เหนือเมฆ2จุดชนวน NBTC Watch บี้ กสทช.ตอบให้ ‘ใบอนุญาต’ ไทยคม

เหนือเมฆ2จุดชนวน NBTC Watch บี้ กสทช.ตอบให้ 'ใบอนุญาต' ไทยคม

เหนือเมฆ 2 จุดชนวน NBTC Watch ชี้มี ?ดาวเทียม? กสทช.กับคำถามเรื่องการให้ ?ใบอนุญาต? ไทยคม เปิดประเด็นร้อน ตั้งคำถาม 3 ข้อ บี้ กสทช.ตอบต่อสาธารณชน ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินการต่างๆ ตีความการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม…

เมื่อวันที่ 10 ม.ค. คณะติดตามการทำงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. (NBTC Watch) เผยแพร่บทความระบุว่า ระหว่างที่การยุติออกอากาศละครเรื่องเหนือเมฆ 2 โดยสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 กำลังเป็นประเด็นร้อน ให้ กสทช. ต้องรีบหาทางออก ยังมีอีกประเด็นที่ กสทช.ควรจะออกมาให้คำตอบกับสังคม นั่นคือการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมประเภทสาม ก. กับบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม (Satellite Network Operator) ที่มีอายุ 20 ปี โดยไม่ผ่านการประมูลคลื่นความถี่ ปิดโอกาสผู้ประกอบการรายใหม่ในการเข้าสู่ตลาด แถมยังพลาดโอกาสในการปลดล็อกการผูกขาดกิจการโดยผู้ประกอบการรายเดียว จากสมัยที่ยังใช้ระบบสัมปทาน ทั้งที่กิจการโทรคมนาคมเปลี่ยนมาใช้ระบบใบอนุญาต ตั้งแต่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ฉบับปี พ.ศ.2543

ในรายงานที่คณะทำงานติดตาม กสทช.หรือ NBTC Watch จัดทำขึ้นเร็วๆ นี้ เรื่อง ?กสทช.กับการทำลายโอกาสในการเลิกการผูกขาดในกิจการดาวเทียมสื่อสาร? ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหาในการให้ใบอนุญาตกับบริษัทไทยคมไว้หลายประการ ดังนี้

1.คำถามเรื่องตีความข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ กทค. ตีความว่าผู้ให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียม เป็นกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ จึงไม่จำเป็นต้องเปิดประมูลตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 45 โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากดาวเทียมเป็นวัตถุที่ลอยอยู่บนฟ้าเกินกว่า 100 กิโลเมตร จึงถือว่าอยู่นอกเหนือเขตอธิปไตยของไทย แต่สิ่งที่ กสทช.ควรตอบก็คือ ตำแหน่งวงโคจรไม่ว่าจะ 120 หรือ 50.5 องศาตะวันออก เป็นสิทธิที่ประเทศไทยได้รับการจัดสรรจาก ITU หากยึดตามที่ กทค.ตีความว่าอยู่นอกเหนือเขตอธิปไตย ก็จะไม่มีประเทศใดสามารถบังคับใช้กฎหมายในประเทศนั้นๆ กำกับดูแลการให้บริการดาวเทียมของตนได้เลย

นอกจากนี้ รายงานฉบับดังกล่าวยังมีข้อสังเกตว่าในขณะที่ดาวเทียมแต่ละดวงใช้คลื่นความถี่ไม่เหมือนกัน เช่น C-Band Ku-Band หากให้ผู้ให้บริการสื่อสารผ่านดาวเทียม เป็นผู้ประมูลคลื่นความถี่ แปลว่าทุกรายต้องประมูลคลื่น ?ทุกชนิด? เพื่อให้บริการผ่านช่องสัญญาณคลื่นดาวเทียมที่แตกต่างกันทั้งหมด ซึ่งไม่สมเหตุสมผลและคลื่นความถี่มาตรฐาน อย่าง C-Band Ku-Band ผู้ประกอบการหลายรายสามารถใช้งานในย่านเดียวกันและเวลาเดียวกันได้อย่างไม่จำกัด (ต่างจากตำแหน่งวงโคจรที่มีจำกัด) การที่ให้ผู้ให้บริการสถานีดาวเทียมภาคพื้นที่ต้องประมูลคลื่นจะเป็นการจำกัดการแข่งขันในตลาดโดยไม่จำเป็น

