอาเซียน.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ไอบีเอ็ม ตั้งเป้าปี 55 ดันการใช้งานไอที สร้างธุรกิจ-คน-เมือง

ไอบีเอ็ม ตั้งเป้าปี 55 ดันการใช้งานไอที สร้างธุรกิจ-คน-เมือง

ไอบีเอ็ม เน้นนำประเทศไทยก้าวสู่โลกใหม่ นำองค์ความรู้ ความก้าวหน้าเทคโนโลยีในอนาคต มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพของทุกธุรกิจอุตสาหกรรมในไทย มุ่งสร้างธุรกิจ สร้างคน สร้างเมือง คู๋ไปกับการทำธุรกิจอัจฉริยะ พร้อมขยายตลาดเพิ่มสาขา ตจว.ทั่วไทย และประเทศลาว…?

นางพรรณสิรี อมาตยกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ในปี 2555 นี้ ไอบีเอ็มได้ตั้งเป้าหมายสำคัญไว้ 3 เรื่อง นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจ คือ การสร้างธุรกิจ สร้างคน และสร้างเมือง เพื่อนำประเทศไทยก้าวสู่โลกยุคใหม่ เนื่องจากเศรษฐกิจการลงทุนของโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้ฐานการผลิตและการลงทุนต่างก็พุ่งเป้ามาที่ประเทศในกลุ่มที่ตลาดกำลังเติบโต (Growth Market) รวมทั้งอาเซียนและประเทศไทย จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนใหม่ๆ เป็นแหล่งผลิตสินค้าและแรงงานที่มีคุณภาพ ด้วยการสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ สร้างมูลค่าทางธุรกิจ และทรัพยากรคนที่มีทักษะความชำนาญ

กก.ผจก.ใหญ่ บ.ไอบีเอ็ม กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ไอบีเอ็มเป็นองค์กรของความก้าวหน้า ด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยที่คิดค้นสร้างสรรค์ให้โลกธุรกิจทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับในปี 2555 นี้ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ครบรอบ 60 ปี ตลอดเวลาที่ผ่านมา ไอบีเอ็มทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยและองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้แก้ไขปัญหาที่ท้าทายและซับซ้อน พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในด้านต่างๆ ด้วยหลักการที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานและค่านิยมของเราในการสร้างความก้าวหน้าให้กับลูกค้า พันธมิตร และตอบแทนให้กับประเทศชาติ จึงได้กำหนดที่จะทำภารกิจใน 3 มิติ เพื่อสร้างธุรกิจ สร้างคน และสร้างเมือง

นางพรรณสิรี กล่าวถึงด้านการสร้างธุรกิจว่า ไอบีเอ็ม มุ่งสร้างโซลูชั่นใหม่ๆ มาสู่ตลาด เป็นคู่คิดในการช่วยปฏิรูปการดำเนินธุรกิจของลูกค้า ในเรื่องของกระบวนการทางธุรกิจ ช่วยลดค่าใช้จ่าย และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน รวบรวมเอาเทคโนโลยีที่เป็นโซลูชั่นครบ ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการทางด้านไอที มาช่วยสร้างคุณค่าให้กับทุกธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยโซลูชั่นทั้งหมดในปีนี้ได้เน้นตอบโจทย์ กระแสการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่องค์กรต่างๆ ต้องพร้อมรับมือ เช่น ภาวะข้อมูลกำลังล้นโลก หรือมีอยู่มากมายจนเกิดกระแสที่เรียกว่า “บิ๊กดาต้า” หรือข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ซับซ้อน มาจากหลากหลายแหล่งและไม่มีโครงสร้างตายตัว (Unstructured Data) ข้อมูลดิบมหาศาลหรือบิ๊กดาต้าเหล่านี้ ต้องนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลทางธุรกิจ (Business Analytics) มาช่วยให้องค์กรปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยระบบวิเคราะห์ข้อมูลจะต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญในการคิดไตร่ตรอง นำมาใช้ตัดสินใจและคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นได้ และช่วยตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว

กก.ผจก.ใหญ่ บ.ไอบีเอ็ม กล่าวอีกว่า ในยุคที่โซเชียลมีเดียมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลทุกอย่างหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว โลกของเรามีการเชื่อมต่อทางสังคมมากขึ้น ตอนนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต ทุกคนกลายเป็นผู้เผยแพร่คอนเทนต์ ไอบีเอ็ม มองว่า โซเชียลบิสิเนส รวมทั้งโซลูชั่นสมาร์ทเตอร์ คอมเมิร์ซ ที่ได้ออกแบบมาสำหรับช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการตลาดที่ครบวงจร เพื่อรองรับยุคของผู้บริโภคที่นิยมใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จะเป็นกลจักรสำคัญที่จะขับเคลื่อนการปฏิรูปธุรกิจ โดยจะช่วยให้ทุกภาคส่วนขององค์กรสามารถใช้ประโยชน์จากแนวคิดการเชื่อมโยงกันทางสังคมในระบบงานธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันนี้ ไอบีเอ็มยังได้ขยายตลาดออกไปสู่ภูมิภาค และประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นไปในจังหวัดกลุ่มที่มีนิคมอุตสาหกรรมในทุกๆ ภาค เพื่อขยายการดูแลลูกค้าให้ได้อย่างใกล้ชิด โดยในปีนีมีแผนขยายไปที่ชลบุรี โคราช ขอนแก่น หาดใหญ่ และประเทศลาว

