“ไอซีที” รับมอบแท็บเล็ตจากอินเทลให้ศูนย์การเรียนรู้ ICT

ก.ไอซีที จับมือ อินเทล มอบแท็บเล็ตให้ศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนดีเด่นทั่วประเทศจำนวน 90 เครื่อง หนุนศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชน สนองนโยบายเศรษฐกิจ ดิจิตอล

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก เดลินัวส์

Tags:
, ,

“ก.ไอซีที”มอบอุปกรณ์ ICT เพื่อผู้พิการ

ก.ไอซีที มอบอุปกรณ์ ICT ส่งเสริมคนพิการให้เข้าถึงข้อมูลและบริการของรัฐอย่างเท่าเทียม

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก เดลินัวส์

Tags:
, ,

กสท จัดกิจกรรม ICT Best Practice Awards

กสท จัดกิจกรรม ICT Best Practice Awards

กสท จัดกิจกรรม ICT Best Practice Awards เฟ้นหาสุดยอดธุรกิจไทยที่ใช้ไอทีเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เล็งปั้นโครงการฯ ต่อเนื่องหวังส่งเสริมธุรกิจไทยเร่งพัฒนาไอทีรับการแข่งขันเออีซี

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก เดลินัวส์

Tags:
, , , , ,

บอร์ด กสท.ลงดาบ’อสมท’ สัญญา ICT เอื้อบริการทีวีบนมือถือ

บอร์ด กสท.ลงดาบ'อสมท' สัญญา ICT เอื้อบริการทีวีบนมือถือ

“อสมท” พระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก บอร์ด กสท. ลงดาบสัญญาไออีซี เพื่อบริการทีวีบนมือถือ ขัด พ.ร.บ.กสทช. ห้ามนำเข้าอุปกรณ์ทดลองบริการบนคลื่น 2500-2600 MHz และให้คืนคลื่น กสทช. ภายใน 5 ปี…

เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 57 พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานผลการตรวจสอบสัญญาสัมปทาน และความจำเป็นของการใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ผลปรากฏว่า สัญญาระหว่าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) กับบริษัท อินเตอร์เนชั่นเนิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือไอซีที เพื่อให้บริการทีวีบนมือถือย่านความถี่ 2500-2600 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) นั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 44 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ดังนั้น อสมท จะต้องคืนคลื่นความถี่ให้ กสทช. ภายใน 5 ปี

นอกจากนี้ ยังไม่อนุมัติให้ อสมท นำเข้าอุปกรณ์มาทดลองการออกอากาศทีวีบนมือถือ ในคลื่นย่าน 2500-2600 MHz หรือช่องยูเอชเอฟ 58 เนื่องจากคลื่นย่านดังกล่าว ตามแผนแม่บทบริหารคลื่นความถี่ ใช้สำหรับกิจการโทรคมนาคม ฉะนั้น บอร์ด กสท. จึงไม่สามารถอนุมัติได้ โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านกฎหมายไปพิจารณารายละเอียดของสัญญาการออกอากาศแบบบอกรับสมาชิก ระหว่าง อสมท. กับ บริษัท ทรู วิชั่นส์ จำกัด ในประเด็นการแก้ไขสัญญา เพื่อให้ทรูสามารถโฆษณาได้ 6 นาทีต่อชั่วโมง ว่าส่วนแบ่งรายได้จากการแก้ไขสัญญานั้น จะเป็นรายได้ของ อสมท. หรือหน่วยงานใด รวมถึงขัดกับกฎหมายหรือไม่

ขณะเดียวกัน ได้แจ้งให้ทรูจัดทำรายละเอียดการเยียวยาลูกค้าผู้ใช้บริการ เนื่องจากสัญญาสัมปทานจะสี้นสุดในวันที่ 30 ก.ย. 57 นี้ ส่วนการตรวจสอบสัญญาระหว่างกรมประชาสัมพันธ์ กับบริษัท เวิลด์สตาร์ จำกัด เพื่อประกอบการเคเบิลนั้น คณะทำงานตรวจสอบสัญญาได้รายงานว่า สัญญาดังกล่าว ถือว่าสิ้นสุดและไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.กสทช. เนื่องจากสิทธิ์ในคลื่นความถี่นั้น เป็นของกรมประชาสัมพันธ์ และกรมประชาสัมพันธ์ไม่ได้ใช้งานคลื่นย่าน 2500-26000 MHz ฉะนั้น ก็ต้องคืนความถี่ดังกล่าวให้ กสทช. นับตั้งแต่ กสทช. มีคำสั่ง

พ.อ.นที กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีข้อสรุปเกี่ยวกับการออกอากาศช่องรายการโทรทัศน์ระบบอะนาล็อก บนโคงข่ายทีวีดิจิตอลในช่องออกอากาศคู่ขนาน โดยสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ไทยพีบีเอส และช่อง 5 จะออกอากาศแบบคู่ขนาน ระหว่างระบบอะนาล็อกกับดิจิตอล ไปจนกว่าจะปิดบริการระบบอะนาล็อก ซึ่งตามกรอบภายใน 5 ปีข้างหน้า ส่วนช่อง 3, 7, 9 ซึ่งเป็นช่องธุรกิจก็สามาถที่จะออกอากาศคู่ขนาดได้ ไปจนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุด ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 3 ช่อง จะต้องทำเรื่องเสนอการออกคู่ขนานมายัง กสท.อีกครั้ง

