ข่าวลือ ?สตีป จ๊อปส์ ตาย? โทษใครดี

สำนักข่าว CNN เลือกใช้สโลแกน ?Unedited. Unfiltered. News? ให้กับเว็บไซต์ iReport.com

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : iReport.com เป็น สถานีข่าวบนอินเทอร์เน็ตแนว citizen reporter ที่ CNN เปิดให้ใครก็ได้เป็นผู้รายงานข่าวอินเทอร์เน็ต เน้นข่าวด่วน ข่าวเร็ว นักข่าวพลเมืองก็เป็นส่วนหนึ่งของสถานีข่าวอินเทอร์เน็ต และทำหน้าที่เป็นเสมือนส่วนหนึ่งของกองบรรณาธิการ สมัครง่ายแค่มีอีเมลที่ใช้จริงเท่านั้น

ข่าวไอที | เกมส์ | ทีวี | ดารา | ภาพยนตร์

เมื่อศุกร์ที่แล้ว? CNN และชุมชนคนข่าวพลเมืองโดนวิจารณ์ไปหลายตลบ หลังจากใครบางคนใช้สถานีข่าวอินเทอร์เน็ตแห่งนี้เป็นที่ ?ปล่อยข่าว? ว่า สตีฟ จ๊อปส์ ซีอีโอคนดังของแอ๊ปเปิ้ลอาการโคม่าจากภาวะหัวใจล้มเหลว

รายงานข่าวดังกล่าวแพร่สะพัดอย่างรวด เร็วไปถึงวอลล์ สตรีท และทำให้ราคาหุ้นแอ๊ปเปิ้ลตกลงมาในช่วงสั้นๆ 10% ก่อนดีดกลับในช่วงท้ายของวัน

ที่แปลกคือ แค่ข่าวปล่อยบนอินเทอร์เน็ตชิ้นเดียวทำเอามูลค่าตลาดของหุ้นบริษัทเทคโนโลยี ที่ทรวงพลังอย่างแอ๊ปเปิ้ลรูดลงหลายล้านหรือพันล้านดอลลาร์ได้เชียวหรือ นี่คือคำถามสำคัญสำหรับนักลงทุน แล้วกรณีนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบของของตลาดหลักทรัพย์ จะรับสืบสาวเอาเรื่องหรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยข่าวนี้ออกมา แล้วปล่อยทำไม จากรายงานข่าวของ CNN ตลาดหลักทรัพย์และเจ้าหน้าที่สอบสวนของตลาดกำลังตามล่าคนเต้าข่าวเรื่องนี้ มาที่ iReport

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายคำถาม เช่น เพราะเหตุใดสำนักข่าวกระแสหลักถึงไม่ ?ดิสเครดิต? รายงานข่าวดังกล่าวก่อนปล่อยให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น แล้วใครกันที่เป็นเจ้าของสถานีข่าว แน่นอนว่า CNN เป็นสถานีข่าวที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุดของสหรัฐคงไม่ปล่อยให้ใคร บางคนมาโพสต์ข่าวมั่วๆ ภายใต้ ?ธง? ของตัวเองโดยไม่คัดกรองก่อน

ทุกคนพุ่งเป้าไปที่ Silicon Alley Insider เว็บบล็อกข่าวการเงินและเทคโนโลยีที่ตั้งอยู่ในมหานครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นเว็บบล็อกที่ได้รับความเชื่อถือ และนิยมอยู่ในช่วงหนึ่ง ทั้ง iReport และ Silicon Alley Insider คงรู้สึกว่าชื่อเสียงของตัวเองต้องมัวหมองกันคราวนี้หากพิสูจน์ออกมาแล้วว่า สถานีข่าวออนไลน์ทั้งสองแห่งต้องรับผิดชอบกับข่าวไม่กรอง ในทางกลับกัน ถือเป็นเหตุการณ์ที่สื่อมวลชนออนไลน์ต้องหันกลับมาพิจารณาตัวเองด้วย

