‘เอซุส’ จัดสินค้าใหม่รุกตลาด ปักธงโต 40เปอร์เซนต์ ยึดอันดับเจ้าตลาด

'เอซุส' จัดสินค้าใหม่รุกตลาด ปักธงโต 40เปอร์เซนต์ ยึดอันดับเจ้าตลาด

เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ ประกาศรุกธุรกิจกลุ่ม OPBG หวังขยายสายผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุม พร้อมใช้ช่องทางคู่ค้าและพันธมิตรไอทีหนุนสินค้าถึงผู้บริโภค?

?

นายเจสัน หวัง ผู้จัดการประจำประเทศไทย กลุ่มธุรกิจโอเพ่น แพลทฟอร์ม (OPBG) บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และคอมโพเนนท์ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ In search of incredible?ทำให้มีผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ทั้งเทคโนโลยี คุณภาพ และคุณสมบัติ จนทำให้บริษัทประสบความสำเร็จด้านการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา และยังได้รับรางวัล?Best Taiwan Global Brands Awards?2013 อีกด้วย

ผู้จัดการประจำประเทศไทย กลุ่มธุรกิจโอเพ่น แพลทฟอร์ม บริษัท เอซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวอีกว่า ในปีนี้ตลาดไอทีอาจจะไม่คึกคักเท่าที่ควร จากผลกระทบปัญหาทางการเมือง แต่บริษัทเชื่อว่าจะเป็นอีกปีที่บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามแผนที่กำหนด โดยปัจจุบันบริษัทมีคู่ค้าและพันธมิตรด้านไอทีจำนวนมาก ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ไปสู่ลูกค้า รวมถึงแคมเปญที่น่าสนใจแก่ลูกค้า อาทิ การขยายระยะรับประกันสินค้าประเภทเมนบอร์ดและกราฟิกการ์ด ที่เพิ่มขึ้นเป็น 4 ปี

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมผลิตภัณฑ์ใหม่มานำเสนอแก่ลูกค้า ทั้งสินค้าในกลุ่มคอมโพเนนท์ (Component Goods)?และกลุ่มสินค้าสำเร็จรูป (Finish Goods)?เพิ่มเติมจากผลิตภัณฑ์กลุ่มเมนบอร์ดและกราฟิกการ์ดที่บริษัทเป็นผู้นำในตลาด และเพิ่มเติมจากกลุ่มผลิตภัณฑ์ออล-อิน-วันพีซี ,?ไวร์เลส ,?จอมอนิเตอร์ ,?โปรเจ็คเตอร์ ,?หูฟังคุณภาพสูง และอุปกรณ์มัลติมีเดียต่างๆ โดยในครั้งนี้บริษัทมีผลิตภัณฑ์มานำเสนอหลายรุ่น อาทิ เมนบอร์ด?RAMPAGE IV EXTREME Black Edition ,?กราฟิกการ์ด?Poseidon GTX?780 ,?ผลิตภัณฑ์?All-in-one ET2321?AiO PC ,?ผลิตภัณฑ์ไวร์เลส?DSLAC68U?และผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยคาดว่าด้วยแผนการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เตรียมไว้ในปีนี้จะสามารถสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ถึง?40%

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

‘แคสเปอร์สกี้’ ชี้ 40เปอร์เซนต์ คนใช้สมาร์ทโฟน เสี่ยงภัยคุกคามข้อมูล

'แคสเปอร์สกี้' ชี้ 40เปอร์เซนต์ คนใช้สมาร์ทโฟน เสี่ยงภัยคุกคามข้อมูล

แคสเปอร์สกี้ แลป เผยบทความโดย “จิมมี่ ฟง” ผู้บริหารระดับสูง ชี้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนยังไม่ตระหนักถึงความปลอดภัยข้อมูล พบเกือบครึ่งไม่เคยติดตั้งแอนตี้ไวรัส…

นายจิมมี่ ฟง ผู้อำนวยการฝ่ายช่องทางการจัดจำหน่าย แคสเปอร์สกี้ แลป ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยบทความเกี่ยวกับการเติบโตของอุปกรณ์สื่อสารว่า ปัจจุบันอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบธุรกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการสั่งซื้อของออนไลน์ การติดต่อธนาคาร หรือการเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ ขณะที่การให้ความสำคัญกับการรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ยังอยู่ในระดับต่ำจนน่าเป็นห่วง จากการสำรวจผู้ใช้เมื่อเดือนพ.ค.2555 โดยแคสเปอร์สกี้ แลป และโอพลัสเครีเสิร์ช พบว่าเกือบ 40% ของผู้ใช้อุปกรณ์ยังไม่เคยติดตั้งแอนตี้ไวรัสซอฟต์แวร์บนสมาร์ทโฟนเลย

โปรแกรมประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์จะมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์ม ทั้งไอโอเอส แอนดรอยด์ วินโดวส์ ซิมเบียน โดยมัลแวร์ที่พุ่งเป้าหมายที่แอนดรอยด์นั้นมีจำนวนมากถึงหลายพันโปรแกรม นอกจากโทรจันและไวรัสแล้ว ก็ยังมีรูปแบบอื่นๆ อีก เช่น การล่อเหยื่อด้วยเว็บไซต์ที่ติดเชื้อ การปล่อยฟิชชิ่ง หรือการแฝงผ่านบุคคลที่สามเพื่อโจรกรรมข้อมูลเป้าหมาย เป็นต้น

จากการที่อุปกรณ์สื่อสารโมบายเหล่านี้ยังมีการปกป้องตัวเองต่ำ แสดงถึงการขาดความตระหนักรู้ถึงอันตรายที่คุกคามเครื่องมือสื่อสารที่ใช้งานอยู่ทุกวัน แต่ดูเหมือนว่ามีผู้ใช้งานที่ยังรู้สึกปลอดภัยอยู่ไม่น้อย จากตัวเลขการสำรวจพบว่า มีเพียง 43% ของผู้ใช้ไอโฟนที่มีระบบรักษาความปลอดภัย และคาดหวังว่าจะพึ่งพา iOS เพื่อให้การคุกคามยากขึ้น ส่วนแอนดรอยด์และซิมเบียนนั้นสถานการณ์ดูจะดีกว่ากันด้วย 53% ของผู้ใช้มีระบบรักษาความปลอดภัย และไม่ว่าจะเป็น OS ใดก็ตาม แอนตี้ไวรัสแอพพลิเคชั่นเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้เพื่อปกป้องอุปกรณ์ของตน

ภาพเปรียบเทียบการติดตั้งซอฟต์แวร์เพื่อความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ

สำหรับการใช้พาสเวิร์ดรหัสผ่านเข้าสู่เครื่องนั้นพบว่า 31% บนแบล็คเบอร์รี่ 25% บนไอโฟน 20% บนแพลตฟอร์มอื่นๆ มีเพียง 18% เท่านั้น (ยกเว้นไอโฟนและแบล็คเบอร์รี่) ที่กังวลเรื่องการสูญหายหรือโจรกรรม และได้หามาตรการป้องกันตนเอง เช่น ติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสที่มีโมดูลป้องกันการโจรกรรม

ในกลุ่มผู้ใช้แท็บเล็ตซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับความนิยมมาก ก็ตกอยู่ในภาวะอันตรายจากการคุกคามเช่นเดียวกัน ผู้ใช้เกือบหนึ่งในสาม (31%) ไม่มีซอฟต์แวร์เพื่อความปลอดภัยใดๆ เลย ในส่วนการปกป้องการโจรกรรมสูญหายของข้อมูล ผู้ใช้แท็บเล็ตและผู้ใช้สมาร์ทโฟนก็คล้ายคลึงกัน จากการสำรวจของโอพลัสเครีเสิร์ชพบว่า โดยมากแล้วผู้ใช้ไม่ได้ให้ความสำคัญด้านการคุกคามทางอุปกรณ์โมบายเช่นนี้มากนักถึงแม้ว่าตนเองจะอาศัยอุปกรณ์เหล่านี้เก็บข้อมูลสำคัญส่วนตัวไว้มากมายก็ตาม.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

อีริคสันชี้คนเมืองหลวงพึ่งข่าวจากมือถือถึง 40เปอร์เซนต์

อีริคสันชี้คนเมืองหลวงพึ่งข่าวจากมือถือถึง 40เปอร์เซนต์

อีริคสัน เผยผลสำรวจ ระบุว่า ผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่พึ่งพาสมาร์ทโฟนในการหาข้อมูล และแก้ปัญหาในแต่ละวันประมาณ 40% โดยความครอบคลุมของเครือข่ายเป็นสิ่งที่คนเมืองใหญ่ต้องการเป็นอันดับที่ 4 และข้อมูลข่าวสารจากมือถือช่วยลดความเครียดของคนเมืองระหว่างเดินทางได้…?