ทั้งนี้ เมื่อ กสทช.ได้ประกาศผลเลขช่องรายการเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น มีผลให้ผู้ให้บริการโทรทัศน์รายเดิม 3 ราย คือ 3, 7, 9 พ้นจากการปฏิบัติตามประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์การเผยแพร่กิจการโทรทัศน์ที่ให้บริการทั่วไป (มัสต์แครี่) ซึ่งจะทำให้ช่องดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องออกอากาศผ่านเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมก็ได้ จากเดิม กสทช. จะบังคับฟรีทีวีต้องออกอากาศทุกรูปแบบ และหลังจากออกอากาศทีวีดิจิตอล 30 วันแล้ว ผู้รับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติประกาศมัสต์แครี่ อย่างไรก็ตาม สำหรับการรับชมรายการของประชาชนทั่วไปจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยผู้ที่ต้องการรับชมทีวีดิจิตอล ก็ต้องรับชมผ่านกล่องรับส่งสัญญาณ (เซต ท็อป บ็อกซ์ ) ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ยังรับชมทีวีระบบอะนาล็อกได้ ผ่านเสาก้างปลา หรือโทรทัศน์แบบเดิมในปัจจุบันเท่านั้น.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

เร่งทดสอบทางเทคนิค ‘ไทยคม6′ ก่อนส่งมอบ ICT สิ้นม.ค.57

เร่งทดสอบทางเทคนิค 'ไทยคม6' ก่อนส่งมอบ ICT สิ้นม.ค.57

บมจ.ไทยคม เตรียมทดสอบคุณภาพและโอนย้ายช่องสัญญาณ หลังส่งดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรสำเร็จเมื่อ 6 ม.ค.2557 ก่อนส่งมอบให้กระทรวงไอซีที ภายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ ?

นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านเทคนิค บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า หลังจากได้ดำเนินการจัดส่งดาวเทียมไทยคม 6 ขึ้นสู่วงโคจรค้างฟ้า (Geostationary Orbit) ณ ตำแหน่งที่ 78.5 องศาตะวันออกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทได้เตรียมดำเนินการทางเทคนิคเพื่อทดสอบคุณภาพดาวเทียมและช่องสัญญาณ ก่อนส่งมอบให้เป็นทรัพย์สินของกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ก่อนที่จะโอนย้ายช่องสัญญาณของลูกค้ามายังดาวเทียมไทยคม 6 ตามขั้นตอนต่างๆ และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ซึ่งขณะนี้ไทยคมได้เตรียมแผนการดำเนินงานทางเทคนิค และประสานงานกับผู้ให้บริการรายต่างๆ รวมทั้งเตรียมการประชาสัมพันธ์เพื่อแจ้งผู้ชมให้ทราบถึงการดำเนินการ กรณีผู้ชมทางบ้านอาจได้รับผลกระทบการรับชมชั่วคราว ในวัน-เวลาที่ทำการทดสอบคุณภาพและโอนย้ายช่องสัญญาณ

ทั้งนี้ ไทยคมมีกำหนดดำเนินการทางเทคนิคโดยแบ่งเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 การทดสอบคุณภาพสัญญาณ ตั้งแต่ 02.00 น. ของวันที่? 27-29 ม.ค.2557 และช่วงที่ 2 การโอนย้ายช่องสัญญาณดาวเทียม ตั้งแต่เวลา 01.00 น. ของวันที่ 1 ก.พ.2557 ซึ่งระหว่างการดำเนินการทั้งสองช่วงดังกล่าว อาจส่งผลให้รายการโทรทัศน์บางช่องไม่สามารถรับชมรายการได้เป็นการชั่วคราว โดยได้เตรียมการขึ้นข้อความประชาสัมพันธ์การดำเนินการที่หน้าจอโทรทัศน์ตลอดการดำเนินการ

“ไทยคมได้กำหนดช่วงเวลาการดำเนินการที่เกี่ยวข้องที่ชัดเจนและจำกัดระยะเวลาให้น้อยที่สุด เพื่อลดการรบกวนการรับชมรายการของผู้ชมทางบ้าน และสนับสนุนการให้บริการของลูกค้าไทยคมทุกราย อย่างไรก็ตาม ไทยคมใคร่ขออภัยในความไม่สะดวกดังกล่าว ซึ่งการดำเนินการต่างๆ นั้น ก็เพื่อพัฒนาคุณภาพสัญญาณการถ่ายทอดช่องรายการต่างๆ ให้ผู้ชมทุกท่านได้รับอรรถรสและประสบการณ์ในการรับชมรายการที่มีภาพและเสียงคุณภาพสูง รวมถึงรองรับช่องรายการเพิ่มเติมมากขึ้นจากดาวเทียมไทยคม 6 โดยหลังจากทำการทดสอบคุณภาพสัญญาณเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการส่งมอบให้กับกระทรวงไอซีทีภายในวันที่ 31 มกราคม 2557 ต่อไป” นายไพบูลย์ กล่าว.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,

ICT แจงรายละเอียดสืบจับ’แฮกเกอร์’ยันไม่เคยละเว้นเว็บหมิ่น

ICT แจงรายละเอียดสืบจับ'แฮกเกอร์'ยันไม่เคยละเว้นเว็บหมิ่น

ICT ร่อนเอกสารแจงรายละเอียดการติดตามสืบหาตัว “แฮกเกอร์” ลอบเจาะเข้าเว็บสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุทำงานร่วมกันหลายฝ่าย ขณะยืนยันกรณีเว็บหมิ่นฯ ไม่เคยละเว้น แต่ขอความร่วมมือ อย่าเปรียบเทียบ 2 กรณี มีวิธีจัดการต่างกัน…

กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับกรณีการแฮกเว็บไซต์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยเป็นการอธิบายกระบวนการคร่าวๆในการติดตาม สืบค้น หาตัวผู้กระทำความผิด โดยใช้ความร่วมมือของหลายหน่วยงานผสมผสานกัน นอกจากนี้ ยังเป็นการชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อมวลชนเพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับฐานความผิด และอัตราโทษต่างๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม ช่วงท้ายคำชี้แจง ได้อธิบายถึงเหตุผลของการที่ต้องดำเนินการเรื่องดังกล่าวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากการลอบเข้าระบบเว็บไซต์ของทางราชการอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในหลายด้านทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง จึงต้องรีบดำเนินการเพื่อเรียกความมั่นใจ และไม่ให้เกิดผลกระทบในเรื่องดังกล่าว ขณะที่กรณีของเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น ยืนยันว่าได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพียงแต่การให้ข่าวในเรื่องนี้จะมีลักษณะที่แตกต่างออกไป ซึ่งจากการวิเคราะห์ร่วมกันของหลายฝ่ายแล้ว ได้ข้อสรุปว่าการแก้ไขปัญหาโดยไม่ไปกระตุ้นให้คนทั่วไปสนใจ อยากรู้อยากเห็น จะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด จึงขอทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้เกิดการเปรียบเทียบระหว่าง 2 กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว

(เอกสารเผยแพร่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร)

กรณีเว็บสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีถูกแฮก และมีการหมิ่นนายกรัฐมนตรี

ปัญหาการแฮกเว็บ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากการทำ SQL Injection ด้วยการเข้าไปกรอกข้อมูล และเปลี่ยนข้อมูลในเว็บ และมีการใช้วิธีการอำพรางตัว เพื่อไม่ให้รู้ได้ว่าผู้ทำผิดเป็นใคร

ดังนั้น การรู้ตัวผู้กระทำความผิด จะต้องมาจากการรวบรวมพยานหลักฐานดิจิทัล และกระบวนการสืบสวนสอบสวน ซึ่งขณะนี้ ก็ได้เบาะแสแล้ว แต่คงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ เพราะอาจส่งผลต่อรูปคดี

?

โดยในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลนั้น ได้มีการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยการเอา log หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่ทำให้ทราบว่า รูปแบบ (pattern) ของการกระทำความผิดเกิดได้อย่างไร และจากที่ไหนเป็นหลัก โดยการทำงานเกิดจากความร่วมมือของทีมสำนักป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ทีมไทยเซิร์ต สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเน้นการรวบรวมและวิเคราะห์พยานหลักฐานดิจิทัล ส่วนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็เน้นการสืบสวนสอบสวน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานเพิ่งตั้ง 2 ปี ดูแล ThaiCERT

ภายหลังจากทราบว่า มีการกระทำความผิดเมื่อวันที่ 8 ช่วงบ่าย ก็มีการวางแผนการดำเนินการ รวบรวมและวิเคราะห์พยานหลักฐานเบื้องต้น ใช้เวลาประมาณ 12 ชม. เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปกับการทำ image หรือทำสำเนาของพยานหลักฐานมาใช้ในการวิเคราะห์ เพราะข้อมูลมีเป็นจำนวนมาก แต่ต้องทำให้ถูกต้องตามกระบวนการพิสูจน์พยานหลักฐานดิจิทัล เพื่อไม่ให้พยานหลักฐานนั้นปนเปื้อนและถูกโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือ ซึ่งการจับกุมนั้น คาดว่าจะสามารถดำเนินการเร็วๆ นี้ แต่เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่มีลักษณะอาญา การเข้าดำเนินการจับกุมต้องทำด้วยความรอบคอบ เพื่อไม่ให้กระทบต่อสิทธิของผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหา หรือจับแพะ โดยความผิดนั้น เข้าข่ายความผิดอยู่ 2 ส่วน (ทั้งนี้ แล้วแต่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนจะตั้งข้อกล่าวหาตามพยานหลักฐาน) คือ

1) ความผิดตามกฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (4 มาตรา) อยากทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนว่า การกระทำความผิดนั้น เป็นการเข้าไปยังเว็บของรัฐที่เป็นบริการสาธารณะ หากมีผู้หนึ่งผู้ใดทำเช่นนั้น ย่อมหมายความว่า อาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อการให้บริการของรัฐทางออนไลน์ ก็อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดหลายมาตราด้วยกัน ตั้งแต่ การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นๆ โดยมิชอบที่เขามีมาตรการป้องกันเอาไว้ (มาตรา 5 และมาตรา 7 กฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์) และการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ (มาตรา 9) และเนื่องจากเว็บสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นเว็บที่ถือเป็นบริการสาธารณะของรัฐ ก็อาจเข้าข่ายเป็นความผิดที่อาจได้รับโทษหนักขึ้น (มาตรา 12 (2) โทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี) 2) ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา (1 มาตรา) (มาตรา 328 ปอ.) ในกรณีที่เกิดขึ้นกับนายกรัฐมนตรี