อาร์โนลด์ คิม ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ MacRumors.com วิจารณ์ตรงไปตรงมาว่า เว็บไซต์หลายแห่งมอง iReport ว่าล้มเหลวในฐานนะสื่อมวลชนออนไลน์ เหตุผลเดียวที่ทำให้ iReport ยังมีคนเข้าอยู่ก็เพราะเป็นเว็บบล็อกที่อยู่ใต้ชายคาของเว็บไซต์หลัก CNN

เขาบอกว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงการแข่งกันเป็นบ้าเป็นหลังของการ รายงานข่าวไอที ทุกวันนี้ ข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์ฉบับวันนี้เป็นข่าวเก่าที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ แต่พอมีอินเทอร์เน็ตเข้ามามันไม่เป็นอย่างนั้นแล้ว คนอ่านข่าวไม่ต้องรออย่างนั้นแล้ว นักข่าวเองต้องตกอยู่ในภาวะกดดันมากขึ้นที่จะส่งข่าวขึ้นเว็บทันทีเมื่อ เหตุการณ์น่าสนใจเกิดขึ้น

คนที่อยู่ในแวดวงข่าวมาพักหนึ่งคงรู้ ดีกว่า เมื่อต้องเขียนข่าวรีบๆ แล้วอะไรมันจะเกิดขึ้นกับความรอบคอบ หลังจากโทรเช็คข่าวกับสตีฟ จ๊อปส์ แล้ว? ผู้รอบรู้หลายคนตำหนิ CNN และนักข่าวพลเมือง แต่ยังมีข้อเท็จจริงที่ควรพิจารณาอีกว่า แม้แต่ตัวนักข่าวอาชีพเองมีความรับผิดชอบกับการเขียนข่าวมากน้อยแค่ไหน

ข่าวรายงานบนเว็บ iReport ของ CNN หลังบ่ายสี่โมงเล็กน้อยว่า ?สตีฟ จ๊อปส์ เจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง ส่งเข้าห้องฉุกเฉินสองสามชั่วโมงให้หลังหลังจากหัวใจกำเริบ? นี่คือรายงานบน iReport ?เราได้รับข้อมูลวงในบอกว่า เจ้าหน้าที่แพทย์ถูกเรียกตัวมาช่วยชีวิตสตีฟ ซึ่งมีรายงานอ้างว่าเกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างรุนแรง และหายใจถี่ แหล่งข่าวของเราไม่ขอเปิดเผยชื่อ แต่ขอบอกว่าเขาเป็นคนที่เชื่อถือได้?

ถึงตอนนี้ยังไม่เป็นข่าวกระจายออกไป ว่า iReport เป็นเจ้าแรกที่ได้รับข่าวเท็จนี้หรือไม่ แต่อาร์โนลด์ คิม จาก MacRumors.com โพสต์บนเว็บไซต์ของเขาเมื่อศุกร์ที่แล้วว่า มีใครบางคนส่งข่าวลือทำนองนี้มาที่เว็บไซต์ของเขาเหมือนกันโดยปิดบัง IP address ตัวคิมเองก็ไม่ได้สอบสวนต่อ เพราเขาตัดสินใจไปแล้วว่า มันเป็นข่าวเท็จ แต่ต่อมา เขาได้ตามที่มาของข่าว และพบว่ามันถูกส่งเวียนไปยังสมาชิกกระดานข่าว board4channel เขายังพบว่ามันถูกส่งเวียนไปยัง Digg.com ด้วย แต่สมาชิกของ Digg โหวตให้ลบกระทู้ทิ้ง เพื่อแจ้งให้รู้ว่ารายงานข่าวดังกล่าวน่าสงสัย

ที่ต่อไปที่พบข่าวลือคือ SAI

ราว 6.25 น. ตามเวลาชายฝั่งแปซิฟิก SAI พาดหัวว่า ?สตีฟ จ๊อปส์ ถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินหลังจากหัวใจวาย? แล้วนักข่าวพลเมืองของ CNN ก็เอาไปรายงาน แต่ในเว็บบล็อกของ SAI ได้เขียนแจ้งให้ผู้อ่านทราบว่า รายงานดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยัน และผู้สื่อข่าวกำลังตรวจสอบอยู่ เฮนรี่ บลอดเก็ตผู้ก่อตั้งเว็บ SAI และนักวิเคราะห์เทคโนโลยีชื่อดัง บอกว่า ถึงตอนนี้ยังไม่มีสำนักข่าวหลักรายไหนออกมารายงานข่าวหัวใจวายของจ๊อปส์