ผลการศึกษาจากรายงานฉบับใหม่ของทีมงานวิจัย ConsumerLab บริษัทอีริคสัน ที่ได้ศึกษาและสรุปแง่มุมของความพึงพอใจผู้คนในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ 13 เมือง ซึ่งนับเป็นตัวแทนของประชากรกว่า 100 ล้านคน โดยยึดตามสภาพแวดล้อมและสังคมแบบเครือข่าย หนึ่งในหลายสิ่งที่การวิจัยครั้งนี้ได้ค้นพบคือผู้คนในเมืองขนาดใหญ่ให้ความครอบคลุมของเครือข่ายการให้บริการของโทรศัพท์เคลื่อนที่อยู่ในลำดับที่ 4 ของสิ่งที่ผู้คนในเมืองใหญ่ต้องการมากที่สุด ถัดจากเรื่องการจ่ายน้ำ และความพร้อมใช้งานของสถานที่ต่างๆ ทางสังคม โดยเรียงลำดับตั้งแต่จากร้านกาแฟจนถึงสถานความบันเทิง ในทางตรงกันข้าม คุณภาพอากาศที่เลวร้ายและการไม่มีที่จอดรถสามารถส่งผลต่อความรู้สึกไม่พึงพอใจเช่นกัน

นายไมเคิล บจอร์น หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ ConsumerLab บริษัทอีริคสัน กล่าวว่า การขยายความเจริญในตัวเมือง (Urbanization) กลายเป็นกระแสโลก (Global Trend) โดยมีการคาดการณ์ว่า ประชากรในเมืองใหญ่มีการเพิ่มขึ้น 7,500 คนต่อชั่วโมง ผู้คนและสังคมกำลังรู้สึกตึงเครียดกับการมีประชากรมากเกินไปนี้เช่นกัน แต่เราก็ยังเห็นวิธีการที่ผู้คนในเมืองใหญ่ใช้ระบบ ICT เป็นวิธีการในการบริหารและบรรเทาความรู้สึกดังกล่าว และเพื่อทำให้ได้รับประสบการณ์ของชีวิตในเมืองที่ดียิ่งขึ้น สิ่งที่สำคัญและน่าสนใจของการอาศัยในเมืองใหญ่ คือ การสามารถเข้าถึงสิ่่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น ภัตตาคาร ร้านกาแฟ สถานบันเทิงและตลาด

หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ ConsumerLab บริษัทอีริคสัน กล่าวต่อว่า ผู้คนในเมืองใหญ่จะชอบการติดต่อสังสรรค์กันทางสังคม โดยขอบเขตทางสังคมของพวกเขาก็จะขยายกว้างขึ้นมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อาศัยในเมืองใหญ่ แต่สิ่งที่ผู้อาศัยในเมืองใหญ่ต้องเผชิญอยู่ด้วยกับฝูงชนและการจราจรที่เพิ่มมากขึ้น การสำรวจพบว่าเวลาที่ใช้ในการเดินทางไปกลับโดยเฉลี่ยใน 13 เมือง คือสองชั่วโมงยี่สิบนาทีต่อวัน โดยผู้คนจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เมื่อพวกเขาสามารถรู้ว่าการเดินทางไปมาของพวกเขาจะใช้เวลานานเท่าใด เนื่องเพราะจะช่วยให้พวกเขาสามารถใช้ และวางแผนเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสมาร์ทโฟนกำลังกลายเป็นเครื่องมือที่มีค่าในการเดินทางไปมาประจำวัน

นายบจอร์น กล่าวด้วยว่า ความเข้าใจในแนวทางและการเดินทางของผู้คนต่างๆ มากขึ้นนั้น จะช่วยให้เราพัฒนาและนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่พวกเขาสามารถเข้าใจถึงประโยชน์ได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เดินทางโดยจักรยานก็สามารถที่จะรู้ได้ว่าเส้นทางใช้เดินทางและสถานที่ต่างๆ รวมถึงที่จอดรถจักรยานของพวกเขาได้ล่วงหน้า ผู้ที่ใช้ระบบการขนส่งสาธารณะก็สามารถรู้ตารางเวลาที่มีการปรับปรุงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และผู้วางแผนการเดินทาง หรือสำหรับผู้ที่ขับรถยนต์ ผู้วางแผนการเดินทางโดยใช้ระบบ GPS ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลการจราจรแบบเรียลไทม์ก็จะช่วยให้ประหยัดเวลาและช่วยลดความตึงเครียดได้ค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ รายงานนี้ได้ถูกนำเสนอในการประชุมสุดยอดว่าด้วยเมืองใหม่ (New Cities Summit) ในกรุงปารีสด้วย

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,