สาเหตุที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะเรื่องนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจเพราะใช้วิธีการทำความผิดผ่านเว็บของรัฐ ซึ่งมีผลกระทบที่สำคัญมาก ต่อความน่าเชื่อถือของระบบของรัฐ ที่อาจมีใครพยายามกระทำความผิดต่อเว็บอื่นอีก โดยนโยบายของรัฐบาลทุกประเทศที่มุ่งไปในทางเดียวกัน คือ ส่งเสริมให้ประชาชนทำธุรกรรมทางออนไลน์ ย่อมได้รับผลกระทบอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ หากพิจารณากรณีของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดของประเทศ แต่ฝ่ายจัดการไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาใดๆ ได้ แน่นอนย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศไปด้วย?สำหรับการแก้ไขปัญหาเว็บไซต์หมิ่นสถาบันนั้น กระผมเองมั่นใจว่าทุกรัฐบาลให้ความสำคัญ แต่การให้ข่าวหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินการนั้น อาจแตกต่างกัน บางรัฐบาลก็ให้ข่าว เหมือนเป็น KPI แต่ในปัจจุบันนี้ กระทรวงฯ ได้ให้หลายทีมช่วยกันวิเคราะห์กลไกของการแก้ไขปัญหา พบว่า การแก้ไขปัญหาโดยไม่ไปกระตุ้นให้คนทั่วไปสนใจอยากรู้อยากเห็น น่าจะเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เพราะหากปล่อยให้การประชาสัมพันธ์ไปสร้างแรงจูงใจและแรงกระตุ้นให้กับผู้ที่ไม่อยากเกี่ยวข้อง เข้าไปเกี่ยวข้อง ความบอบช้ำและผลกระทบก็จะยิ่งมากตามไปด้วย จึงเสนอว่าไม่ควรนำทั้ง 2 กรณี ไปเปรียบเทียบกัน

พร้อมกันนี้ ในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ กฎหมายการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ (CC) ร่างปรับปรุงเสร็จแล้ว ได้รับฟังความเห็นไปแล้ว 3 ครั้ง ไม่รวมการรับฟังในลักษณะ focus group อีกหลายครั้ง ขณะนี้ เหลือเพียงขั้นตอนนำเสนอเข้าครม. (ภายใน 2 เดือน) โดยระหว่างนี้ ก็จะมีการนำเสนอร่างต่อสาธารณชนเป็นระยะๆ เพราะกว่าร่างจะผ่านสภานั้น คงใช้เวลาอีกพอสมควร อาจมีเทคโนโลยีและรูปแบบการกระทำความผิดที่จำเป็นต้องรับฟัง หรือ update ให้ทันสมัยตลอดเวลา

แนวทางการดำเนินการ Security ของประเทศนั้น นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ด้วยการตั้งคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติขึ้นมา เพื่อให้บูรณาการการดำเนินการเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ โดยจะมีการผลักดันกรอบนโยบายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์, มีการแบ่งขอบเขตการทำงานที่ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านกลาโหม (เพื่อต่อต้านการก่อการร้ายหรือวินาศกรรม), Incidents Response, Law Enforcement, Capacity Building, Public Awareness, R&D โดยมีสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นฝ่ายเลขานุการ และมีทางศูนย์รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ กระทรวงกลาโหม และส่วนงานกำกับดูแลการกระทำความผิดทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้ช่วยเลขานุการ อีกทั้งแนวทางการเสนอแนะในการดำเนินการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ดังกล่าว ได้มีข้อเสนอแนะทั้งในระยะเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทั้งโดยการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยที่จะเกิดขึ้น การสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อทำการ scanning ตรวจสอบช่องโหว่ ในลักษณะเป็น Security Clearance Day โดยให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามมาตรการที่ไทยเซิร์ต สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) พร้อมให้คำแนะนำและเสนอแนะมาตรการดำเนินการทางปฏิบัติ

เพื่อประโยชน์ต่อการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น และระยะยาว ให้มีการกำหนดมาตรการในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์ และมาตรการการตรวจประเมินระบบเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาทักษะด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยสำหรับผู้ดูแลระบบเว็บไซต์ของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อบูรณาการทำงานของหน่วยงานภาครัฐในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยผ่านการผลักดันของคณะกรรมการความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการด้าน Security ที่เป็นระบบ และควรผลักดันให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ คณะกรรมการระดับชาติอีกชุดหนึ่งที่ได้ผลักดันมาตรการทางด้านความมั่นคงปลอดภัยออกมาบังคับใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานภาครัฐให้มีความจริงจังมากยิ่งขึ้น.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
,

ICT ส่งกฤษฎีกาตีความ สัญญา3จี ?กสท-ทรู?

รมว.ไอซีที ซื้อเวลาสัญญา 3จี ?กสท-ทรู? ส่งกฤษฎีกาตีความ ก่อนแก้ไขสัญญาจริง หลังจากเจรจากลุ่มทรูยินยอมแก้ไขสัญญาตามคำสั่ง ?กทค.?…

เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. นายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า ได้หารือ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เกี่ยวกับการนำเรื่องการทำสัญญาธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3จี ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ ระหว่าง กสท กับกลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ส่งให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความให้ความเห็นว่าการทำสัญญา 3จี ดังกล่าวเข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือไม่ เมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นแล้ว กสท จึงจะดำเนินการต่อไป

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2555 ที่ผ่านมา กสท ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า กสท และทรู ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ระหว่างกันเป็นที่เรียบร้อย โดยทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะแก้ไขสัญญา 3จี ตามคำสั่งของ กสทช. แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถแก้ไขสัญญาได้จนกว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะตีความแล้วเสร็จ และนำเข้าสู่ขบวนการขั้นตอนการพิจารณาตามกฎหมาย เพราะ กสท เป็นรัฐวิสาหกิจ ที่ต้องนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อกระทรวงไอซีที สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป

?การเป็นรัฐวิสาหกิจ จะแก้ไขสัญญาใดๆ ก็ต้องทำตามขั้นตอนของกฎหมายให้ถูกต้อง ซึ่ง กสทช.เข้าใจ เพราะ กสท และทรูต่างยินยอมที่จะแก้ไขสัญญาตามคำสั่ง กสทช.ทุกประการ เพียงแต่รอความชัดเจนเท่านั้น เพื่อทำให้สัญญาดังกล่าวถูกต้องตามกฎหมาย? กรรมการผู้จัดการใหญ่ กสท กล่าว

นายกิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมบอร์ด กสท วานนี้ (12 ธ.ค.) ได้อนุมัติจ่ายเงินโบนัสให้พนักงาน กสท ในอัตรา 4.1 เท่าของเงินเดือน เนื่องจากผลประกอบการปีนี้ถือว่ามีกำไร โดย 11 เดือนของปีนี้ (ม.ค.-พ.ย.) มีรายได้รวมสัมปทาน 43,309 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11,325 ล้านบาท?อย่างไรก็ตาม กสท จะมีกำไรและจะมีโบนัสอีก 1 ปีเท่านั้น เนื่องจากสัญญาสัมปทานบริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.2556 และนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.2556 เป็นต้นไป รายได้จากสัมปทาน กสท จะต้องนำส่งเป็นรายได้ของแผ่นดินตามมาตรา พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.)

?

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับคำสั่ง กสทช.ให้แก้ไขสัญญา3จี นั้น กสทช.ได้ดำเนินการตามมาตรา 46 พ.ร.บ.กสทช. โดย กสท และทรูยินยอมที่จะแก้ไขสัญญา 6 ข้อ ได้แก่ 1. กสท ต้องสามารถนำคลื่นความถี่ย่าน 800 เมกะเฮิรตซ์ ไปใช้กับเครื่องและอุปกรณ์ของตนเองหรือของบริษัทอื่นได้ 2.กสท ต้องเร่งรัดดำเนินการให้ตนเองสามารถควบคุมดูแลและบริหารจัดการคลื่นความถี่ได้อย่างสมบูรณ์ผ่านเน็ตเวิร์กโอเปอเรชั่น 3. กสท ต้องเร่งรัดดำเนินการให้ตนเองเข้าถึงข้อมูลการใช้งาน เพื่อการควบคุมดูแลและบริหารจัดการคลื่นความถี่ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ 4. กสท ต้องเร่งรัดดำเนินการให้อำนาจของคณะกรรมการควบคุมการปฏิบัติงานตามสัญญามีความชัดเจน โดยแสดงให้เห็นถึงอำนาจการบริหารจัดการคลื่นความถี่ของตนเองโดยชัดแจ้ง 5. กสท ต้องเร่งรัดดำเนินการให้ตนเองเป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการคลื่นความถี่ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ผ่านกระบวนการสร้างและจัดหาความจุของบริษัท บีเอฟเคที (ประเทศไทย) จำกัด โดยรวมถึงการวางแผนการใช้คลื่นความถี่และการติดตั้งโครงข่าย การบริหารจัดการโครงข่าย และ 6. กสท ต้องเร่งรัดดำเนินการให้ตนเองเป็นผู้ควบคุมและบริหารจัดการคลื่นความถี่ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ผ่านการเจรจาให้บริการข้ามโครงข่ายภายในประเทศ และการเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคมกับผู้ประกอบการรายอื่น

?

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , ,

ICT ตีปี๊บ ‘ขยายบรอดแบนด์-แท็บเล็ต’ ผลงานเด่น 1 ปี

ICT ตีปี๊บ 'ขยายบรอดแบนด์-แท็บเล็ต' ผลงานเด่น 1 ปี

รมว.ไอซีที เผยผลงานรอบ 1 ปี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชูโครงข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วถึงประชาชน และแท็บเล็ตเพื่อการศึกษาผลงานเด่น ปัดให้คะแนนตัวเอง รับโครงการ 3จีทีโอทีอืดสุดแต่ไม่นิ่งนอนใจ…?

เมื่อวันที่ 30 ส.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวแถลงผลงานครบรอบ 1 ปี รัฐบาลน.สงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า กระทรวงฯ ได้ดำเนินการนำนโยบายสู่การปฏิบัติผ่านกิจกรรมและโครงการต่างๆ ได้แก่ การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ผ่านโครงการถวายพระพรออนไลน์ รวมทั้งการสร้างตราไปรษณียากรที่ระลึกเฉลิมพระเกียรติ และกิจกรรมพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ในโลกอินเทอร์เน็ต โดยจัดตั้ง Cyber Security Operation Center หรือ ศูนย์ CSOC การจัดตั้งเครือข่ายผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อเทิดทูนและพิทักษ์สถาบันพระมหา กษัตริย์ เพื่อให้เครือข่ายภาคประชาชนมีส่วนร่วมโดยใช้หลักการ ?น้ำดีไล่น้ำเสีย การประสานความร่วมมือกับผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศเพื่อระงับ การเผยแพร่ภาพและเนื้อหาที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และโครงการลูกเสือบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Cyber Scout) โดยการสร้างอาสาสมัคร Cyber Scout เพื่อพ่อหลวง จำนวน 102,082 คน เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวังสิ่งที่ไม่เหมาะสมและภัยในอินเทอร์เน็ต