?มันค่อนข้างเป็นข้างที่กระตุ้นความ สนใจอย่างมากสำหรับคนที่เป็นห่วงสุขภาพของจ๊อปส์ หรือแอ๊ปเปิ้ล และตอนที่ได้ยินข่าวเราก็สนใจเหมือนกัน เรารู้ว่า ผู้อ่านของเราคงต้องใช้วิจารณญาณของตัวเองพิจารณาข้อเท็จจริง

เฮนรี่ บลอดเก็ต ผู้ก่อตั้ง Silicon Alley Insider (SAI) บอกกับ CNN News ว่า ทีมงานของเขาพยายามติดต่อบริษัทแอ๊ปเปิ้ล และผู้สื่อข่าวของ CNN เพื่อยืนยันข่าวก่อนตีพิมพ์ แต่ไม่สามารถติดต่อใครได้เลย

6.41 น. ราคาหุ้นแอ๊ปเปิ้ลเริ่มร่วง

6.52 เว็บ SAI อัพเดทข่าวโดยรายงานว่า ตัวแทนของแอ๊ปเปิ้ลปฏิเสธข่าวที่รายงานใน iReport อีกสองสามนาทีหลังจากนัก หุ้นแอ๊ปเปิ้ลจึงดีดกลับ

ถึงแม้บลอดเก็ตจะพูดปกป้องการรายงาน ข่าวบนเว็บของเขา แต่คิมจาก MacRumors.com แย้งว่า ข่าวที่ลงใน SAI ทำให้ข่าวลือมีความน่าเชื่อถือ และทำให้นักลงทุนในวอลสตรีทตื่นตระหนัก ส่วนข่าวใน iReport ก็ถูกหลายเว็บเอาไปอ้างอิง ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น แต่ที่มันเกิดขึ้นเพราะข่าวถูกรายงานบนเว็บบล็อกกระแสหลัก

คราวนี้พอถามว่า SAI ควรรอข่าวคอนเฟิร์มก่อนไม่ดีหรือ เพราะมันเป็นข่าวเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน บลอดเก็ตบอกว่า เขาไม่เสียใจที่มีข่าวรายงานที่เว็บของเขา

บลอดเก็ตบอกกับบล็อกเกอร์ของ CNET ว่า ข่าวสตีป จ๊อปส์ ขึ้นเป็นข่าวนำของเว็บ CNN มันเป็นเรื่องที่คนสนใจ แล้วเราก็สนใจเมื่อได้ยินมา และไม่รู้ด้วยว่า ถ้าจะรอคอนเฟิร์ม หรือปฏิเสธข่าว มันต้องรอไปถึงเมื่อไร และเราก็รู้ด้วยว่า คนอ่านมีวิจารณาญาณของตัวเอง เราก็รายงานตรงไปตรงมาว่า เราไม่รู้ว่าข่าวจริงหรือข่าวเท็จ และยังบอกด้วยว่ากำลังสอบสวนอยู่ อีก 20 นาทีต่อมาหลังจากตีข่าวออกไป ก็มีรายงานยืนยันว่าเป็นข่าวเท็จ

ข้าง CNN แสดงท่าทีต่อกรณีนี้ว่า iReport ค่อนข้างเป็นเว็บใหม่ ถึงกระนั้น นับตั้งแต่เว็บมาเมื่อสิงหาคม 2006 ปรากฎว่ามีเรื่องของนักเขียนส่งเข้ามามากมาย และครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เกิดข่าวผิดพลาดจากการรายงานของนักข่าวพลเมือง และถึงแม้ CNN เป็นเจ้าของเว็บ iReport เราก็ประกาศชัดเจนอยู่แล้วว่าตามสโลแกนว่า ?Unedited. Unfiltered. News? และในส่วน About ของ iReport ได้เขียนคำประกาศเอาไว้แล้ว ว่า ?CNN ไม่ขอรับรองเกี่ยวกับเนื้อหาที่นำมาลง หรือรายงานข่าวบน iReport.com?