นางพรรณสิรี กล่าวถึงการสร้างคนว่า จะเป็นการสร้างทักษะในตลาดแรงงาน โดยเฉพาะทักษะทางด้านไอที จากผลสำรวจผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีทั่วโลก ชี้ว่า อุตสาหกรรมไอที กำลังต้องการบุคลากรที่มีทักษะทางด้าน การวิเคราะห์ข้อมูล (Business Anayltics) บุคลากรที่มีทักษะด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง และบุคลากรที่มีความรู้ด้านธุรกิจและอุตสาหกรรม ไอบีเอ็มได้ริเริ่มช่วยสร้างบุคลากรเหล่านี้ โดยมีแผนงานที่จะนำเอาทีมผู้บริหารที่เชี่ยวชาญของไอบีเอ็ม มาให้ความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องความสำคัญและความต้องการ บุคคลากรที่มีทักษะดังกล่าว โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อร่วมกันพัฒนาและสร้างคนกลุ่มนี้ ในการเตรียมรองรับความต้องการของตลาดดังกล่าว นอกจากนี้ ไอบีเอ็มยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเป็นผู้นำมาโดยตลอด เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจที่มองโลกเป็นผืนเดียวกัน เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาผู้นำยุคใหม่ที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนในโลก ด้วยแนวทางการพัฒนาผู้นำของไอบีเอ็ม

กก.ผจก.ใหญ่ บ.ไอบีเอ็ม กล่าวด้วยว่า ในส่วนสุดท้าย ที่เป็นการสร้างเมือง จะเป็นการสร้างความแข็งแรงของเมืองที่มีศักยภาพหลากหลายด้านจะช่วยสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ ไอบีเอ็มมีแผนงานจะไปช่วยพัฒนาระบบของเมือง นำความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศ มาบูรณาการเพิ่มประสิทธิภาพในเมืองใหญ่ เพื่อสร้างโมเดลสมาร์ทเตอร์ซิตี้ ในงานบริการภาครัฐ (Government Service) ด้านความปลอดภัยสาธารณะ (Public Safety) ทางด้านการขนส่ง (Transportation) ทางด้านการศึกษา (Education) ทางด้านพลังงานและสาธารณูปโภค (Energy and Utilities) ทางด้านการสื่อสาร (Telecommunications) และทางด้านการสาธารณสุข (Healthcare) โดยมุ่งไปที่จังหวัดในเขตนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากมีการลงทุนภาคอุตสาหกรรม การเข้ามาช่วยสร้างโมเดลสมาร์ทเตอร์ซิตี้ จะเป็นการช่วยสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐานให้เมืองพร้อมรองรับการเติบโต พัฒนาเมืองให้เกิดความแข็งแกร่ง สร้างศักยภาพทางด้านตราสินค้าของเมืองให้เป็นที่จดจำได้.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

ไอบีเอ็มปฏิบัติการหามือพระกาฬเขียนเว็บ xml

ปฏิบัติการค้นหาซูเปอร์สตาร์เขียนเว็บ ด้วยภาษา xml เริ่มขึ้นแล้วทั่วโลก ใครที่ยังไม่รู้ว่าเอ็กซ์เอ็มแอลคืออะไร อย่ารอช้าเลย

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : ในโลกอินเทอร์เน็ตยุคหน้า ที่เรียกว่ายุค 3.0 นั้น จำเป็นต้องอาศัยภาษาเอ็กซ์เอ็มแอล (xml) ให้หน้าเว็บทำงานร่วมกับฐานข้อมูล ตอบสนองการใช้งานของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตราวกับเพื่อนรู้ใจ ไม่ใช่แค่ภาษาเอชทีเอ็มแอล (html) ธรรมดาที่ใช้กันมาเป็นสิบปี

ไอ บีเอ็มเลยถือโอกาสนี้เปิดตัวโครงการ ?ค้นหา เอ็กซ์เอ็มแอล ซูเปอร์สตาร์? พร้อมกันในภูมิภาคต่างๆ เช่น อเมริกาเหนือ ยุโรป จีน อินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งรวมถึงประเทศไทย จุดประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันมีโอกาสเรียนรู้และพัฒนาทักษะเกี่ยวกับ เทคโนโลยี ความรู้หรือพื้นฐานด้านเอ็กซ์เอ็มแอล และการบริหารจัดการฐานข้อมูล