ทั้งนี้ ยังมีโครงการจัดทำศูนย์บริการประชาชนไอซีที (One Stop Service) โครงการพัฒนาโครงข่ายสื่อสารความเร็วสูงให้ครอบคลุม ทั่วถึง เพียงพอ มีคุณภาพ ด้วยราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม โครงการฟรีไวไฟ โดยวางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสาธารณะซึ่งในปี 2555 ติดตั้งให้บริการจำนวน 30,000 จุดในปี 2555 และในอนาคตจะขยายบริการทั่วประเทศ 250,000 จุด พร้อมทั้ง พัฒนาเครือข่ายสื่อสารข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ (GIN) การวางระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ การจัดทำสมาร์ทการ์ดแอพลิเคชั่น การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านไอซีที โดยจัดทำกรอบมาตรฐานวิชาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที การจัดตั้งคณะกรรมการผู้บริหารไอซีทีระดับสูงภาครัฐ การยกระดับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ การวางแนวทางดำเนินการภายหลังการสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน และปรับปรุงโครงสร้างของรัฐวิสาหกิจในกำกับ การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์แท็บเล็ตให้แก่โรงเรียน

และกระทรวงฯ ยังได้ดำเนินนโยบายสมาร์ทไทยแลนด์ ใน 3 ด้าน คือ 1. สมาร์ทเน็ตเวิร์ก ดำเนินการศึกษาเพื่อผลักดันการพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จัดทำแผนปฏิบัติการ IPv6 เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านการใช้งานจาก IPv4 ไปสู่ IPv6 และการทดสอบเทคโนโลยี 4G Thailand The First 100 Mbps 2. Smart Government ได้ดำเนินการขยายการเชื่อมโยงเครือข่ายสื่อสารข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ (Government Information Network : GIN) การจัดทำโครงการ Government Cloud Service และโครงการพัฒนาระบบข้อมูลสำหรับเด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS : Multiple Indicator Cluster Survey) 3. Smart Business ดำเนินการป้องกันภัยคุกคามด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ภายใต้ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย (ThaiCERT) การจัดทำ e-CERTIFICATE เพื่อการรับรอง Print out การส่งเสริมการดำเนินงานของคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และผลักดันการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วยการปรับปรุงกฎหมายที่ เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรองรับการทำการค้าระหว่างประเทศ

ด้านการดำเนินงานของหน่วยงานในกำกับที่ช่วยขับเคลื่อนนโยบายนั้น ได้ดำเนินการในเรื่อง การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ไอซีทีชุมชนให้เกิดความยั่งยืน การพัฒนาและส่งเสริมผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส การรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทยการพัฒนาบุคลากรซอฟต์แวร์ร่วมกับ มหาวิทยาลัย 26 แห่ง การส่งเสริมการนำโปรแกรมโอเพนซอร์สไปใช้ในการพัฒนาโปรแกรมต่อยอดของผู้ ประกอบการซอฟต์แวร์และผู้ใช้ซอฟต์แวร์ในอุตสาหกรรม การส่งเสริมให้มีการพัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อผู้พิการ โครงการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสำหรับอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์และดิจิทัลคอนเทนต์

นอกจากนั้น ยังดำเนินการตามบัญชานายกรัฐมนตรี และมติคณะรัฐมนตรี โดยร่วมดำเนินการกับศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ติดตามการป้องกันและบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี จัดตั้ง Emergency Call Center ใช้เลขหมายโทรศัพท์ 192 ดำเนินการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบส่งข้อความสั้น พัฒนาระบบการพยากรณ์อากาศและเตือนภัยธรรมชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการพยากรณ์อากาศและการเตือนลักษณะอากาศร้าย

สำหรับโครงการอื่นๆ ที่กระทรวงฯ ริเริ่มขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายนั้น ได้ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการสมาร์ทโพรวินซ์ ในจังหวัดนครนายก ซึ่ง กสท? ได้ร่วมดำเนินการขยายโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้วขนาด 48 Core ระยะทาง 60 กิโลเมตร เพื่อให้ครอบคลุมทุกตำบลในพื้นที่จังหวัดนครนายก ขณะที่ สรอ. ได้ร่วมสนับสนุนการนำร่องการบริหารงานราชการในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เข้าถึงประชาชนในระดับหมู่บ้าน และ ซิป้า ได้ดำเนินการจัดทำซอฟต์แวร์สนับสนุน เพื่อให้สามารถใช้งานระบบจังหวัดอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนอีกหนึ่งโครงการ คือ การจัดทำหลักสูตร CIO โดยพัฒนาหลักสูตรการวางแผนและการบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศและเตรียมความพร้อม ของผู้เรียนสู่ตำแหน่ง CIO ขององค์กร ร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า จากนี้โครงการที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การติดตั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือ บรอดแบนด์ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 80% ในปี 2558 ขณะที่ โครงสร้างพื้นฐานขณะนี้ที่ครอบคลุมทั่วประเทศเพียง 87% แต่มีประชาชนที่เข้าถึงได้เพียง 37% ซึ่งจะต้องคุณภาพดี ราคาถูก ส่วนนโยบายเร่งด่วน คือ การจัดหาแท็บเล็ตให้แก่นักเรียน ชั้นป. 1ทั่วประเทศ และนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ขณะเดียวกัน ได้ส่งมอบแท็บแล็ตลอตแรกให้กระทรวงศึกษาธิการ หรือ ศธ.แล้ว ส่วนกรณีทุ่มงบประมาณจำนวน 120 ล้านบาท เพื่อบล็อกเว็บไซต์ลามกอนาจารนั้นเป็นการวางระบบส่วนกลางให้สามารถดูแลควบ คุมแท็บเล็ตที่มอบให้เด็ก รวมถึงการบรรจุเนื้อหาต่าง ๆ ลงในแท็บเล็ตที่สามารถปรับเปลี่ยนข้อมูลจากส่วนกลางได้อีกด้วย