CNN พูดอย่างนั้นก็จริงของเขา แต่ต้องไม่ลืมว่า เวลาที่คนเข้าไปเว็บ iReport คนอ่านไม่ค่อยแยกแยะหรอกว่าอันไหนเป็นข่าวจากนักข่าวพลเมือง หรืออันไหนเป็นข่าวจากนักข่าวอาชีพ และปกติ CNN จะเช็คความถูกต้องของข่าวบางข่าวที่นักข่าวพลเมืองส่งก่อนเสมอ และถ้าเป็นข่าวที่ถูกต้องจริง สำนักข่าว CNN จะนำไปใช้รายงานข่าวแพร่ภาพออกอากาศ หรือขึ้นเว็บไซต์ CNN ซึ่งหลักการดังกล่าวประกาศออกมาอย่างชัดเจนกับคำพูดที่มักได้ยินเสมอว่า ?Now on CNN?

ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักข่าวพลเมือง รายงานข่าวผิดพลาด เมื่อปีที่แล้ว Engadget เคยรายงานข่าวคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับแผนชะลอวางตลาด iPhone เหมือนกัน ทำเอามูลค่าตามราคาตลาดของหุ้น แอ๊ปเปิ้ลหายไป 4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งครั้งนั้นก็เหมือนกัน Engadget ไม่ได้สอบถามยืนยันกับแอ๊ปเปิ้ลก่อนเผยแพร่

แน่นอนว่าทั้ง CNN และ SAI คงเดินหน้ารายงานข่าวสำคัญและถูกต้องต่อไปอีก แต่ CNN คงจับตาดูรายงานข่าวที่นักข่าวพลเมืองส่งมาใกล้ชิดขึ้น และในฐานะผู้สื่อข่าว ประชาชน และใครก็ตามที่กระหายข่าว ควรยับยั้งชั่งใจ หรือกดมือถือสอบถามข่าวด้วยตัวเองก่อนกับแหล่งข่าวอื่นที่เรารู้จัก

เพราะคนอ่านให้ความสำคัญกับข่าวถูกต้องมากกว่า สำนักข่าวเล่นข่าวก่อน

ที่มา? : http://www.bangkokbiznews.com/2008/10/06/news_300607.php

Tags: ,

แอปเปิลเลิก NDA เปิดทางนักพัฒนาโปรแกรมไอโฟนหารือได้

แอปเปิล (Apple) ประกาศยกเลิกการบังคับเซ็นสัญญาปกปิดความลับ nondisclosure agreement หรือ NDA กฎเหล็กซึ่งผู้พัฒนารายย่อยที่ต้องการผลิตซอฟต์แวร์สำหรับใช้งานบนไอโฟนทุก คนจะถูกห้ามเผยแพร่หรือพูดถึงคอนเทนท์ในชุดพัฒนา iPhone software developer kit หรือ iPhone SDK กับใครก็ตาม ระบุว่าไม่ต้องการให้ข้อตกลงปกปิดความลับนี้ไปจำกัดความสามารถในการทำงานของ นักพัฒนา เพราะการเลิก NDA จะทำให้นักพัฒนาหารือกันได้อย่างอิสระ

ข่าวไอที | เกมส์ | ทีวี | ดารา | ภาพยนตร์

แอปเปิลหนีไม่พ้นถูกมองว่ายกเลิกข้อตกลงปกปิดความลับ NDA เพื่อรับมือกระแสโทรศัพท์มือถือแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ของกูเกิล (Android) ที่เพิ่งลงตลาดเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแอนดรอยด์นั้นเป็นโอเพ่นซอร์สซึ่งนักพัฒนาสามารถต่อยอด และนำผลงานโปรแกรมไปจำหน่ายได้โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ขณะที่แอปเปิลนั้นบังคับให้นักพัฒนาทุกคนที่ดาวน์โหลดชุดพัฒนาซอฟต์แวร์สำ หรับไอโฟน ห้ามพูดถึงคอนเทนท์ใน iPhone SDK กับใครก็ตามแม้แต่นักพัฒนาด้วยกันเอง