2.คำถามเรื่องความผิดปกติในการให้ใบอนุญาต ทั้งนี้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 มาตรา 45 กำหนดว่าการให้ใบอนุญาตแก่ผู้ประกอบกิจการโทรคมนาคมจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ ระยะเวลา และเงื่อนไขที่ กสทช.กำหนด แต่การอนุมัติใบอนุญาตให้กับบริษัทไทยคมของ กทค.กลับมีขึ้น ในขณะที่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการให้ใบอนุญาตกิจการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมยังอยู่ในขั้นตอนการร่างเท่านั้น โดยที่ ?เงื่อนไขสำคัญ? ในหลักเกณฑ์ดังกล่าว คือประเด็นเรื่องใครควรเป็นคนประมูลคลื่นความถี่ ยังไม่ได้ข้อยุติ

ที่สำคัญ หลังจากที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 20 ก.ย.2554 ได้มีมติเห็นชอบให้รักษาวงโคจร 120 องศาตะวันออก ภายหลังดาวเทียมไทยคม 1 ปลดระวางไปตั้งแต่เดือน ม.ค.2553 ขณะที่บริษัทไทยคมได้ลากดาวเทียมเอเชียแซท 6 ของฮ่องกงเข้ามาในตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวแล้ว ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาสิทธิวงโคจรดังกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องคืนให้กับ ITU แล้วเหตุใด กทค.จึงต้องเร่งรัดอนุมัติใบอนุญาตให้กับบริษัทไทยคม

3.คำถามเรื่องเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่อาจกีดกันการแข่งขันในกิจการ ดาวเทียม เนื่องจากในใบอนุญาตที่ กสทช.ให้กับไทยคม ที่มีอายุ 20 ปี ได้กำหนดเงื่อนไขว่าบริษัทไทยคมสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตได้อีก 10 ปี ทั้งที่ควรกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตต้องคืนตำแหน่งวงโคจรกลับมาจัดสรรใหม่ เพื่อการใช้ประโยชน์ตำแหน่งวงโคจรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการขอต่ออายุยังกำหนดให้ทำภายใน 30 วัน ซึ่งหากบริษัทไทยคมตัดสินใจไม่ต่ออายุใบอนุญาต ก็เป็นการยากที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเตรียมตัวทันในการขอใบอนุญาต พร้อมจัดส่งดาวเทียมขึ้นไปแทนภายในระยะเวลา 2 ปี ตามที่ ITU กำหนด

นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขว่าให้บริษัทไทยคมส่งเอกสารจองสิทธิการใช้งานวงโคจรเพิ่มเติม ที่ตำแหน่งวงโคจรใดๆ ได้ ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทไทยคมที่เป็นผู้ประกอบการรายเก่าใน การขยายสิทธิการใช้วงโคจรที่มีอยู่อย่างจำกัด จนอาจทำให้ไม่มีวงโคจรเหลือสำหรับผู้ประกอบการรายใหม่

คำถาม 3 ข้อข้างต้นคือสิ่งที่ กสทช.ควรให้คำตอบต่อสาธารณชน ถึงเบื้องหลังการตัดสินใจเชิงนโยบายและการดำเนินการต่างๆ ทั้งการตีความว่าการให้บริการช่องสัญญาณดาวเทียมเป็นกิจการที่ไม่ใช้คลื่น ความถี่ ความผิดปกติในการอนุมัติใบอนุญาตให้กับบริษัทไทยคมอย่างเร่งรัด โดยปราศจากหลักเกณฑ์สำคัญตามกฎหมายรองรับ และการกำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ที่อาจกีดกันการแข่งขันในกิจการดาวเทียม สื่อสารในอนาคต อย่าปล่อยให้สังคมเข้าใจว่ากระบวนการให้ใบอนุญาตของ กสทช.เป็นไปแบบ ?เหนือเมฆ? เอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายผูกขาดกิจการดาวเทียมต่อไป เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านดาวเทียมสร้างประโยชน์มหาศาลทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง การออกกติกาที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรีตลาดดาวเทียมย่อมสร้างความเสียหาย ให้กับประเทศอย่างมากมาย กสทช.จึงควรพิจารณาใช้อำนาจกำกับดูแลตามกฎหมายเพื่อ ?ปลดแอก? กิจการดาวเทียมออกจากระบบสัมปทาน และสนับสนุนให้มีการแข่งขันกันอย่างแท้จริง.

ที่มาของข้อมูลจาก
ขอบคุณข่าวจาก ไทยรัฐ

Tags:
, , , , , ,

Post a Comment