ที่ พิเศษสุดคือ เวทีนี้เปิดกว้างสำหรับทุกคนที่มีใจใฝ่เรียนรู้ เพราะผู้เข้าแข่งขันไม่จำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเทคโนโลยีดัง กล่าวแต่อย่างใด

ผู้ที่สนใจแสดงความ สามารถแต่ยังไม่เข้าใจถึงกฎกติกา รวมทั้งยัง “งงงวย” กับเทคโนโลยีเอ็กซ์เอ็มแอล ไม่ต้องตกใจ เพราะไอบีเอ็มจะบรรยายทางเทคนิคในวันพฤหัสบดีที่ 30 และศุกร์ที่ 31 ตุลาคมนี้ ณ ศูนย์ศึกษาสาทรธานี มหาวิทยาลัยรังสิต (ใกล้รถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีช่องนนทรี) ผู้เข้าร่วมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

การ บรรยายจะจัดขึ้น 4 รอบ วันละ 2 รอบ คือเวลา 09.00 น. และ 13.00 น. (เนื้อหาของการบรรยายเหมือนกันทั้ง 4 รอบ) รายละเอียดเพิ่มเติม รวมทั้งการลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขันคลิกดูได้ที่ http://asean.xmlsuperstar.com หมดเขตรับสมัคร 28 กุมภาพันธ์ 2552

ย้อน กลับมาที่กิจกรรมการแข่งขัน นอกเหนือจากผู้เข้าแข่งขันจะได้รับความรู้และทักษะเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น เอ็กซ์เอ็มแอล และการบริหารจัดการฐานข้อมูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้เข้าแข่งขันเองแล้ว ยังมีโอกาสชิงรางวัลต่างๆ มากมาย อาทิ ไอพอดนาโน เครื่องเล่นเกมนินเทนโด วี รวมทั้งมีโอกาสเข้าเยี่ยมชมแล็บพัฒนาซอฟต์แวร์และสำนักงานของไอบีเอ็มใน ประเทศเอเชียแปซิฟิก รวมมูลค่าของรางวัลทั้งหมดกว่า 1 ล้านบาท

ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักศึกษาและคณาจารย์ในระดับอุดมศึกษา หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ การแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับประเทศ และภูมิภาค ส่วนรางวัลและความยากง่ายของการแข่งขันจะแตกต่างกันในแต่ละระดับ นอกจากนั้น ผู้เข้าแข่งขันยังสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ทั้งในแบบบุคคลหรือแบบทีม ขึ้นอยู่กับประเภทของการแข่งขันนั้นๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. วิดีโอที่น่าคลั่งไคล้ หรือการแข่งขันสร้างสรรค์วิดีโอคลิป ด้วยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเอ็กซ์เอ็มแอลและการบริหารจัดการฐานข้อมูล 2.คำถามสุดท้าทาย หรือการแข่งขันหาคำตอบโดยการเขียนข้อคำถาม ค้นหาจากระบบฐานข้อมูลด้วยเอ็กซ์เอ็มแอล หรือซอฟต์แวร์ดีบีทู 3.การแข่งขันเขียนโปรแกรมบนเทคโนโลยีทางด้านเอ็กซ์เอ็มแอลและการบริหาร จัดการฐานข้อมูลทั่วไป

นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการซอฟต์แวร์พาร์ค (เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์หลักของซอฟต์แวร์พาร์ค 2.0 ที่ต้องการผลักดันเทคโนโลยีผ่าน “โซเชียล เน็ตเวิร์ก” ซึ่งได้รับความนิยมไปทั่วโลกในขณะนี้ แต่ในประเทศไทยยังไม่มีนักพัฒนาที่เชี่ยวชาญในเรื่องนี้

ดัง นั้น การผลักดันผู้เชี่ยวชาญทางด้านเอ็กซ์เอ็มแอล ซึ่งเป็นฐานรากของระบบนี้ให้มากขึ้น จะทำให้การสร้างแอพพลิเคชั่นของไทย สามารถแข่งขันและสร้างตลาดใหม่ในระดับโลกได้ การแข่งขันครั้งนี้น่าจะมีส่วนเพิ่มนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่จะก้าวเข้าสู่เว็บ 3.0 ที่กำลังเข้าสู่ตลาดในอนาคตอันใกล้

ดร. รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ ซิป้า กล่าวว่า จากการที่ซิป้าเร่งดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการส่งเสริมสร้างนวัตกรรมจากนัก พัฒนาในประเทศ และการส่งเสริมการลงทุนทางด้านไอซีทีจากต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างบุคลากรในประเทศที่มีความรู้ทางภาษาเอ็กซ์เอ็มแอล

การ เฟ้นหาบุคลากรที่มีความสามารถด้านนี้ ผ่านการประกวดผลงานจะทำให้เกิดเวทีแสดงความสามารถในการผลักดันได้อย่างถูก จุด ยิ่งไปกว่านั้นจะยังทำให้เกิดความตื่นตัวและสร้างสภาพการแข่งขันเพื่อรองรับ ตลาดไอทีในอนาคตอีกด้วย

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

Tags: , ,