แอ ปเปิลนั้นเคยบอกว่า ข้อตกลง NDA เกิดขึ้นเพื่อจุดประสงค์ในการป้องกันนวัตกรรมของแอปเปิลเอง โดยเชื่อว่า NDA จะช่วยปกป้องไม่ให้ใครมาขโมยผลงานของแอปเปิลอย่างที่เคยเกิดขึ้นในอดีต แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักพัฒนาถูกจำกัด เงื่อนไขใน NDA ทำให้นักพัฒนาไม่สามารถปรึกษากับนักพัฒนารายอื่นเพื่อแก้ปัญหาหรือ bug ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อการแก้ปัญหาทำได้ช้า การพัฒนาซอฟต์แวร์ก็เชื่องช้าตามไปด้วย เทียบกันแล้วแอนดรอยด์มีอิสระในการหารือมากกว่าไอโฟน ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปไอโฟนจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบไม่รู้จบ

เมื่อ NDA เป็นภาระของชุมชนนักพัฒนาเช่นนี้ แอปเปิลจึงประกาศยกเลิกให้ NDA ไม่มีผลกับซอฟต์แวร์ไอโฟนทุกรายการที่ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ แต่ขอยกเว้นเวอร์ชันทดสอบที่ยังไม่เปิดใช้งานจริง นั่นคือ นักพัฒนาที่อยู่ระหว่างการทดสอบชุดซอฟต์แวร์ของแอปเปิลจะยังอยู่ภายใต้ เงื่อนไข NDA ต่อไป

ที่มา : http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000118302

Tags: , , ,

Steve Jobs เปิดเผยความลับแล้ว!

CEO ของ Apple ผู้ทรงอิทธิพลคนนี้ ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของเขาแล้ว แต่เป็นเพียง “บางส่วน” เท่านั้น

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หลังจากที่ข่าวคราวเกี่ยวกับสุขภาพของ Steve Jobs ซีอีโอแห่งบริษัท Apple ซึ่งดูท่าจะแย่ลงทุกวันๆ จนทำให้หลายคนสังเกตว่าเขาจะสามารถทำงานใน Apple ต่อไปได้หรือไม่ได้แพร่หลายออกไป ล่าสุด Steve ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูล ?บางส่วน? แล้ว

?

?

?

หากถามว่าสุขภาพของ Steve Jobs น่าสนใจใคร่รู้อย่างไร ก็ต้องตอบว่าน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งเพราะ Steve ถือได้ว่าเป็นบุคคลสาธารณะที่สำคัญยิ่งสำหรับลูกค้าของเขานับล้านๆ คนทั่วโลก รวมไปถึงนักลงทุน นักวิเคราะห์ และสื่อมวลชนด้วย เนื่องจากสินค้าของ Apple อันเป็นผลมาจากสมองอันปราดเปรื่องของ Steve นั้นได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ชาวโลกได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ Mac, เครื่องเล่นเพลง iPod, และโทรศัพท์ iPhone

ไม่เพียงเท่านั้น ความสงสัยในรูปร่างที่ผ่ายผอมลงของ Steve ในงานแถลงเปิดตัว iPhone 3G ก็ทำให้ทุกคนยิ่งเห็นภาพชัดมากขึ้นว่าเขาเปลี่ยนไปมากแค่ไหน รวมทั้งสงสัยว่าโรคมะเร็งตับอ่อนที่เขาตรวจพบในปี 2003 ซึ่งได้รับการรักษามาโดยตลอดนั้นจะกลับมาเป็นอีกหรือไม่ และนั่นก็ทำให้หุ้นของ Apple ตกลงทุกวันๆ นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หุ้น Apple ตกลงถึง 11% ในชั่วข้ามคืนเลยทีเดียว นั่นก็แสดงว่า ?สุขภาพ? ของ Apple นั้นเกี่ยวพันกับ ?สุขภาพ? ของ Steve Jobs อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หรือถ้าจะพูดให้ง่ายก็คือ Steve Jobs คือ Apple และ Apple คือ Steve Jobs