ต่อข้อถามถึงการให้คะแนนตนเอง รมว.ไอซีที กล่าวว่า ไม่กล้าให้คะแนน หรือประเมินตนเอง แต่รู้สึกพอใจกับการทำงานร่วมกับข้าราชการของกระทรวงไอซีที แม้ว่าจะเป็นกระทรวงที่เล็ก และงบประมาณน้อย แต่สามารถผลักดันให้เกิดโครงการต่างๆ ตามนโยบายที่เคยให้ไว้กับประชาชน อีกทั้ง ยอมรับว่า ไม่พึงพอใจในส่วนการบริหาร การจัดการของบางหน่วยงาน ที่มีความล่าช้า ยกตัวอย่างเช่น โครงการ 3จี ของ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งส่วนตัวไม่ได้นิ่งนอนใจ พร้อมลงไปวางแผนงานร่วมกับข้าราชการผู้เกี่ยวข้อง และตั้งยุทธศาสตร์ เพื่อเร่งให้การทำงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้นแล้ว

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , ,

‘อนุดิษฐ์’ โชว์ไฮไลต์ ICT Expo 2012 มั่นใจยอดชมทะลุแสน

'อนุดิษฐ์' โชว์ไฮไลต์ ICT Expo 2012 มั่นใจยอดชมทะลุแสน

รมว.ไอซีที เผย Bangkok International ICT Expo 2012 มีไฮไลต์ไอซีทีรอบด้าน ไม่หวั่นครหาจัดงานช่วงวันหยุด มั่นใจยอดผู้เข้าชม 4 วัน หลักแสน…

เมื่อวันที่ 24 ก.ค. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที กล่าวว่า การจัดงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นแนลไอซีทีเอ็กซ์โป 2012 (Bangkok International ICT Expo 2012) ภายใต้แนวคิด Smart Thailand Towards AEC ซึ่งเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ และทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านไอซีทีของประเทศตามแนวทาง Smart Thailand 2020 ที่จะก่อให้เกิดการบูรณาการเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการศึกษา เกษตรกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงธุรกิจบริการและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ อันจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยอย่างยั่งยืน เพื่อเตรียมพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC โดยได้กำหนดรูปแบบการจัดงานเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1.ส่วนนิทรรศการ 2.ส่วนแสดงสินค้า 3.ส่วนการประชุมสัมมนา และ 4.กิจกรรมร่วมสนุกต่าง?ๆ

รมว.ไอซีที กล่าวต่อว่า การจัดนิทรรศการแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.Royal Pavilion เป็นการจัดซุ้มนิทรรศการเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 85 พรรษา รวมทั้ง เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่จะทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ในรูปแบบของการร่วมถวายพระพรผ่าน Online Kiosk?ซึ่งผู้ร่วมกิจกรรมสามารถเลือก Template ในแบบที่ต้องการ พร้อมลงชื่อและกดถวายพระพร จากนั้นถ้อยคำถวายพระพรจะถูก Random ขึ้น แสดง สลับบนจอภาพในแกลลอรี่ ตลอดช่วงเวลางาน พร้อมกันนี้ ยังจัดนิทรรศการแสดงพระราชกรณียกิจด้านไอซีทีของทั้ง 3 พระองค์ ภายใต้แนวคิด พระราชกรณียกิจด้านไอซีทีสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย?

และ 2. MICT Pavilion เป็นนิทรรศการแสดงผลงานของกระทรวงไอซีทีในรูปแบบ Smart Thailand Towards AEC ซึ่งแบ่งเป็น 3 โซน คือ โซนแรก 3 KEY STRATEGIC to SMART THAILAND เป็นนิทรรศการที่สะท้อนภาพการพัฒนาของประเทศตามทิศทางวิสัยทัศน์ Smart Thailand 2020 สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยเน้นการพัฒนาใน 3 KEY STRATEGIC คือ SMART NETWORK, SMART GOVERNMENT และ SMART BUSINESS โซนที่ 2 Reflection ; SMART Thailand 2020 เป็นการ นำเสนอในรูปแบบนิทรรศการเสมือนที่ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสประสบการณ์ในโลกปี 2020 ที่เทคโนโลยีมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการสัมผัสและทดลองด้วยประสบการณ์จริงกับโครงการและนวัตกรรมเทคโนโลยีต่างๆ ใน SMART Thailand Interactive Showcase และ โซนที่ 3 DISASTER PREPAREDNESS ซึ่งแบ่งเป็น SMART ICT for Disaster Preparedness ที่นำเสนอการนำเทคโนโลยี ICT มาใช้เพิ่มศักยภาพในการเฝ้าระวังรวมทั้งแจ้งเตือนภัยพิบัติ และ ?SMART ICT? for Disaster Management ที่ จำลองห้องปฏิบัติการจริงของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทำงาน และระบบการประมวลผลแจ้งเตือนภัย พร้อมกันนี้ยังมีการแสดงนิทรรศการ Disaster field Exhibition ที่ จำลองบรรยากาศท่ามกลางพื้นที่พิบัติภัยซึ่งการสื่อสารหลักถูกผลกระทบจนใช้งานไม่ได้ และการจัดแสดงนิทรรศการของหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงฯ เช่น ทีโอที กสท ซิป้า กรมอุตุนิยมวิทยา และ กสทช. เป็นต้น?