ความสงสัยนี้ทำให้ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Apple ต้องออกมาตอบคำถามของสื่อในช่วงแรกๆ ว่าสุขภาพของ Steve นั้นปกติดี เขาเป็นเพียง ?โรคธรรมดาทั่วไป? เท่านั้นเอง ไม่มีอะไรต้องเป็นกังวล และเขาจะยังคงทำงานที่ Apple ต่อไป ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล

Joe Nocera ผู้สื่อข่าวของหนังสือพิมพ์ New York Times พยายามติดต่อหาข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ที่เกี่ยวข้องใน Apple แต่ก็ล้มเหลวมาตลอด ไม่มีใครให้ข้อมูลเขามากไปกว่านี้ แต่เขาก็ยังไม่ลดละความพยายาม รวมทั้งยังเขียนคอลัมน์ถึงความกระหายใคร่รู้ว่ามีอะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังของเรื่องนี้หรือไม่ ในบทความที่ชื่อว่า Apple?s Culture of Secrecy และในที่สุด Steve ก็ติดต่อกลับมาหา Joe ด้วยตัวเอง พร้อมคำพูดเปิดการสนทนาที่แสดงความไม่พอใจอย่างยิ่ง

?นี่ Steve Jobs พูด คุณคิดว่าผมเป็นพวกหยิ่งยโส (คำพูดจริงๆ หยาบกว่านี้) และเป็นพวกอยู่เหนือกฏหมายนักใช่มั้ย ผมก็คิดว่าคุณเป็น…(คำสบถ) ซึ่งได้รับข้อมูลมาผิดๆ ทั้งนั้นเหมือนกัน?

หลังจากนั้น Steve ก็เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของเขา แต่มีข้อแม้ว่า Joe จะไม่เผยแพร่ข้อมูลใดๆ ต่อสาธารณะ สิ่งเดียวที่พอจะบอกได้คือ อาการของ Steve ในขณะนี้ไม่ใช่ ?โรคธรรมดาทั่วไป? ส่วนน้ำหนักที่ลดลงนั้นก็เป็นผลมาจากการผ่าตัดเนื้อร้ายออกไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม Joe ได้ตั้งข้อสังเกตในช่วงท้ายของคอลัมน์ใน New York Times ว่าข้อมูลที่ได้มานั้นถือเป็นข้อมูลสำคัญที่ผู้ถือหุ้นของ Apple ควรจะรับทราบเป็นอย่างมาก แต่แทนที่ Steve จะเปิดเผยต่อคนที่เป็นเจ้าของเงินใน Apple ทราบก่อนเป็นอันดับแรก เขากลับเลือกที่จะปิดเป็นความลับต่อไป

ที่มา : http://www.bangkokbiznews.com

Tags:

ค่ายมือถือปรับตัว หลัง ‘สตีฟ จ็อบส์’ ผงาดไอโฟน 3G

แม้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ไอโฟน 3G ยังไม่เปิดการขายในเมืองไทย หากแต่ สตีฟ จ็อบส์ (Steve Jobs) ซีอีโอ จากแอปเปิล ได้กำหนดวางจำหน่ายใน 22 ประเทศก่อนจะขยายเป็น 70 ประเทศในปีนี้

?

แต่ที่เซอร์ไพรส์สาวก ไอโฟน มากที่สุดนั้นก็คือการเคาะราคามือถือไอโฟน 3G หน่วยความจำ 8GB อยู่ที่ 199 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 6,766 บาท (คิดในอัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์เท่ากับ 34 บาท) และ รุ่น 16 GB อยู่ที่ 299 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯหรือประมาณ 10,166 บาท
เรียกได้ว่าสะเทือนวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไปเลยก็ว่าได้!!
ว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติ ไอโฟน 3G ขนาดตัวเครื่อง 115.5 x 62.1 x 12.3 มิลลิเมตร , น้ำหนัก 133 กรัม มี 2 สีให้เลือก : สีดำ (สำหรับหน่วยความจำ 8 และ 16 GB) สีขาว (สำหรับหน่วยความจำ 16 GB)ระบบ UMTS/HSDPA (850, 1900, 2100 MHz) , GSM/EDGE (850, 900, 1800, 1900 MHz)
การเชื่อมต่อ Wi-Fi (802.11b/g) , Bluetooth 2.0 + EDR , USB 2.0 จอแสดงผล ระบบสัมผัส Multi-Touch ความละเอียด 320 x 480 พิกเซล กว้าง 3.5 นิ้ว
ไม่เพียงเท่านี้ยังรองรับไฟล์เสียง : AAC, MP3, Audible (formats 1, 2, and 3), Apple Lossless, AIFF และ WAV รองรับไฟล์วิดีโอ : H.264, MP4, M4V และ MOV กล้องดิจิตอล ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล สนทนาต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง สำหรับเครือข่าย GSM และ 5 ชั่วโมง สำหรับเครือข่าย 3G เปิดรอรับสาย 300 ชั่วโมง ใช้งานอินเตอร์เน็ต นานต่อเนื่อง 5 ชั่วโมง สำหรับเครือข่าย 3G และ 6 ชั่วโมง สำหรับเครือข่าย Wi-Fi เล่นวิดีโอนานต่อเนื่อง 7 ชั่วโมง และ ฟังเพลงนานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง
และที่สำคัญไปกว่านั้น มือถือ ไอโฟน รุ่นแรก ถึงวันนี้เปิดตัวครบ 1 ปี สามารถจำหน่ายได้แล้ว 6 ล้านเครื่อง โดยยอดขาย ไอโฟน รุ่นแรกเริ่มชะลอตัวลงในไตรมาสที่สี่ เนื่องจากบรรดาสาวกไอโฟนรอมือถือเวอร์ชัน 3G
ในเมื่อ สตีฟ จ็อบส์ เข้ามารุกมือถือ 3G คู่แข่งอย่าง BlackBerry ของบริษัท Research in Motion และ สมาร์ทโฟนT reo ของ Palm ต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะมือถือ ไอโฟน 3G สามารถรองรับซอฟต์แวร์ Exchange ของไมโครซอฟท์ เช่นเดียวกับ Black Berry และ Palm
- WDS ยอมรับคู่แข่งสะเทือน!!
นายกุลดิษฐ์ สมุทรโคจร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไวร์เลส ดีไวซ์ ซัพพลาย จำกัด หรือ WDS บริษัทในเครือเอไอเอส ผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์ เอ็มเอฟเอ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การเปิดตัว ไอโฟน 3G ย่อมมีผลต่อตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระดับโลก ผู้ประกอบการทุกค่ายก็ต้องปรับตัวเช่นเดียวกันโดยเฉพาะฟังก์ชันเครื่องรุ่นนี้มีคุณสมบัติที่ครบถ้วนและจำนวนเยอะ
สำหรับ เอไอเอส ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท Research in Motion เพื่อจำหน่าย BlackBerry ในประเทศไทยแต่เพียงรายเดียวขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าการเปิดตัวมือถือไอโฟน 3G จะมีผลกระทบหรือไม่เพราะในเมืองไทยยังไม่มีการจำหน่ายอย่างเป็นทางการ และ ที่สำคัญไปกว่านั้นการจำหน่ายมือถือ BlackBerry ของ เอไอเอส นั้นจำหน่ายให้กับลูกค้าองค์กรเป็นหลัก
- HTC ปรับราคา
พลันที่ ไอโฟน 3G ประกาศราคาอย่างเป็นทางการทาง เอชทีซี ประเทศไทย ได้ประกาศปรับลดราคา HTC Touch Cruise ลดราคาลงเหลือ 23,900 บาทจากราคา 25,900 บาท ,HTC Touch ลดลงเหลือ 16,900 บาทจาก 17,900 บาท และ HTC P3300 เหลือ 14,900 บาทจาก 17,500 บาท
เชื่อว่าบรรดาผู้ประกอบการมือถือรายใหญ่ต้องปรับตัวเหมือนอย่างที่ ไอโฟน เปิดตัวมือถือรุ่นแรกส่วนในประเทศไทยแม้ยังไม่มีการจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เชื่อว่าหลังจากนี้ ไอโฟน 3G จะถูกหิ้วมาขายในมาบุญครองเหมือนอย่างรุ่นแรกที่ ไอโฟน เปิดตัว!!

ที่มา : thairath.co.th

Tags: , , ,