ส่วนที่ 2 ส่วนแสดงสินค้า ประกอบด้วยการแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีจากภาคเอกชน อาทิ AIS, TRUE, DTAC, Thaicom, Samsung, ZTE, Huawei เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีส่วนแสดงสินค้าจากผู้ประกอบการ ATCI ที่ มุ่งเน้นการจับคู่ทางธุรกิจ การแสดงสินค้าราคาพิเศษจากผู้ประกอบการไอทีและผู้ให้บริการด้านไอที และส่วนที่ 3 คือ ส่วนการประชุมสัมมนา เป็นการเปิดเวทีเพื่อให้ความรู้และนวัตกรรมด้านไอซีทีเรื่อง Towards THAILAND SMART ICT โดยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ รวมทั้งภาคเอกชน ที่มาร่วมบรรยายพิเศษ และเสวนาในหัวข้อต่างๆ ได้แก่ การบรรยายในหัวข้อ Thailand e-Government Vision และ Profitable Prepaid Smart Phone การเสวนาในเรื่อง Smart Government Cloud Service สู่การปรับโฉมใหม่ระบบงานภาครัฐ และ e-Government for the People ถึงเวลาสำหรับประเทศไทย? การสัมมนาย่อยในหัวข้อ Smart Network for Smart Thailand และ การอภิปรายในหัวข้อ Beyond Smart Tourism?

ต่อข้อถามว่า กังวลกับช่วงวันหยุดที่ตรงกับวันจัดงานหรือไม่ น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ไม่กังวล โดยมองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งข้อดี คือ ประชาชนสามารถเดินทางมาชมได้อย่างสะดวก ไม่ต้องกังวลปัญหาจราจรติดขัด ส่วนข้อเสีย คือ ประชาชนอาจจะเข้าชมน้อย เพราะต้องเดินทางกลับบ้านที่ต่างจังหวัด พร้อมตั้งเป้ายอดผู้เข้าร่วมงานตลอดช่วงที่จัดงานอยู่ที่หลักแสนราย?

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นกิจกรรมให้ประชาชนทั่วไปได้ระลึกถึงวันสื่อสารแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 4 ส.ค. ของทุกปี โดยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงศักยภาพของประเทศไทยด้านไอซีที และสร้างความเชื่อมั่นต่อชาวต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ รวมทั้ง กระตุ้นเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมไอซีที ภายหลังประสบอุทกภัย สำหรับงาน Bangkok International ICT Expo 2012 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3?6 ส.ค. 2555 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , ,

เอไอเอสพร้อมโชว์นวัตกรรมรับ3G ในงาน ICT Expo 2012

เอไอเอสพร้อมโชว์นวัตกรรมรับ3G ในงาน ICT Expo 2012

เอไอเอส จัดเต็มการแสดงนวัตกรรมอัจฉริยะ ในงาน Bangkok International ICT Expo 2012 รับยุค 3G & Beyond ชูการนำเอามาใช้เพิ่มความสะดวก และเสริมศักยภาพการใช้ชีวิตของคนไทย…

นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าวว่า ?ปัจจุบันเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากในฐานะ 1 ในโครงสร้างโทรคมนาคมหลักของประเทศที่มีส่วนเชื่อมโยง และเพิ่มศักยภาพการใช้ชีวิต การบริหารจัดการ ทั้งในส่วนบุคคล และภาคธุรกิจ ท้ายที่สุดส่งผลโดยตรงต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสำหรับเอไอเอสได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ดังกล่าว ทำให้นอกจากจะมุ่งมั่นพัฒนาบริการเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว ยังเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างโทรคมนาคมด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง?

ซีอีโอ เอไอเอส กล่าวต่อว่า แนวคิดของเอไอเอสในการนำเสนอผ่านงาน Bangkok International ICT Expo 2012 ปีนี้คือ 3G&Beyond ที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงประโยชน์และความสำคัญของเทคโนโลยี Broadband ที่สามารถลดทอนข้อจำกัด ในขณะเดียวกันก็เสริมศักยภาพการใช้ชีวิตของคนไทยให้สะดวกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยตัวอย่างของนวัตกรรมที่นำมาจัดแสดง อาทิ ร่วมกับทีโอที นำเสนอเทคโนโลยี 4G พร้อมแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษา การแพทย์ทางไกลผ่านจอภาพ เปิดตัวแผนที่นำทางอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับโลกแห่งเครือข่ายสังคมออนไลน์ครั้งแรกของโลก ครั้งแรกของพัฒนาการเทคโนโลยี E-Book E-Magazine สู่ Audio Book และโชว์ผลงานพร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่นักพัฒนาโปรแกรมคนไทยจาก AIS The Start Ups

นายวิเชียร กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าปี 2555 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งทางเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น 3G & Beyond และรูปแบบการให้บริการระบบสื่อสารที่จะก้าวไปสู่ลักษณะของใบอนุญาต ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของประเทศเดินหน้าไปอีกขั้นจากความร่วมมืออย่างดียิ่งจากภาคเอกชนและภาครัฐ ดังเช่นการร่วมกันนำเสนอนวัตกรรมผ่านงาน Bangkok International ICT Expo 2012 ในครั้งนี้ ซึ่งเอไอเอสพร้อมเป็นอย่างยิ่งที่จะร่วมสนับสนุนในทุกวิถีทางต่อไป.

?

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , ,